กลับมาแล้วครับภาคต่อของตอน ครั้งที่แล้วที่เล่าค้างไว้ถึงสิ่งที่ต้องเจอแน่นอนในตลาดหุ้นกัน มือเก๋าๆ นี่น่าจะเจอกันมาหมดแล้ว แต่มือใหม่ๆ เนี่ยอันนี้น่าเป็นห่วง เอ่อคิดซะว่าผมเป็นรุ่นพี่ในการลงทุนก็แล้วกันนะครับสำหรับน้องๆ นักลงทุนหน้าใหม่ เพราะผมเชื่อว่าเวลาท่านเข้า Web Board หรือเข้า Web site ไหนก็ตามท่านจะเจอศัพท์แบบแปลกๆ เยอะแยะไปหมดบางทีเป็นคำเปรียบเปรย เปรียบเทียบบ้างฟังแล้วอาจจะดูฟังไม่เข้าใจ ผมก็จะมาขยายความไล่เรียงลำดับให้ฟังในความเป็นจริงที่ท่านได้เจอในสนามการลงทุนไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นหรือที่ไหนก็ตามที่มีเรื่องของ Demand and Supply เรื่องของจิตใจมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 โบรกเกอร์

อย่างแรกเลยถ้าท่านจะเข้าสู่ตลาดหุ้น ท่านจะต้องเจอกับโบรกเกอร์  ซึ่งผมก็มีเพื่อนที่เป็นโบรกเกอร์ที่บริษัทเคทีซีมีโก้ เหมือนกัน มันเองค่อนข้างให้ข้อมูลดีว่าโบรกเกอร์สามารถพึ่งพาได้จริงๆ แต่คุณต้องพึ่งพาเค้าให้ถูกและขอข้อมูลที่คุณอยากได้ ไม่อย่างนั้นถ้าคุณเป๋ไปคุณจะจับหลักไม่ถูกแล้วจะทำให้คุณต้องมาเสียใจในภายหลังเพราะว่ามันไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของตัวคุณเองแต่คุณเชื่อโบรกเกอร์อย่างเดียว แต่ถ้าเปิดบัญชีแบบเทรดผ่านอินเตอร์เน็ตไม่ผ่านโบรกเกอร์อันนี้ก็จะเสียค่าคอมมิชชั่นน้อยหน่อย แต่ปัจจุบันหลายสำนักมีขั้นต่ำประมาณ 50 บาท ไม่ว่าจะเทรดราคาเท่าไหร่ 10 บาท 20 บาท 100 บาท 200 บาท ท่านคิดว่าท่านเสียแค่ 0.15 % ของ 100 บาท 100 บาท เสียแค่ 15 สตางค์ จริงๆ แล้วไม่ใช่ 15 สตางค์นะครับท่านเจอแล้ว 50 บาท หุ้นที่ท่านซื้อเนี่ย รับรองท่านซื้อไป 100 บาท หุ้นละ บาท ซื้อไป 100 หุ้น ตอนที่ท่านซื้อไป บาท เดี๋ยวพอซื้อเสร็จมันไม่ใช่เป็น บาท มันจะกลายเป็นบาทกว่าๆ บวกคอมมิชชั่น บวกโน่นนี่นั่นเข้าไปเรียบร้อยแล้วมันจะเป็นแบบนั้น ซึ่งก็อาจจะงงว่าแล้วทำไมมันเป็นแบบนั้น ซื้อ บาท ทำไมกลายเป็นบาทกว่า คำตอบ คือ เค้าจะมีอัตราขั้นต่ำอยู่ถ้าจะเทรดเนี่ยอย่างน้อยให้เลยขั้นต่ำไปหน่อย เลย 50 บาทไปถึงจะโอเคเพราะไม่อย่างนั้นท่านจะเสียเปรียบอย่างไงก็โดนชาร์ท แต่ถ้าท่านไม่ผ่านอินเตอร์เน็ต เทรดผ่านโบรกเกอร์เค้าจะมีค่าให้คำปรึกษาหรือค่าบริหารจัดการให้ก็จะเป็นอีกราคาหนึ่งก็จะแพงขึ้นมาอีกนิดนึงสำหรับค่าคอมมิชชั่น อันนี้แล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละคนนะผมไม่ได้บอกนะครับว่าเทรดผ่านโบรกเกอร์ไม่ดี คือ หมายความว่าเค้าก็มีข้อมูลอะไรส่วนหนึ่งมารองรับการตัดสินใจของท่านได้และก็ช่วยเหลือท่านได้ถ้าท่านต้องการซื้อหรือว่าขายในช่วงเวลาไหนก็ตาม เค้าก็สามารถทำให้ท่านได้ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องนั่งดูจอเองด้วยเค้าบริหารจัดการให้แต่อันนี้ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจของตัวท่านเองด้วยนะครับว่าท่านจะซื้อเพราะอะไรขายเพราะอะไรถ้าท่านฟังเค้าอย่างเดียวมีสิทธิ์ล้มสูงมาก อันนี้เรื่องแรกที่ท่านเดินเข้าตลาดหุ้นแล้ว

