บทความเรื่อง ความรู้ เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ในการลงทุน เป็นการจุดประกายที่ทำให้ทุกคนได้หันกลับมามองตัวเองอย่างหนัก ถึงความรู้ที่ตนเองมีอยู่ว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้จริงหรือไม่ 

วันนี้ผมอยากเปรียบเทียบให้เห็นภาพให้ชัดยิ่งขึ้น การเข้าใจในตนเองดีที่สุดเพราะถ้าคุณชนะตัวเองก็เท่ากับได้พัฒนาไปแล้วอีกขั้น

สาเหตุทียังไม่รู้จักตนเอง

1. ตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งว่า วิธีไหนได้ผลตอบแทนสูงสุด กลุ่มคนที่อยู่ในประเภทนี้มักจะถามคนรอบข้าง อ่านหนังสือ เข้าสัมมนามากเกินความจำเป็น จนเกิดความลังเลและมีข้อสงสัยอยู่มาก ผมขอฟันธงเลยนะครับว่า ไม่ว่าวิธีไหนก็ขาดทุนเหมือนกัน  ฉะนั้นสิ่งที่คุณจะต้องเปลี่ยนก่อนคือความคิดที่ว่า  “ลงทุนยังไงถึงไม่ขาดทุน”

2. ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน  เป้าหมาย เป็นสิ่งสำคัญในการลงทุน ถ้าไร้ซึ่งเป้าหมายก็เหมือนวิ่งไม่รู็จักหยุด วันนึงคุณก็ต้องเหนื่อย ท้อสุดท้ายล้มเลิกไปในที่สุด ฉะนั้นเป้าหมายจึงเป็นเหมือนจุดพัก เพื่อให้คุณได้ดื่มด่ำกับความสำเร็จและกำหนดเป้าหมายใหม่เพื่อไปต่อ อย่ามองว่าโลภมาก หรือไม่พอ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอต่างหากล่ะ วันนึงที่คุณหยุดแต่ตลาดยังไปต่อด้วยสถานะการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน คุณหยุดเมื่อไหร่การพัฒนาก็จะไม่เกิดขึ้นและสุดท้ายอาจต้องมาถามตัวเองอีกรอบว่าเกิดอะไรขึ้น

3. ไม่คิดที่จะพึ่งพาตัวเอง ในการลงทุนเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณคือ “ความรู้  และ ประสบการณ์”  หากคุณได้เรียนรู้จากหนังสือ งานสัมมนา แต่เพิ่งพาประสบการณ์จากคนอื่น บอกได้เลยว่าคุณจะพบกับข้อสงสัยมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างการลงทุนแน่นอน เพราะประสบการณ์มัน copy & paste ไม่ได้ ถึงผมจะบอกว่าใต้คลองนี้มีสมบัติแต่อยู่ลึกนะ คุณอย่าลงไปแต่ผมลืมบอกไปว่าผมว่ายน้ำไม่เป็น แต่คุณเป็นนักประดาน้ำมืออาชีพเก่งกว่าผมเป็นร้อยเท่า มีเหตุผลอะไรที่คุณจะต้องมาเชื่อผมในเรื่องที่คุณรู้ดีกว่าใคร จงทำตามใจตัวเองเพื่อสร้างระบบที่ไม่เหมือนใครขึ้นมา

 

วิธีหาแนวทางการลงทุนของตัวเอง

การหาแนวการลงทุนของตัวเองให้เจอ ตามลักษณะการลงทุนบนโลกนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ เทคนิคเคิล และ วีไอ  สำหรับบางคนหุ้น 1 ตัวใช้ทั้งสองวิธีก็ลองสังเกตุตัวเองดูว่าเหตุผลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจนั้นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมานึกถึงอะไรก่อนระหว่างเส้นกราฟ หรือ ข้อมูลพื้นฐานบริษัทก็ถือว่าเป็นนักลงทุนในกลุ่มนั้น  หลังจากนั้นก็ทำตามวิธีนี้ดูครับ

