หุ้น KBANK งบกำไรขาดทุน Q1/57-Q1/59 ข้อสังเกตุที่สำคัญ

หุ้น KBANK งบกำไรขาดทุน Q1/57-Q1/59 ข้อสังเกตุที่สำคัญ

KBANK งบกำไรขาดทุน Q1/57-Q1/59 แม้ว่าจะตามคาดของนักวิเคราะห์ แต่ก็มีข้อสังเกตุ
– รายได้จากประกันภัยเพิ่มขึ้น (+)
– ตั้งสำรองฯเพิ่มขึ้น (-)

หุ้น Kbank Q1/59

หุ้น TMB งบกำไรขาดทุน Q1/57 – Q1/59 เกินคาด? ตามคาด? ผิดคาด?

หุ้น TMB งบกำไรขาดทุน Q1/57 – Q1/59 เกินคาด? ตามคาด? ผิดคาด?

หุ้น TMB งบกำไรขาดทุน Q1/57 – Q1/59 งบ Q1/59 มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจอะไรบ้าง
เกินคาด? ตามคาด? ผิดคาด?

TMB งบ Q1/59

หุ้น TISCO งบกำไรขาดทุน Q1/57 ถึง Q1/59 ซื้อตอนนี้ได้ปันผลกี่%

หุ้น TISCO งบกำไรขาดทุน Q1/57 ถึง Q1/59 ซื้อตอนนี้ได้ปันผลกี่%

TISCO งบกำไรขาดทุน Q1/57 ถึง Q1/59  ซื้อตอนนี้ได้ปันผลกี่%
ซื้อราคาไหนหวังส่วนต่าง มาดูกัน

หุ้น disco งบ Q1-59

PYLON vs SEAFCO เลือกตัวไหนดี

PYLON vs SEAFCO เลือกตัวไหนดี

PYLON VS SEAFCO (***ขอให้ผู้อ่านรับผิดชอบตัวเอง ถ้านำข้อมูลนี้ไปใช้ลงทุน***)

 

หลังจากมีคำถามเข้ามากว่า หุ้นเสาเข็มเลือกตัวไหนดีระหว่าง PYLON กับ SEAFCO
จึงเปรียบเทียบหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ ให้ดูด้านล่าง ปกติจะดูทีละตัว แต่ครั้งนี้ดูและเปรียบเทียบเป็นข้อๆไปเลย
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ จะเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนไม่น้อย
ในภาวะที่จะเกิดโครงการลงทุนของภาครัฐซึ่งส่งผลให้เกิดโครงการใหญ่ๆตามมา
หุ้นกลุ่มแรกที่เป็นแนวหน้าในสายตานักลงทุนจะเป็นกลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ เช่น ITD CK STEC
หุ้นกลุ่มถัดมาจึงเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์เช่นกัน โดยเฉพาะงานเสาเข็มที่เป็นฐานรากของโครงการต่างๆ
นั่นคือ PYLON กับ SEAFCO ที่จะเปรียบเทียบกันในแง่มุมต่างๆ

ก่อนจะเข้าสูการเปรียบเทียบต้องบอกว่าตลาดงานเสาเข็มเป็น ตลาดผู้ขายน้อยราย
สินค้าสามารถทดแทนกันได้ ราคาขายจะใกล้เคียงกัน
สิ่งสำคัญ คือ การแข่งขันกับตัวเองในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มกำไร
ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดีก็อาจต้องแย่งลูกค้า เกิดการแข่งขันราคากัน

ลักษณะงานของทั้ง 2 บริษัทจะมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
งานเสาเข็มเจาะ งานกำแพงกันดิน งานปรับปรุงคุณภาพดิน
รายละเอียดขอไม่กล่าวถึงตรงนี้ ถ้าสนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากแบบ 56-1 ของ PYLON หรือ SEAFCO

การรับงานจะต้องทำการประมูล ซึ่งลักษณะงานจะมี 2 ประเภท
รับเหมาค่าแรงและวัตถุดิบ กับ รับเหมาค่าแรงอย่างเดียว
ซึ่งทั้ง 2 บริษัทไม่ได้มีนโยบายที่จะเก็งกำไรจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ

ถ้ารับเหมาค่าแรงและวัตถุดิบก็จะสั่งวัตถุดิบทีเดียวและสะท้อนไปที่ราคารับเหมาแต่แรก
ซึ่งลักษณะงานแต่ละงานมีระยะเวลาที่สั้น 3-5 เดือน ความผันผวนของราคาวัตถุดิบจึงส่งผลไม่มาก

