HMPRO เปิดดูรายได้ และ กำไร 7 ปีย้อนหลังคงต้องยืนขึ้นปรบมือให้กับความสมบูรณ์แบบของการสร้างรายได้ ควบคุมต้นทุน ค่าใช้จ่าย และ สุดท้ายเป็นกำไรที่เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

31-12-2551
31-12-2552
31-12-2553
31-12-2554
31-12-2555
31-12-2556
31-12-2557
    รวมรายได้
% เติบโต
19,824.2 21,799.1

9.96%
25,914.9

18.88%
30,502.4

17.7%
36,969.3

21.2%
42,830.2

15.85%
51,208.6

19.56%
 กำไรขั้นต้น/รายได้ % 28.64% 29.38% 30.34% 30.91% 30.86% 31.48% 30.73%
 ค่าใช้จ่าย/รายได้ % 20.99% 21.05% 20.87% 20.67% 20.98% 21.72% 21.59%
    กำไรสุทธิ
% เติบโต
959.4 1,142.9

20%
1,638.4

44%
2,005.4

23%
2,670.8

34%
3,068.5

15%
3,313.3

8%
PE 33.32 36.36 29.90 31.67
PE/G 1.44 1.06 2 3.96

 

ที่ผ่านมาจึงทำให้ HMPRO นั้นเต็มไปด้วยความคาดหวัง จึงดันให้ P/E  ตั้งแต่ปี  2554 ถึงปี 2557 อยู่ที่ค่าเฉลี่ยสูงกว่า  30 เท่า   ซึ่งหากดูความเป็นไปได้ตามหลัก PE/G แล้ว ตั้งแต่ปี 2554 – 2557 จะเห็นว่าปี  2556 และ 2557 นั้น อัตราการเติบโตของ HMPRO ลดลงจากระดับ 30% มาอยู่ที่ 15% และ 8%   ทำให้ค่า PE/G ในช่วงปี 2556 และ 2557  เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจอยู่ที่  2 และ 3.96 เท่า นั่นหมายความว่า HMPRO นั้นเริ่มแพงมาตั้งแต่ปี 2556   (ใช่หรือไม่ ? )

ปี 2556  เปิดธุรกิจใหม่นามว่า “Mega Home” 

ในปี 2556 HMPRO เปิดธุรกิจใหม่นามว่า “Mega Home”  ทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าวัสดุก่อสร้างมีสินค้าประมาณ 35% ที่ทับซ้อนกับ Home Pro และเป็นการเปิดทีเดียว 4 สาขาไล่ไปจนถึงต้นปี 2557  ผลที่ตามมาคือ ในปี 2556 ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 21.72% จากค่าเฉลี่ยเดิมๆ ที่ 21%  ใช่ครับ !! แค่นิดหน่อยเองแต่ด้วยฐานของปี 2555 ที่ทำกำไรไว้สูง ทำให้ปี 2556 กำไรจึงเติบโตขึ้นเพียง 15% ซึ่งจุดนี้ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก

ปี 2557  เปิดสาขาต่างประเทศครั้งแรกที่ มาเลเซีย

ในปี 2557 Home Pro บุกมาเลเซียสาขาแรก ซึ่งจุดนี้เองครับเป็นจุดที่ทำให้การเติบโตของกำไร  เริ่มชะงักลงและส่งผลถึงต้นปี 2558  ทำให้ กำไรในรอบ Q1/2558  YoY% เติบโตเพียง 1% และเป็นเหตุให้ ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ 6.45 บาทต่อหุ้น (17 มิ.ย. 2558)  ลองมาดูกำไร Q1 ในแต่ละปีเทียบ YoY% กันบ้าง