 

ติดดอย

ต่อมาเวลาท่านเข้าตลาดหุ้นปุ๊บท่านก็จะเจออารมณ์ว่าพอซื้อปุ๊บหุ้นตก พอตกปุ๊บก็มีอยู่ ทางเลือก ขายทิ้ง หรือเก็บไว้ ส่วนใหญ่คนจะเลือกเก็บไว้เพราะว่าอะไรรู้ไหมครับ ก็มันขาดทุนใครจะกล้าขายพอขาดทุนแล้วเริ่มขาดทุนนานขึ้นสิเดือนหนึ่งก็ยังไม่ขึ้น สองเดือนก็ยังไม่ขึ้น สาม สี่ไปเรื่อยๆ บางตัวเป็นปีแล้วก็ยังไม่ขึ้นแบบนี้หล่ะครับเค้าเรียก ติดดอย ครับ ติดดอยก็ คือ อาการประมาณว่าไปซื้อในราคาที่แพงมากแล้วราคามันก็ลงมาตลอด ลงแล้วลงอีกเหมือนกับท่านขึ้นไปอยู่บนยอดสูงสุดของภูเขา ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนภูเขาลูกนี้ก็ไม่สูงมากแต่อยู่ดีๆกับยืดตัวได้สะงั้น และ ที่สำคัญช่วงเวลาแบบนี้จะเป็นเวลาทีกลุ่มคนที่อยู่บนยอดเดียวกันจะมีความเห็นอกเห็นใจกันมากที่สุดโดยเฉพาะอยู่บนภูเขาสูงลูกเดียวกัน (หุ้นเดียวกัน) บางท่านพอเห็นท่าไม่ดีเค้าก็ทำการขายทิ้ง หรือ กระโดดลงจากยอดเขาก่อน เจ็บบ้างแต่รู้ว่าไม่ตายแน่ เพราะ เค้าก็จะมีจุด Stop loss ของเค้าถึงประมาณนี้ปุ๊บก็จะไม่ยอมเสียมากกว่านี้ก็ขายทิ้ง ก็จะมีการดูเทรนของหุ้นว่าจะขึ้นจะลงก็แล้วแต่เทคนิคของใครนะครับ จริงๆ แล้วท่านก็ต้องเลือกกลยุทธ์เอา หรือบางคนบอกว่ามีเทคนิคอีกแบบหนึ่ง

Short against port

Short against port คือหมายความว่าหุ้นตัวนี้ชอบยังไงก็จะซื้อเก็บไว้ แต่ตอนที่ราคาหุ้นมันลงเค้าจะขายหุ้นตัวนี้ทิ้งเพื่อตัดขาดทุน Stop loss จะไม่ยอมติดดอยเพื่อโอกาสไปซื้อในราคาที่ต่ำกว่าเดิมนั่นหมายความว่าเค้าไปซื้อหุ้นที่ราคาถูกกว่าเดิมฉะนั้นในมูลค่าเงินที่เค้าขายมาตอนแรกเค้าสามารถซื้อหุ้นได้จำนวนมากขึ้น แสดงว่าตอนแรกเค้าซื้ออยู่แค่ 100 หุ้น พอหุ้นตกปุ๊บเค้าขาย พอขายปุ๊บหุ้นตกต่ออีกแล้วเค้าสามารถกลับมาซื้อในราคา 50 สตางค์ได้ก็แสดงว่าในราคา 50 สตางค์เนี่ยเค้าสามารถซื้อหุ้นได้จำนวนมากกว่าเดิมอาจจะเกือบเท่าตัว ฉะนั้นลักษณะของที่หุ้นลงบางทีมันไม่ใช่กลยุทธ์เพื่อตั้งรับ แต่พอหุ้นลงเนี่ยมันสามารถเปิดเกมส์สู้ได้เหมือนกันอยู่ที่คุณจะสู้แบบไหน 