สำหรับวัตถุดิบหลักในงานประกอบด้วย คอนกรีต เหล็กเส้น น้ำมันดีเซล เบนโทไนท์ โพลิเมอร์

[เปรียบเทียบ 1] : กำลังผลิต

ในด้านกำลังผลิต ดูจำนวนเครื่องจักรของทั้ง 2 บริษัท เปรียบเทียบคร่าวๆ

จะเห็นชัดเจนว่ากำลังผลิตของ SEAFCO มากกว่า PYLON
งานเสาะเข็ม SEAFCO ย่อมรับงานได้มากกว่ากัน 2 เท่า
งานก่อสร้างกำแพง D-Wall ทาง SEAFCO ย่อมเหนือกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด
ในแง่กำลังผลิต SEAFCO ได้เปรียบ PYLON

[เปรียบเทียบ 2] : ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ผู้ถือหุ้นใหญ่ล่าสุด เดือนมีนาคม 2559

จะเห็นว่า PYLON มีผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนที่สูงกว่า SEAFCO
แสดงว่า PYLON เจ้าของเดิมยังหวงความเป็นเจ้าของอยู่ค่อนข้างมาก
ขณะที่ SEAFCO มีการถือหุ้นของนักลงทุนรายย่อยที่ 62.39% สูงกว่า PYLON ที่ 38.55%
ทำให้ PYLON ได้เปรียบในการตัดสินใจต่างๆในการดำเนินธุรกิจ
ในแง่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ PYLON ได้เปรียบ SEAFCO

[เปรียบเทียบ 3] : อัตราส่วน D/E

อัตราส่วน D/E เป็นการแสดงถึงสัดส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
ถ้า D/E > 2 ถือว่า หนี้สินสูง
ถ้า D/E ระหว่าง 1 ถึง 2 ถือว่าหนี้สินค่อนข้างสูง
ถ้า D/E ระหว่าง 0.5 ถึง 1 ถือว่าหนี้สินค่อนข้างต่ำ
ถ้า D/E < 0.5 ถือว่า หนี้สินต่ำ
การที่หนี้สินต่ำจะมีประโยชน์ในหลายทาง เช่น
ต้นทุนทางการเงินจะน้อย หรือ การลงทุนใหม่ๆในอนาคตจะสามารถกู้เงินได้ง่าย

สิ้นปี58 D/E ratio ของ PYLON = 0.28 SEAFCO = 0.83
PYLON หนี้สินต่ำทีเดียว ขณะที่ SEAFCO หนี้สินไม่สูงมาก
ในแง่หนี้สินถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO

[เปรียบเทียบ 4] : ต้นทุนทางการเงิน

ต้นทุนทางการเงินเป็นอีกแง่นึงถัดจากหนี้สิน
แต่การเปรียบเทียบต้องเทียบกับขนาดของบริษัทนั้นๆ
จึงนำมาเทียบกับรายได้ของแต่ละบริษัทเป็นอัตราส่วนอีกที

จะเห็นว่าต้นทุนทางการเงินเทียบกับรายได้ของทั้ง 2 บริษัทต่ำทีเดียว
ถ้าเทียบกันแล้ว PYLON = 0.19% SEAFCO = 0.82%
ในแง่ต้นทุนทางการเงินถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO

[เปรียบเทียบ 5] : สภาพคล่อง Current ratio

การวัดสภาพคล่องของแต่ละบริษัทจะดูที่ Current ratio
โดยคำนวณจาก Current ratio = ทรัพย์สินหมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน
ทรัพย์สินหมุนเวียน คือ ทรัพย์สินที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี
หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้สินที่ต้องชำระภายใน 1 ปี
ถ้า Current ratio > 2 ถือว่า สภาพคล่องสูง
ถ้า Current ratio ระหว่าง 1 กับ 2 ถือว่า สภาพคล่องปานกลาง
ถ้า Current ratio < 1 ถือว่า สภาพคล่องต่ำ

Current ratio ของทั้ง 2 บริษัท มากกว่า 1 ทั้งคู่ ถือว่า ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง
ถ้าเทียบกันแล้ว PYLON = 3.64 SEAFCO = 1.43
ถ้าลงดูรายละเอียดของทรัพย์สินหมุนเวียน