31-03-2555 31-03-2556 31-03-2557 30-06-2557 30-09-2557 31-12-2557 31-03-2558
    รวมรายได้ 8,988.1 10,025.9 11,826.2 12,788.2 12,615.7 13,978.4 13,096.3
 กำไรขั้นต้น/รายได้ % 29.64% 30.65% 30.74% 30.79% 30.41% 30.95% 30.47%
 ค่าใช้จ่าย/รายได้ % 20.38% 21.41% 21.95% 22.17% 21.59% 20.77% 22.38%
ดอกเบี้ยจ่าย -29.2 -49.7 -100.9 -106.0 -127.7 -131.4 -136.3
    กำไรสุทธิ 610.3 691.5 725.7 792.8 766.2 1,028.7 733.7
    กำไร YOY% +13% +5% +9% +6% +11% +1%
หนี้สินรวม 16,565.9 24,642.0 25,652.2 26,343.6 28,611.2 29,581.6

จากตารางจะเห็นว่าในรอบ Q1/2558  เทียบ YoY% มีรายได้เพิ่มขึ้น 10.73% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปกติ แต่กำไรนั้นเพิ่มขึ้นเพียง 1% ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรขั้นต้นที่ลดลงมาที่ 30.47%  (ยังถือว่าปกติ)  แต่ค่าใช้จ่ายขึ้นไปที่ระดับ 22.38%

นอกจากนั้นปัจจัยที่สำคัญอีก 1 ข้อซึ่ง CPALL เคยพบปัญหานี้มาแล้วคือ ดอกเบี้ยจ่าย หรือ ต้นทุนทางการเงิน ซึ่งในรอบ Q1/2557 เป็นต้นมานั้นมีภาระจ่ายเพิ่มขึ้น 100% และ กำลังไต่ระดับไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนอย่างหนัก และ ต่อเนื่องจากปี 2556 และ 2557 ที่ผ่านมา ลองไปดูหนี้สินกันบ้าง

หนี้สินจากปี Q1/2556 ไปถึงต้นปี Q1/2557 เพิ่มขึ้น 48.76% และ Q1/2557 ไปถึงต้นปี Q1/2558 เพิ่มขึ้น 20.04%  และ แนวโน้มดูมีทีท่าจะเพิ่มขึ้นด้วยเนื่องจากทาง HMPRO เองยังต้องการเงินลงทุนอีกมากในปี 2558 โดยมีแผนที่จะลงทุนดังนี้

 

Screen Shot 2558-06-17 at 14.13.43

HomePro เพิ่ม 7-8 สาขา ต้นปีเปิดไปแล้วที่ สุโขทัย หากเป็นไปตามเป้าจะมีสาขารวม 79 สาขา
MegaHome เพิ่ม 3-4 สาขา  หากเป็นไปตามเป้าจะมีสาขารวม 7-8 สาขา
HomePro มาเลเซีย อยู่ระหว่างตัดสินใจอีก 1 สาขา หากเป็นไปตามเป้าจะมีสาขารวม 2 สาขา  ดูรายละเอียดการเปิดสาขา คลิกที่นี่ โฮมโปรมาเลเซีย

โฮมโปรมาเลเซีย

หากไม่รวมสาขาที่มาเลเซียเท่ากับจะต้องลงทุนทั้งหมด 12 สาขา จะต้องใช้เงินลงทุนอย่างน้อยสาขาละ 350 ล้าน ซึ่งเท่ากับต้องใช้เงินถึง 4,200 ล้าน ที่ผ่านมาลงทุนและกู้เงินอย่างไรบ้างไปดูในงบกระแสเงินสดกัน

 

31-12-2552 31-12-2553 31-12-2554 31-12-2555 31-12-2556 31-12-2557 31-03-2558
เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน 2,454.2 2,624.6 3,830.5 3,434.5 5,193.4 4,912.8 1,539.1
เงินสดจากการลงทุน -901.0 -2,005.7 -3,418.7 -5,667.2 -9,661.5 -7,060.9 -1,291.4
รวมหนี้ที่ออก 1,045.0 1,702.3 1,000.6 2,810.7 6,364.3 6,050.0 1,000.0
รวมหนี้ชำระคืน -1,530.1 -1,140.3 -730.0 -300.0 -2,100.0 -1,960.9 -2.5

