แนวทางการลงทุนปัจจุบันมีความหลากหลายมาก ทั้งหนังสือเองที่เขียนเกี่ยวกับการลงทุนนั้นก็ไม่ได้ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจน วันนี้ผมจึงมาฟันธงให้ชัดเจนเลยว่า มันคือการลงทุนแบบเก็งกำไร

ได้ยินคำว่าเก็งกำไรหลายคนถึงกับแตะเบรค เหมือนโดนฟ้าผ่าเข้าอย่างจังรู้สึกเหมือนถ้าเก็งกำไรจากหุ้นจะกลายเป็นคนบาป แต่หากเราเปลี่ยนจากคำว่าเก็งกำไรเป็นการซื้อหุ้นราคาถูกเพื่อคาดหวังราคาหุ้นที่แพงขึ้น ก็คงไม่ต่างจากคำว่าเก็งกำไร ?

Vi หรือ Value Investor แปลตามตรงคือ การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ การลงทุนตามมูลค่า

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ การลงทุนตามมูลค่า (value investing) เป็นแนวทางการลงทุนที่ริเริ่มและพัฒนาขึ้นโดย เบนจามิน เกรแฮม และต่อมาถูกนำมาใช้โดยวอเรน บัฟเฟต เป็นแนวทางการลงทุนที่เน้นลงทุนในกิจการ ที่ผู้ลงทุนเชื่อว่ามีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน โดยการวิเคราะห์มูลค่าทางบัญชีหรือสัดส่วนทางการเงินแบบต่างๆ เช่นมูลค่าหุ้นตามบัญชี (book value) สัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (price-to-earning ratios) สัดส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชี (price-to-book ratios) หรือสัดส่วนเงินปันผล (dividend yields) อย่างไรก็ตาม คำว่า “มูลค่าพื้นฐาน” นี้ยังถูกตีความในแบบต่างๆและยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการ  อ้างอิงจาก https://th.wikipedia.org/wiki/การลงทุนแบบเน้นคุณค่า

จะเห็นว่าการลงทุนของ Vi นั่นเน้นไปที่ราคาหุ้น และ มูลค่าพื้นฐานของบริษัทเป็นหลักโดย ราคาหุ้นต้องต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน  ซึ่งหากสรุปในมุมมองของผมเองแท้จริงแล้วแม้บริษัทจะขาดทุนมาตลอดก็ย่อมมีมูลค่าพื้นฐานของบริษัทเช่นกัน ฉะนั้นผู้ที่ลงทุนในบริษัทที่ขาดทุนหนัก หรือ ขาดทุนสะสมมานานก็ถือว่าเป็น Vi เช่นเดียวกันบนนิยามที่ว่า   ราคาหุ้นต้องต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน   

แน่นอนว่าจากที่ท่านอ่านมาทั้งหมด Vi เป็นการซื้อเพื่อเก็งกำไรจากราคาหุ้นล้วนๆ ถือเป็นเป้าหมายหลัก ส่วนจะขายก็ต่อเมื่อ  ราคาหุ้นต้องสูงกว่ามูลค่าพื้นฐาน    ดูแล้วเป็นเหตุเป็นผลดีใช่มั้ยล่ะครับ

 

Vi บางคนอาจจะบอกว่าถือยาวจนตายเลยก็ได้ แต่นั่นต้องหมายถึงมูลค่าพื้นฐานในอนาคตของหุ้นตัวนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัด

Vi บางคนอาจจะบอกว่าถือสั้นแค่ 1 อาทิตย์เลยก็ได้ แต่นั่นต้องหมายถึง   “ราคาหุ้นป้จจุบันต้องต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และ ดูมีแนวโน้มว่าราคาหุ้นจะดีดขึ้นภายใน 1 อาทิตย์เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง” 

ความแตกต่างของ Vi ทั้งสองคนคือ “เวลา”  ถ้าตัดเรื่องกรอบเวลาไปง่ายขึ้นเยอะเลยใช่มั้ยครับ เพราะมันยากที่จะไปรู้ว่าเมื่อไหร่หุ้นจะขึ้นหรือหุ้นจะลง แต่ผมไม่ได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้นะครับ  Vi หลายท่านจึงเริ่มพัฒนาทักษะการคาดเดาช่วงเวลาที่หุ้นจะขึ้นหรือลงเข้ามาประกอบซึ่งเครื่องมือและวิธีการก็แตกต่างกันไป บ้างก็ฝึกการดูเทคนิคเคิลเข้ามาประกอบ บ้างก็อาศัยจังหวะการประกาศงบการเงินเข้ามาประกอบ บ้างก็ใช้การออกข่าวจากหนังสือพิมพ์มาประกอบ บ้างก็ดูวิธีการรับรู้รายได้จาก Backlog ประกอบ นอกจากเรื่องเวลาแล้ว Vi ยังมีการแตกออกไปอีกหลายแขนงด้วยวิธีการคำนวณมูลค่าพื้นฐานของหุ้นซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ต้องการแสวงหากำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นทั้งนั้น