จะเห็นว่า เงินสดและเงินลงทุนชั่วคราว ที่เป็นสามารถใช้ได้ทันที
PYLON = 542 ล้านบาท SEAFCO = 177 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือของทรัพย์สินหมุนเวียนจะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องไปเก็บเงินอีกทีนึง จึงยังไม่สามารถใช้ได้ทันที
ในแง่สภาพคล่องถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO

[เปรียบเทียบ 6] : วงจรเงินสด

ในธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าใครที่มีวงจรเงินสดสั้นกว่าย่อมได้เปรียบคู่แข่ง
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันกับพบสิ่งที่แตกต่างกัน ดังนี้

PYLON ระยะเวลาเก็บหนี้ 35 วัน สั้นกว่า ระยะเวลาชำระหนี้ 53 วัน
SEAFCO ระยะเวลาเก็บหนี้ 120 วัน ยาวกว่า ระยะเวลาชำระหนี้ 95 วัน
ในขณะที่ระยะเวลาขายสินค้าอยู่ที่ 20 วัน ไม่แตกต่างกันมาก
จึงทำให้วงจรเงินสดของ PYLON = 35 + 18 – 53 = 0 วัน SEAFCO = 120 + 20 – 95 = 45 วัน
ในแง่วงจรเงินสดถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO

[เปรียบเทียบ 7] : อัตรากำไร

อัตรากำไรเป็นสิ่งที่แสดงว่ามีการบริหารจัดการต้นทุนรวมถึงค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกิดกำไร
ลักษณะงานมี 2 แบบหลักๆ คือ แรงงาน+ค่าวัตถุดิบ กับ แรงงานอย่างเดียว
โดยที่ แรงงาน+ค่าวัตถุดิบ จะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่า แรงงานอย่างเดียว
เพราะวัตถุดิบจะเกิดกำไรไม่มาก เนื่องจากแต่ละโครงการสั้นและบริษัทไม่เก็งกำไรจากราคาวัตถุดิบ
อัตราส่วนของลักษณะงาน ดังนี้

จะสังเกตว่า PYLON มีสัดส่วนของ แรงงาน+ค่าวัตถุดิบ สูงกว่า SEAFCO ทั้งปี57และ58
อัตรากำไรขั้นต้นของ PYLON จึงน่าจะต่ำกว่า SEAFCO แต่ผลที่ได้เป็นดังนี้

จะเห็นว่า อัตรากำไรขั้นต้นของ PYLON เพิ่มขึ้นและสูงกว่า SEAFCO
แม้ว่าลักษณะงานของ PYLON จะมีสัดส่วน แรงงาน+ค่าวัตถุดิบ มากกว่า SEAFCO
ซึ่งน่าจะให้ค่าอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่า
และนำมาซึ่งอัตรากำไรสุทธิที่ PYLON สูงกว่า SEAFCO ตามภาพด้านล่าง

ถ้าดูการบริหารค่าใช้จ่ายต่างๆหลังกำไรขั้นต้นกันบ้าง

สังเกตว่าใกล้เคียงกันประมาณ 8%–9% ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา
ในแง่ค่าใช้จ่ายต่างๆโดยรวมๆถือว่า ทัดเทียมกัน

โดยรวมในแง่อัตรากำไรถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO จากจุดชี้ขาดที่อัตรากำไรขั้นต้น

จากนี้ลองดูความถูกแพงเทียบกับราคาหุ้นบ้าง

[เปรียบเทียบ 8] : แนวโน้มกำไรและ P/E

แนวโน้มปี59 ในมุมมองของผู้บริหารทั้ง PYLON และ SEAFCO
ยังอยู่ภายใต้ที่ทรงตัวและมีมุมมองบวกต่อการลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลังของปี59
แต่อย่างไรก็ตามผู้บริหารยังคาดการณ์ผลประกอบการปี59ใกล้เคียงปี58
เช่นนั้น การเปรียบเทียบค่า P/E จึงอยู่บนสมมติฐานอนุรักษ์นิยมตามผู้บริหาร
แม้ว่านักวิเคราะห์สถาบันต่างๆจะให้คาดการณ์กำไรเพิ่ม 10%-15% ก็ตาม
จากราคาปิดวันที่ 12 เมษายน 59 PYLON = 10.40 SEAFCO = 8.90
สมมติให้ EPS ปี59 เท่ากับ ปี58 PYLON = 0.54 SEAFCO = 0.50
ค่า P/E จึงเป็นดังนี้