จากตารางงบกระแสเงินสดท่านจะเห็นว่าปีช่วงปี 2555- 2556 บริษัทเริ่มลงทุนมากขึ้นจาก Mega Home และ ในปี 2556- 2557  ลงทุนเพิ่มเติม HomePro ที่มาเลเซีย รวมถึงสาขาในไทยด้วยเช่นกัน ทำให้มีใช้เงินลงทุนเกินกว่าเงินสดสุทธิที่ได้มาจากการดำเนินงานถึงเกือบ 2 เท่าตัว เป็นที่มาของการแบกภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง และ ในช่วง Q1/2558 จะเห็นว่ามีการกู้ออกมาแล้ว 1,000 ล้านบาท และเพื่อให้เพียงพอต่อการขยายสาขาเพิ่มปีนี้คงเป็นปีที่หนักหน่วงของ HMPRO แน่นอน

 

ราคาที่เหมาะสมปี 2558  (P/E Valuation Matrix คลิกดูหลักสูตรสอน 20 มิ.ย. นี้)

ในการคำนวณราคาที่เหมาะสมจะใข้สมมุติฐาน  บนตัวแปรที่มียอดขายเติบโต 15%  (ค่าเฉลี่ยรายได้ย้อนหลัง7 ปี และ ตามข่าว)

จากข่าว “โฮมโปร” HMPRO ตั้งเป้ายอดขายปี 58 โต 15% ลุยเปิดเพิ่ม 8 สาขา ทุ่มงบลงทุน 300-500 ล้านบาทต่อสาขา เล็งเปิดสาขามาเลเซียอีก 1 แห่ง ล่าสุดทุ่มงบกว่า 120 ล้านบาท จัดงาน HomePro EXPO 21 ตั้งเป้ากวาดยอดขาย 650 ล้านบาท

รายได้ 51,208.6 ล้านบาทเพิ่ม 15% =  58,889.89 ล้านบาท
คิดอัตรากำไรสุทธิ  5.6%  ซึ่งถือว่าเป็นอัตรากำไรสุทธิต่ำที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว
คิดเป็นกำไรเท่ากับ   58,889.89 x 5.6% =3,297.83 ล้านบาท

Q1/2558 บริษัททำกำไรไปแล้ว 733.7 ล้านบาท
Q2-Q4/2558 เหลือกำไรคาดการณ์  2564.13   คิดเป็นกำไรต่อหุ้นใหม่หลังปันผลเป็นหุ้นแล้ว =  0.20 บาทต่อหุ้น
รวมแล้วกำไรต่อหุ้นคาดการณ์ทั้งหมด = 0.26 (0.06+0.20)

P/E ที่เลือกมี 2 ค่าตามปัจจัยความคาดหวังของ HMPRO
ปัจจัยแรก ตามระดับค่าเฉลี่ยคือ 29 เท่า  ราคาที่เหมาะสม 7.54 บาทต่อหุ้น

– หากบริษัทสามารถลดหนี้ลงได้อย่างต่อเนื่อง (ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะทำ)
– เร่งรายได้ให้มากขึ้นเพื่อทดแทนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น  (ควรโตมากว่า 15% )
– บริหารค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (คิดว่าตอนนี้ก็เต็มกลืนแล้วเหมือนกัน)
– ชะลอการลงทุนบ้าง (อาจทำให้การเติบโตของรายได้ลดลง)

ปัจจัยที่สอง P/E ตลาดปัจจุบัน  25 เท่า  ราคาที่เหมาะสม 6.5 บาทต่อหุ้น

– บริษัทยังไม่สามารถเพิ่มรายได้มากกว่า 15% ได้
– บริษัทยังไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายการบริหาร และ ดอกเบี้ยลงได้