 

ถัวเฉลี่ย

อีกวิธีหนึ่งที่เค้าทำกันก็คือการสู้แบบถัวเฉลี่ยอารมณ์ประมาณว่ามีเงินอ่ะ มีหลายไม้ มีหลายนัดอะไรประมาณนี้ไม่ว่าหุ้นจะลงเท่าไหร่ก็จะซื้ออัดเข้าไปเรื่อยๆ อัดไปจนกว่ามันจะขึ้นมา แล้วพออัดไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกถ้าท่านไม่มีความเข้าใจในตัวหุ้นจริงๆ เวลาที่ท่านอัดเข้าไปมันก็เหมือนเอาเงินไปให้คนอื่นใช้ หุ้นที่ไม่ดี พื้นฐานไม่ดี อะไรไม่ดีเลยนะถึงเวลามันก็ไม่ทางขึ้นมาอยู่ดีมันก็จะจมอยู่อย่างนั้น ถัวเฉลี่ยคือ การซื้อเพื่อให้ต้นทุนตัวเองต่ำลง ซื้อในราคาที่ต่ำไปเรื่อยๆ เพื่อเฉลี่ยกับต้นทุนเดิมที่ถืออยู่ สมมติวันหนึ่งเราถืออยู่ 3.00 บาทในหุ้นตัวนึงแล้ววันนึงมันตกเหลือ 2.50 บาท เราบอกว่าเราชอบหุ้นตัวนี้มันดีเรื่องราวดียังไงก็ต้องกลับมาก็ซื้อ 2.50 บาท อีกครั้งเยอะๆ เลยราคาก็จะตกลงมาเหลือสัก 2.70 บาทโดยประมาณ ต้นทุนเราจาก 3.00 บาทเหลือ 2.70 บาทแล้ว เอาอีกตกเพิ่มอีกเหลือประมาณ 2.00 บาท เอาหล่ะทำไงก็อย่างที่ผมบอกมันจะมีลักษณะของการเปิดเกมส์หลายรูปแบบ บางท่านก็ Short against port บางท่านก็ Stop loss ไปเลย หรือซื้อถัวเฉลี่ย เวลาเราซื้อถัวเฉลี่ยปุ๊บมันตกลงไปถึงจุดหนึ่งที่ว่าแบบไม่เคยเห็นราคานี้มาก่อนอันนี้หล่ะเป็นจุดวัดใจว่าท่านจะกล้าถัวเฉลี่ยอีกรอบไหมหรือท่านจะขายทิ้งเลยอันนี้หล่ะครับจะเป็นตัวตัดว่าท่านเป็นเซียนเก๊หรือเซียนตัวจริง เพราะว่าอะไรรู้ไหมครับ ถ้าหุ้นเรื่องราวดี พื้นฐานดีแต่ปัจจัยตลาดไม่เป็นใจให้หุ้นขึ้นมันก็ไม่ขึ้นนะครับแต่พอถึงเวลานึงเดี๋ยวเค้าจะฟอร์มตัวกลับขึ้นมาเองด้วยพื้นฐานที่ดีของบริษัทเค้า มันไม่มีข่าวอะไรดีนอกจากงบกำไรขาดทุน การปันผลแล้วนะแล้วข่าวนี้ออก ครั้งใน ปีผมว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วนะที่จะทำให้ค่าตัวของหุ้นๆ นึงสะท้อนความเป็นจริงออกมาเพียงแต่ว่าเค้าจะให้สะท้อนวันไหนเท่านั้นเองอันนี้ท่านต้องอดทนรวยถ้าเจอหุ้นที่ดีแล้วท่านซื้อถัวเฉลี่ยก็ต้องมั่นใจ แล้วถ้าหุ้นขึ้นท่านจะเจอกับอะไรบ้าง มีอยู่อย่างหนึ่ง คำสาปหนึ่งก็คือ ตกรถ 

 

 