จะเห็นว่า ค่า P/E ของ PYLON สูงกว่า SEAFCO ภายใต้สมมติฐานผลประกอบการอนุรักษ์นิยม
จึงมองว่า ค่า P/E ของ SEAFCO น่าสนใจกว่า PYLON

[เปรียบเทียบ 9] : P/BV

ลองเปรียบเทียบราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าทางบัญชีกันดูบ้าง

จะเห็นว่า ค่า P/BV ของ PYLON สูงกว่า SEAFCO ภายใต้ธุรกิจแบบเดียวกัน
จึงมองว่า ค่า P/BV ของ SEAFCO น่าสนใจกว่า PYLON

[เปรียบเทียบ 10] : อัตราปันผล

บนสมมติฐานผลประกอบการปี59เท่าปี58 และอัตราจ่ายปันผลเท่าเดิม
จะได้อัตราปันผล ดังนี้

จะเห็นว่า Yield (%) ของ PYLON สูงกว่า SEAFCO อย่างมีนัยสำคัญ

ดูสรุปทั้ง 10 หัวข้อที่ทำการเปรียบเทียบได้ผลดังนี้

ถ้าให้เลือกตัวนึงตอนนี้ เลือก PYLON

เงิน ออม สร้างได้ ให้ไวเป็นล้าน EP2

เงิน ออม สร้างได้ ให้ไวเป็นล้าน EP2

“Smart financial plan for Salaryman Ep.2″

“มาลองสำรวจ สภาพคล่องของเราว่าเป็นอย่างไร

มองดูว่าเรามีความถนัด หรือ มีความชอบในด้านไหน”

 

หลังจากผ่าน  Episode 1 มาแล้ว มีใครยังไม่ได้เขียนเป้าหมายตัวเอง ยกมือสารภาพมาซะดีๆ เอ้ารีบกลับไปเขียนเป้าหมายกันก่อนในเรื่อง  มนุษย์เงินเดือน เงิน ออม สู่เส้นทางนักลงทุน EP1   ใน Episode 2 นี้ เราจะเริ่มสำรวจความสามารถในการหากระแสเงินสดของเราโดยเริ่มต้นผมจะอธิบายคำว่ากระแสเงินสดในความหมายของผมก่อน

คำว่า กระแสเงินสด คือ เงินสด เงินฝากในบัญชี หรือสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดง่ายๆ เช่นมีทอง สามารถเข้าโรงรับจำนำ เปลี่ยนเป็นเงินสดทันที หรือ รถยนต์ปลอดภาระหนี้ สามารถจำนำทะเบียนได้ ผมก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องนะครับ และคำอธิายง่ายๆ ของกระแสเงินสดสำหรับมนุษย์เงินเดือนคือการประเมินรายรับ กับรายจ่าย แล้วนำมาหักลบกัน ตามสูตรดังนี้ครับ

รายรับ – รายจ่าย = กระแสเงินสด ( บวก , ลบ )

ผมอยากยกตัวอย่างคนระดับพนักงานโรงงานอยู่หอพักติดโรงงาน ทานข้าวกลางวันในโรงงานเงินเดือน 20,000 บาท มีรายจ่ายต่อเดือน 10,000 บาท ( ค่าหอพัก 2,000 บาท อาหารวันละ 200 บาท คชจ อื่นๆ 2,000 บาท)  อ่านรายละเอียดจำลองค่าใช้จ่าย 5 ปีต้องมีเงินล้าน ในฐานเงินเดือนที่ต่างกันที่นี่ 

 จากสูตร รายรับ 20,000บาท – รายจ่าย 10,000 บาท =  กระแสเงินสดบวก 10,000 บาท

กับอีกตัวอย่างหนึ่ง ผู้จัดการชั้นต้น อยู่คอนโดในเมืองมีภาระค่าผ่อนบ้าน ขับรถคันที่ยังต้องผ่อน และทานอาหารในห้างได้รับเงินเดือน 60,000 บาท มีรายจ่ายรายเดือน 55,000 บาท (ค่าผ่อนคอนโด 10,000 บาท ค่าผ่อนรถ 12,000 บาท ค่านำ้มัน 3,000บาท ค่าอาหาร วันละ 500 บาท คชจ อื่นๆ 5,000 บาท )

