เป็นคำพูดที่ดูแรง แต่ถึงเวลาแล้วครับที่ท่านต้องย้อนกลับมาดูตัวเอง ความเป็นจริงแล้วความรู้ที่มีอยู่นั้นสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืนหรือไม่ ? !!!



ผม
อยากอุปมาอุปมัยไว้แบบนี้ครับ หากอ่านหนังสือเกี่ยวกับบาสเก็ตบอลเพื่อให้สามารถชูตลูกลงห่วงได้อย่างแม่นยำต่อให้อ่านหนังสืออีกสิบเล่มแต่เมื่อถึงเวลาชูตจริงในหนังสือไม่เคยพูดถึงสถานะการณ์ ความกดดัน และ จังหวะของกล้ามเนื้อของแต่ละคนที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาขณะนั้น แล้วที่ผ่านมาท่านเสียเวลาอยู่กับการอ่าน หรือ ควรออกไปฝึกชูตของจริง?

 ลองนึกถึงภาพนักบิน คนที่เรียนรู้ในห้องจำลองการบิน 1,000 ชั่วโมง เท่ากัน  คนนี้เป็นนักบินมาแล้ว ปี แต่แตกต่างกันตรงที่นักบินคนแรกมีประสบการณ์บินมาแล้ว 20,000 ชั่วโมง แต่นักบินคนที่สองมีชั่วโมงบินเพียง 10,000 ชั่วโมงเท่านั้น ท่านคิดว่าจะเลือกฝากชีวิตไว้กับใครระหว่างนักบินคนแรก หรือ คนที่สอง  ยังไม่ต้องตอบ! …  หากผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักบินคนที่สองที่บินเพียง 10,000 ชั่วโมงแต่ 5,000 ชั่วโมงเคยผ่านช่วงเวลาการบินที่มีอากาศแปรปรวนสุดแสนหฤโหด และเคยช่วยเหลือผู้โดยสารให้รอดจากการเครื่องตกได้อย่างปลอดภัยถึง ครั้ง ในขณะที่นักบินคนแรกบินด้วย auto pilot ไม่เคยผ่านสถานะการณ์เลวร้ายใดๆ เลย ถึงตอนนี้ท่านคิดว่าจะเลือกฝากชีวิตไว้กับใครระหว่างนักบินคนแรก หรือ คนที่สอง ?

 

ความรู้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่จะทำให้คุณได้สร้างประสบการณ์อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในรูปแบบใดทั้งเทคนิคเคิล หรือ วีไอ ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเวลาในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์  ฉะนั้นหากรู้และไม่ลงมือทำความรู้ก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ในการลงทุน 
Screen Shot 2558-07-03 at 11.33.26

 

ยกตัวอย่างวันนี้ KBANK ราคา 180.00  บาท จากเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลดดอกเบี้ยครั้งแรก 0.25% ซึ่งหากท่านพิจารณาจากข้อมูลก็ทราบทันทีว่าหากกลุ่มธนาคารปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงก็จะส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงด้วยส่วนหนึ่งในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างแค่ KBANK จะเห็นว่าราคาไม่ลงอาจเป็นผลจากการขึ้นเครื่องหมาย XD แต่หลังจากนั้นราคาก็ปรับตัวลงมาเรื่อยๆ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาประกาศลดดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% จะเห็นว่าจากการประกาศครั้งนั้นราคาค่อยปรับลงอย่างต่อเนื่องจนถึงล่าสุด KBANK ราคา 180 บาท ถึงตรงนี้จะมีคนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกมองว่าเป็นวิกฤติ  กลุ่มที่สองมองว่าเป็นโอกาส ซึ่งสิ่งที่ผมอยากใหสังเกตุคือ %ของคนที่มองกลุ่มแรก หรือ กลุ่มที่สองมากว่ากัน และ มุมมองนั้นเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนกับข้อมูลที่ท่านมีอยู่ในปัจจุบันซึ่งความรู้อย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ แต่ประสบการณ์จะบอกทันทีว่าสิ่งนี้ต้องดูอะไรบ้าง

 

Screen Shot 2558-07-03 at 11.53.40 Screen Shot 2558-07-03 at 11.53.59

Screen Shot 2558-07-03 at 11.56.22

 

สังเกตุ SCB  KTB BBL ไม่ได้แตกต่างกันเลยในแง่ของทิศทางการลงของราคาหุ้น แต่สิ่งที่ควรนำมาเปรียบเทียบกันคือ กำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ต้องดูหนี้เสียเป็นประเด็นสำคัญ ) อัตราการปันผล และ ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความคาดหวังของตลาด ณ เวลาปัจจุบัน (P/E)

 

ตารางเปรียบเทียบความคุ้มค่าของหุ้นในกลุ่ม BANK

 

236546

 

 

จากภาพตารางข้างบนจะเห็นว่า ถึงแม้ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารจะลดลงแต่การคาดการกำไรก็ลดลงด้วยเช่นกัน ฉะนั้นหากพิจารณาดูแล้วราคาหุ้น ณ เวลาปัจจุบันก็ยังถือว่าไม่ถูกมากเท่าไหร่นักถ้าตัวเลือกมีแค่ 4  ตัวนี้ผมเลือกค่ายสีฟ้าตัวที่ 4 ครับ เหตุผลเพราะ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่าแล้ว นั่นแสดงว่า หากท่านซื้อที่ราคาต่ำกว่า 17 บาทนั่นหมายถึงอย่างแย่สุดบริษัทเจ๊งท่านก็ได้เงินคืน ในเงื่อนไขที่ว่าบริษัทไม่สร้างหนี้เสียเพิ่มกว่านี้ และ สำรองหนี้เสียไว้เต็มจำนวนแล้ว P/E ต่ำอยู่ในระดับ 7 เท่า อยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อย้อนกลับไป 5 ปี ระดับ 7 เท่าถือว่าต่ำที่สุดแล้ว   ส่วนเรื่องของราคาเป้าหมายนั้นอาจต้องรอการประกาศอย่างชัดเจนในเดือน กรกฏาคมที่จะถึงนี้จึงจะบอกได้ว่า เป้าที่แน่นอนควรเป็นเท่าไหร่ แต่ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าคุ้มค่า แต่ไม่ได้ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมสักเท่าไหร่นัก    และ ทั้งหมดนี้ผมจะถ่ายทอดให้ท่านได้อย่างเต็มที่ในหลักสูตร Intensive Valuation Course  สนใจคลิกดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ รับ 10 ท่านเท่านั้น โทร 081 689 3750  (วิทยากร รับสายเอง จำนวนขั้นต่ำในการจัดอบรม 1 ท่าน)