ตกรถ

 ตกรถเนี่ยเป็นอารมณ์ประมาณว่ามีข่าวมาเยอะแยะเลยว่าหุ้นตัวนี้ดียังไงก็ขึ้นแน่ แต่ก็ดันไม่ขึ้นหรือค่อยๆ ขึ้นแล้วเราก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะขึ้นหรอกดูแล้วไม่น่าจะไป พอตัดสินใจไม่เอาไม่ซื้อ พออีก วันปุ๊บขึ้นจริงๆ แล้วขึ้นแบบไม่ธรรมดาขึ้น ช่อง ช่อง ช่อง พอมาดูอีกทีโอ้โหบวกไป 20 % ตายละทำไงดีก็ยังไม่กล้าเหมือนกันแต่ภาวะนี้แค่เสียดายนะ แต่พอมาอีกวันนึงปุ๊บบวกขึ้นมาอีก 20 % อย่างนี้ละครับเค้าเรียกว่าตกรถละทั้งๆ ที่รู้ว่าหวยจะออกอะไรแต่ไม่เล่นเคยเป็นกันไหมครับ จะเล่นหวยจากที่ฝันพูดบอกคนอื่นคนอื่นซื้อคนอื่นรวยแต่ตัวเองไม่เล่นเลยไม่รวยอารมณ์ประมาณนี้ แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องของความเป็นจริงของตลาดหุ้นเลยนะก็คือ ท่านจะเห็นบ่อยเวลาหุ้นขึ้นเครื่องหมาย XD

 

XD

 

ขึ้นเครื่องหมายนี้เมื่อไหร่เหมือนเป็นเครื่องหมายแห่งความตายมาแล้วจ้า ขึ้นปุ๊บหุ้นตกปั๊บแล้วส่วนใหญ่จะตกเท่ากับอัตราการปันผลนั่นแหละสมมติว่าเค้าปันผลอัตราประมาณ 4 % หุ้นก็จะตกประมาณสัก 3-4 % หรืออาจจะมากกว่านั้นสัก 5 % แล้วแต่พื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวพอถึงวันนั้นก็ต้องมาหากลยุทธ์จัดการอีกว่าวัน XD เป็นวันที่น่าเข้าลงทุนรึเปล่าหรือควรจะขายทิ้งก่อนวัน XD แต่ขอยืนยันนะครับว่าหุ้นส่วนใหญ่ถ้าวัน XD เนี่ยหุ้นจะตก อีกอย่างที่กล้ายืนยันก็คือ หุ้นส่วนใหญ่ก่อนวัน XD ราคาเค้าจะดีดขึ้นแบบไม่มีสาเหตุซึ่งระยะเวลาก็ประมาณสักเดือนหรือสองเดือนเพราะว่าช่วงนี้จะมีการเก็บ เก็บแบบเงียบๆ ยิ่งหุ้นที่ปันผลดีทั้งปีประมาณสัก 7% ขึ้นไปแล้วเรื่องราวดี รายได้ดี กำไรดีอันนี้หล่ะครับตัวน่าเก็บเลยเค้าก็จะเล่นราคากันอยู่แบบเรื่อยๆ เหมือนรถไฟวิ่งไปนิ่มๆ เค้าก็จะไปเรื่อยๆ ตั้งรับตั้งขายกันอยู่ตรงนั้นแหละไม่ไปไหนหลอกอีกประมาณขั้นสองขั้นจนอิ่มตัวกันแล้วเดี๋ยวท่านคอยดู พอใกล้ๆ ระยะ XD สักประมาณเดือนกว่าๆ ถ้าเจอหุ้นแบบนี้นะเค้าจะวิ่งแบบที่ท่านงงอยู่ดีๆ วิ่งขึ้นมาได้ยังไงมีในตลาดหลายตัวเลยที่เป็นแบบนี้ แต่อย่างหนึ่งที่ผมย้ำ เรื่องราวต้องดี พื้นฐานต้องดีด้วยมีเรื่องมีราวมาก่อนไม่ใช่ว่าเป็นผู้หญิงที่ไหนไม่รู้จับมาใส่ตะกร้าล้างน้ำแล้วมาบอกว่าหุ้นตัวนี้ดี ปันผลสม่ำเสมอ ขืนเข้าไปก็เท่ากับโดนแหกตา เจ๊งสถานเดียว เท่านั้นมีแต่เจ้ามือเท่านั้นแหละที่เข้าก่อนแล้วจะได้ อีกอย่างหนึ่งผมเห็นแล้วก็เป็นกรณีพิเศษที่ท่านอาจจะงงก็ คือ สิ่งที่ท่านเจอขึ้นเครื่องหมาย XD ปุ๊บกลายเป็นว่าแทนที่หุ้นจะตกหุ้นกลับขึ้นสะนี่ดีดขึ้นมาแบบไม่เกรงใจคนที่ทิ้งเลย ทิ้งเท่าไหร่ไม่สนรับหมดขอซื้อเพิ่ม เพิ่ม อย่างเช่นโฮมโปรเป็นตัวอย่างที่ดีนะครับที่ท่านจะเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่เค้าปันผลเป็นหุ้นออกมา โอ้โห! คือแดงได้แป๊บเดียวเขียวเลยอันนั้นคือได้เบิ้ลเลยสำหรับคนที่ถือโฮมโปรข้าม XD มาอันก็ต้องแสดงความยินดีสำหรับผู้ที่ถือหุ้นโฮมโปรทุกคนด้วยนะครับ อันนั้นเป็นเรื่องของความจริงที่ท่านได้เจอในตลาดหุ้นซึ่งท่านจะต้องยอมรับต้องเจอมัน