 จากสูตร รายรับ 60,000บาท – รายจ่าย 55,000 บาท = กระแสเงินสดเป็นบวกที่ 5,000 บาท

จากตัวอย่างที่ผมยกมาเพียงแค่อยากให้เห็นถึงความสำคัญของการเริ่มต้นรู้จักการแยกแยะระหว่างคำว่า รายได้เยอะ กับกระแสเงินสดที่เป็นบวกเยอะ ว่ามันต่างกันครับ ( อ่านรายละเอียดจำลองค่าใช้จ่าย 5 ปีต้องมีเงินล้าน ในฐานเงินเดือนที่ต่างกันที่นี่ )  เพราะผมเพียงอยากชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเดือนไม่ได้มาก ก็มีสิทธ์ที่จะมี financial freedom ได้เช่นกัน และเป้าหมายของแต่ละบุคคลนั้นมันเป็นปัจเจกบุคคล ที่ต้องไปจัดการกันเอง ผมจึงอยากให้เราเริ่มต้นวางแผน เปลี่ยน mind set  คำนึงถึงกระแสเงินสด มากกว่าการใช้รายรับเป็นตัวกำหนด

และขั้นต่อมา เราต้องทราบก่อนว่าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีกระแสเงินสดที่เป็นลบ หรือบวกเพราะขั้นแรก

ถ้าเรามีกระแสเงินสดเป็นลบ คงต้อง ปรับให้เป็นบวกก่อน จะได้มีเงินเหลือไปทำตามเป้าหมายของเรา และเชื่อผมเถอะครับ ยิ่งคุณมีกระแสเงินสดที่เป็นบวกมากเท่าไร คุณยิ่งมีโอกาสในการมี financial freedom ได้เร็วเท่านั้น ต่อมาผมจะมาวิเคราะห์ แนวทางของการดูกระแสเงินสดเพื่อทำให้บวกมากขึ้นต้องทำอย่างไร

โอกาสที่กระแสเงินสดเป็นบวก ทำได้ง่ายๆ 2 ทางคือ
1. เพื่มรายได้
2. ลดรายจ่าย

เพียงแต่คุณต้องทราบก่อนว่าเงื่อนไขในชีวิตที่เป็นค่าใช้จ่ายของคุณนั้น ลองใช้คำถามง่ายๆ ถามตัวคุณเองว่า

” ค่าใช้จ่ายนี้ จำเป็นมั้ย ถ้าไม่ใช้จ่ายออกไปจะทำให้อยู่ไม่ได้ ใช่มั้ย”  (ออมก่อนใช้ทีหลัง “ทำไม่ได้จริง” ลองอ่านดูว่าจริงมั้ย ?)

ผมใช้คำถามง่ายๆนี้ เพิ่มเติมขึ้นมาในการใช้จ่ายของผม และคุณเชื่อมั้ยว่ามันทำให้ กระแสเงินสดในชีวิตผมเพิ่มขึ้นอย่างน้อย เกือบ 50 % ผมจึงอยากให้เอาคำถามนี้มาเป็นคาถา ประจำใจ จำไว้ว่าการยึดติดในการมีสิ่งของเพื่อให้คนยอมรับนั้น มันไม่เคยช่วยให้เราดีขึ้น มีแต่ทำให้เจ้าของสินค้ารวยขึ้น แต่สำหรับเราจึงควรใช้คำถามนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น

เวลาเราซื้อกาแฟสตาบัค แก้วละ 140 บาท
กาแฟอเมซอน แก้วละ 60 บาท
กาแฟ7-11 all cafe แก้วละ 35 บาท
กาแฟโบราณ แก้วละ 20 บาท

ตัวอย่างเปรียบเทียบแบบนี้ จะส่งผลถึงกระแสเงินสดเราอย่างไร ผมคิดว่าเราสามารถ design financial plan ของเราได้อย่างดีนะครับ ถ้าวันนี้การทำให้กระแสเงินสดเป็นบวกเพิ่มขึ้นจะทำได้ยากถ้าจะเพิ่มรายรับ ก็มาลองสังเกตุและใช้คาถาที่ผมแนะนำไป จะได้ลดในส่วนรายจ่ายลง

เชื่อผมเถอะครับ ชีวิตเราไม่ได้จำเป็นอะไรขนาดนั้นหรอกครับ และระดับความเสี่ยงสูงสุดในทุกๆสิ่ง คือ การไม่รู้ และความเสี่ยงตำ่สุดเมื่อเราเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุดครับ พบกับผมต่อไปใน Smart Financial Plan Episode 3