พยายามเก็บข้อมูลสถิติการลงทุน โดยให้นับผลลัพธ์จากหุ้นที่ลงทุนในกลุ่มนั้นเทียบกับเป้าหมายที่ต้องการออกมาเป็น % ยกตัวอย่างเช่น

ลักษณะการลงทุน เป้าหมาย ระยะเวลา จำนวนหุ้น เข้าเป้า เกินเป้า  หลุดเป้า % สำเร็จ
แนวเทคนิคเคิล 10% ต่อหุ้น 5 เดือนต่อหุ้น 10 4 2 4 60 %
แนว Vi 20% ต่อหุ้น 1 ปี 3 1 1 1 66%

 

จากตัวเลข % สำเร็จท่านจะเห็นว่าถ้าออกมาในลักษณะนี้ ยังไงแล้วก็กำไร จะขาดทุนก็ต่อเมื่อหุ้นที่หลุดเป้า วางน้ำหนักการลงทุนไว้มากเกินไป หรือ ขาดทุนแล้วไม่ยอมคัทด้วยเทคนิค หรือ ขาดทุนแล้วไม่ยอมคัทด้วยปัจจัยพื้นฐานบริษัทด้วยวีไอ

 

Screen Shot 2558-07-09 at 13.26.26

ภาพด้านซ้ายมือท่านจะเห็นว่า แก้วใบ้ที่ 1 และ ใบที่ 2 นั้นแตกต่างกัน

แก้วใบที่ 1 มีความกว้างของปากแก้วแต่ความลึกของแก้วนั้นน้อยมากเปรียบได้กับนักลงทุนที่มีความรู้มาก แต่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะไปลงทุนในหุ้นปันผลที่ดี หรือ เก็งกำไรในหุ้นสักตัว หรือ แม้แต่จะหาหุ้นเติบโตดีๆ เพื่อลงทุนในระยะยาวก็ยังยาก

แก้วใบที่ 2  มีความกว้างของปากแก้วแคบกว่า แต่ความลึกของแก้วนั้นไม่ธรรมดา เปรียบได้กับนักลงทุนที่มีความรู้อย่างจำกัด แต่เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งที่เกิดจากการสะสมประสบการณ์มายาวนาน และ จะเกิดกับเฉพาะบุคคลเท่านั้น เหตุเพราะว่าเค้าเหล่านั้นลงมือทำด้วยตัวเอง

 

 

 

การลงทุนนั้นต้องใช้เวลาครับ ผมพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่มี ส่วนประสบการณ์คือสิ่งที่เราจะได้พัฒนาไปด้วยกัน ในหลักสูตร ช้อนหุ้นเด็ด เน้นวิถีลงทุนอย่างยั่งยืนรุ่นที่ 34  อาทิตย์ที่ 26 กรกฏาคม นี้ (โทร 081-689-3750) ท่านจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น มีเป้าหมายที่ชัดเจน เลือกหุ้นที่ถูกตัวเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ เรียนรู้หาราคาเข้าออก และ ที่สำคัญได้รับเงินปันผลที่ดีอีกด้วย

 

โดยสรุปการที่มีความรู้มาก ควรรู้จักนำมันไปพัฒนาเพื่อให้เกิดประสบการณ์อย่างแท้จริงเพราะถึงแม้การคำนวณตามสูตรต่างๆ จะถูกต้องแต่หากขาดประสบการณ์ที่มากพอ ความมั่นใจ จะเปลี่ยนเป็นความกลัวทำให้การตัดสินใจนั้นผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย

 

 

 

 

 

 

พรพรหม ภักตร์เปี่ยม

ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ หุ้นปันผล Value Investor ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการออม การลงทุน หุ้น LTF RMF ทึ่ปรึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การพัฒนาสมรรถนะ ตัวชี้วัดและ โปรแกรมเมอร์ PHP MYSQL JAVA iOS