MOSความผันผวนของราคาหุ้นทำให้เกิดช่วงเวลาที่ตลาดสร้าง MOS (Margin of Safety)  ซึ่งนำมาด้วยกำไรอย่างมหาศาลในช่วงเวลาหนึ่ง ฉะนั้นความผันผวนของราคาหุ้นจึงเป็นเหมือนมิตรแท้ของ Vi แต่ในที่สุดด้วยความยากของการคาดเดาเวลาที่เมื่อไหร่ราคาหุ้นจะสะท้อนมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัท ปรมาจารย์ Vi จึงกล่าวไว้ว่า ซื้อหุ้นให้เหมือนซื้อเพื่อเป็นเจ้าของ

ซื้อหุ้นให้เหมือนซื้อเพื่อเป็นเจ้าของ จึงเป็นกุศลโบายที่คัดเอาเฉพาะบริษัทที่เราต้องการลงทุน สามารถใช้เวลาการลงทุนได้นานตราบเท่าที่เรายังอยากเป็นเจ้าของ เพื่อศึกษาในงบการเงินและพื้นฐานของบริษัทอย่างจริงจังซึ่งหากเราคัดเลือกมาดีแล้วถึงแม้จะคำนวณมูลค่าพื้นฐานผิดพลาดและเข้าผิดจังหวะ แต่ด้วยระยะเวลาลงทุนที่นานพอก็สร้างผลตอบแทนที่ดีได้เช่นเดียวกัน

สรุปแล้ว Vi เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเก็งกำไรทั้งสิ้น และแม้แต่จะซื้อเพื่อกินเงินปันผลก็เช่นกัน ผมเรียกว่าการลงทุนแบบนี้ว่า Low Risk High Dividend 

สนใจอบรมเรื่อง พอร์ตเสี่ยงต่ำ ปันผลสูง รุ่น 8 คลิกที่นี่ รับจำกัด 27 มิ.ย. 58 นี้

Low Risk High Dividend   คือการซื้อหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูง

การเลือกซื้อหุ้นแบบนี้จะคัดเฉพาะหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำซื้อแล้วไม่ต้องกังวลว่าจะขาดทุน จากวิธีการหาหุ้นที่เคยนำเสนอไปแล้วในบทความเรื่อง วิธีคัดหุ้นปันผลสูงพิเศษ  ซึ่งหลังจากคัดหุ้นได้แล้วขั้นต่อไปยังต้องคำนวณดูว่าในปีนั้นจะจ่ายปันผลได้ตามที่คาดไว้หรือไม่ด้วยวิธี Dividend Valuation Matrix ผลตอบแทนที่จะได้รับจากพอร์ตนี้คือ โอกาสเสี่ยงที่จะติดลบแทบไม่มีเลยแถมยังเปิดโอกาสได้รับเงินปันผลและส่วนต่างกำไรอีกด้วยโดยสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ถึง  10-15% ต่อปี

 

พอร์ตตัวอย่างซื้อด้วยเงิน 4.8 แสนบาท ต้องซื้อทั้งหมด 1 ล้านบาท คาดหวังเงินปันผล 6.8% + ส่วนต่างราคา 6% 

Screen Shot 2558-06-24 at 13.51.21

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันที่ซื้อครั้งแรกคือวันที่ 28 พฤษภาคม 2558  และ สิ้นสุดคือ เดือน พฤษภาคม 2559 หลังจากนั้นตรวจสอบคุณภาพของกำไรและเงินปันผล เพื่อปรับพอร์ตทุกๆปี  จะสังเกตุเห็นว่าวันนี้ขณะที่ทำบทความอยู่กำไรของพอร์ต -0.45%  หุ้นตัวล่างสุดยังไม่ได้รับเงินปันผลแต่มีส่วนต่างกำไรเกิดขึ้นแล้ว 13.08% แบบนี้สามารถพิจารณาขายเพื่อเอากำไรมาใช้ส่วนทุนโยนกลับเข้าไปลงทุนต่อในหุ้นตัวอื่น หรือ เอากำไรไปลงทุนต่อก็ได้เช่นกัน

แนวทางการลงทุนแบบนี้เป็นการปรับพอร์ตไปเรื่อยๆ เน้นกินปันผลและกำไรจากหุ้นในบางจังหวะที่ผันผวน หากท่านเป็นคนนึงที่ชื่นชอบผมแนะนำเลยครับ มาอบรมด้วยกันในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ อบรมหุ้นเสี่ยงต่ำปันผลสูง รุ่นที่ 8  โทร 081-689-3750 (นุ้ย)

 

พรพรหม ภักตร์เปี่ยม

ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ หุ้นปันผล Value Investor ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการออม การลงทุน หุ้น LTF RMF ทึ่ปรึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การพัฒนาสมรรถนะ ตัวชี้วัดและ โปรแกรมเมอร์ PHP MYSQL JAVA iOS