โอกาส

1. ราคาหุ้นไม่ถูกไม่แพง
2. บริษัทที่มีวงจรเงินสดแข็งแกร่ง มีอำนวจต่อรองสูง
3. เมื่อบริษัทเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวจะสร้างรายได้มากขึ้น และ สร้างความได้เปรียบมากขึ้น แต่อาจจะอยู่ในระยะ 2-3 ปีต่อจากนี้

ความเสี่ยง

1. สาขามาเลเซียอาจไม่รุ่ง (ซึ่งผมภาวนาให้เป็นแบบนั้น กลับมาตั้งหลักกันใหม่ก็ได้)
2. อำนาจการใช้เงินของคนในประเทศลดต่ำลง จากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม (แต่ 2-3 ปีข้างหน้าคาดว่าน่าจะดีขึ้นเป็นลำดับ)
3. ภาวะค่าเสื่อม และ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่อาจทำให้กำไรไม่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ราคาหุ้นลดลง
4. ลดการจ่ายปันผลเป็นหุ้น และ เงินสดลง

แนวทางที่จะเป็นไปได้มากที่สุดคือ ราคาเหมาะสมคือ 6.5  ซึ่งปัจจุบันราคา 6.45 (17 มิ.ย. 2558)  ถือเป็นราคาที่สอดคล้องกับอารมณ์ตลาดมากที่สุด หากซื้อราคา 6.45 – 6.5  ถือว่าไม่มีส่วนลดในการซื้อหรือไม่มี MOS% เลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว ซึ่งในมุมมองผมมองเป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยง  ซึ่งผมยอมรับได้ในความเสี่ยงข้างต้นถ้าแรกกับผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในช่วงเก็บเกี่ยวอย่างเต็มที่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ย้ำว่าซื้อแล้วอาจต้องรอครับ

 (P/E Valuation Matrix คลิกดูหลักสูตรสอน 20 มิ.ย. นี้)

 

ในอีก 3 ปีข้างหน้าอาจจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามองว่ารายได้ยังเติบโตที่ระดับ 15% และ มีอัตรากำไรสุทธิดีขึ้นอยู่ในระดับเฉลี่ย 6.5%

รายได้ปี 2558 =   58,889.89 ล้านบาท
รายได้ปี 2559=   67,723.37 ล้านบาท
รายได้ปี 2560 =   77,881.88 ล้านบาท

คิดอัตรากำไรสุทธิ  6.5%  อัตรากำไรสุทธิดีขึ้นอยู่ในระดับเฉลี่ย
คิดเป็นกำไรเท่ากับ   77,881.88 x 6.5% =5,062.32 ล้านบาท

คิดเป็นกำไรต่อหุ้นใหม่หลังปันผลเป็นหุ้นแล้ว =  0.39 บาทต่อหุ้น

P/E ตลาดปัจจุบัน  25 เท่า  ราคาที่เหมาะสม 9.75 บาทต่อหุ้น (ราคาปัจจุบัน 6.45) คิดเป็นส่วนต่างราคา  51.16% เฉลี่ยกำไร 17% ต่อปี

P/E ตลาดปัจจุบัน  29 เท่า (เฉลี่ย)  ราคาที่เหมาะสม 11.31 บาทต่อหุ้น (ราคาปัจจุบัน 6.45) คิดเป็นส่วนต่างราคา  75.35% เฉลี่ยกำไร 25.12% ต่อปี

 

“สรุปสุดท้าย HMPRO ซื้อวันนี้เหมาะกับการซื้อสะสมในระยะยาวเท่านั้นครับ”

 

 

พรพรหม ภักตร์เปี่ยม

ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ หุ้นปันผล Value Investor ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการออม การลงทุน หุ้น LTF RMF ทึ่ปรึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การพัฒนาสมรรถนะ ตัวชี้วัดและ โปรแกรมเมอร์ PHP MYSQL JAVA iOS