 

เจ้ามือ ขาใหญ่

 

 

แล้วในหลายๆ กรณีนะมันก็จะมีอีกกรณีที่ว่าหุ้นโดยส่วนใหญ่จะมีเจ้าเฝ้าอยู่แล้วก็มีวงในในสิทธิของความไม่เท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้นสิ่งที่ท่านจะได้เจอก็คือก่อนงบออกสัก 1-2 วันท่านจะเห็นแล้วว่าหุ้นจะลงหรือจะขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วยนะซึ่งมันหมายความว่าไรมันหมายความว่าเค้ารู้ก่อนหน้านี้แล้วว่ารายได้มันดี กำไรมันโตฉะนั้นหุ้นก็ควรจะขึ้น เค้าก็จะซื้อเก็บกันก่อนสบายแบบไม่บอกใคร เคี้ยวกันเพลินท่านไม่มีทางรู้หลอกเพราะเค้าไม่ได้คุยกันเสียงดังข่าวไม่ออกเงียบกริบ บางตัวก็ลงลงแบบเงียบๆเหมือนกันแล้วพอถึงเวลาก็ระเบิดออกมาเลยงบออกมาก็เฮกันไปจบข่าว พอถึงเวลาขายก็ขายกันหมดเพราะเวลาลงก็ลงแบบรวดเร็ว ลึกและแรงด้วยเพราะข่าวของงบกำไร งบขาดทุนมันเป็นตัวที่บ่งชี้ ตัววัดสำคัญสำหรับบริษัทหรือตัวหุ้นนั้นๆ นะครับอันนี้ก็เป็นเรื่องของความจริงที่นำมาเล่าสู่กันฟัง บทความนี้ก็จะเป็นของเรื่องนี้ล้วนๆ และในบทความหน้าเดี๋ยวผมเอาในส่วนของการบริหารพอร์ทการลงทุนมาเล่าให้ฟังก็คือมันจะมีอะไรที่ไม่ใช่หุ้นอีก เช่น เรื่องของกองทุน ตราสารหนี้ ทอง ที่ดินหรือะไรประมาณนี้มาแชร์ให้อ่านว่ามันยังมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า 10% ต่อปีได้โดยไม่ต้องลงทุนในหุ้นก็มีถ้าท่านไม่ชอบความเสี่ยงขนาดนี้ บลจ.มีอะไร กองทุนอะไรเด็ดมากกว่า 10 % เดี๋ยวผมขอไปเตรียมข้อมูลเช่นเดิมก่อนเวลาผมเขียนผมเขียนยาวเลยไม่เคยมีสคริปน่ะครับตามที่คิดได้เลยแล้วมาอัปโหลดให้ได้อ่านนะครับ รอติดตามกันนะครับ สวัสดีครับ

พรพรหม ภักตร์เปี่ยม

ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ หุ้นปันผล Value Investor ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการออม การลงทุน หุ้น LTF RMF ทึ่ปรึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การพัฒนาสมรรถนะ ตัวชี้วัดและ โปรแกรมเมอร์ PHP MYSQL JAVA iOS