“Smart financial plan for Salaryman Ep.4.2″

“การเข้าใจการประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง และยังทำให้ลงทุนแบบสบายใจ “

จากการที่เราเริ่มต้นประเมินความเสี่ยงในแบบทดสอบ คำถามในแต่ละข้อมีนัยยะในการประเมินว่าเรามีการทำความรู้จักในอุปนิสัยของตัวเราอย่างไร เพื่อวางแผนการลงทุนให้เหมาะกับ lifestyle จากบทความที่แล้ว หยิบคำถามมาแกะนัยยะสำคัญในการถาม และ เรามาคุ้ยความหมายเชิงลึกกันต่อนะครับ

 

คำถาม

ระยะเวลาที่ท่านคาดว่าจะไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนส่วนนี้

Screen Shot 2559-05-31 at 11.56.23 PM

สำหรับคำถามนี้ ใช้ประเมินว่าเราเงินลงทุนก้อนนี้ ควรวางแผนในการลงทุนระยะใด โดยช่วงระยะเวลาเป็นตัวกำหนดวิธีการลงทุน และขนาดของผลตอบแทน ซึ่งโดยส่วนใหญ่มันมีเหตุผลในแต่ละช่วงอยู่แล้ว เราไปดูกันว่ามันเหมาะกับการวางแผนอย่างไรนะครับ

ส่วนตัวผมมีความคิดเห็นว่าการลงทุนที่ตำ่กว่า 1 ปี แล้วหวังผลตอบแทนสูงๆ คือ เกินจาก 15% จะทำให้เราจำเป็นต้องไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสเสียมากกว่าได้

แต่ถ้ามีความจำเป็นในเงินก้อนนี้ว่าครบปี จะเป็นค่าเล่าเรียนลูก หรือ ต้องการออมเงินเพื่อ จะไปซื้อของชิ้นใหญ่ นั่นหมายความว่า เราต้องการรักษาเงินต้นแต่อยากได้ return ที่ดีกว่าการฝากธนาคาร เราสามารถเลือกออมในกองทุนประเภทที่ลงทุนในพันธบัตร หรือเลือกออมในหุ้นที่มีความเสี่ยงตำ่ ปันผลสูง

 

ตัวอย่างการคัดหุ้น

จากคำถามในข้อนี้ จะทำให้เรากำหนดกลยุทธในการลงทุนตามจำนวนปี

 

ที่คิดว่าเงินก้อนนี้ไม่จำเป็น เพราะ ไม่เช่นนั้น ระหว่างที่เรากำลังลงทุน และรอให้หุ้นตัวนั้นๆ ผลิดอกออกผล แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก่อน หรือ มีเรื่องฉุกเฉินเช่นเจ็บป่วย หรือ อื่นๆ แล้วเอาเงินออกมาโดยการลงทุนนั้น ยังไม่ถึงเวลา จะทำให้ระบบการจัดการเงินลงทุนนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

เคยมีหลายๆกรณีที่เกิดขึ้นคือ การลงทุนในหุ้น แบบ turnaround เพื่อคาดหวังการพลิกกลับมากำไรเพื่อให้ได้ผลตอบแทนหลายๆเท่า แต่สุดท้ายเงินไม่เย็นพอ เลยทำให้การลงทุนไม่เกิดผลตอบแทนที่ดีพอ

ผมจึงอยากให้เคิดว่าเงินที่จะเอามาลงทุน ควรจะเป็นเงินที่เกินจากความจำเป็น

และเป็นเงินที่เหลือจากเงินสำรอง และเงินฉุกเฉินแล้วนะครับ นั่นคือระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนจริงๆแล้วอาจจะมีระยะเวลาไม่จำกัด คือ ไม่จำเป็นต่อชีวิตเรา เชื่อผมว่าถ้าคิดแบบนี้ได้แล้ว เงินก้อนนี้จะสร้างความมั่งคั่งให้กับคุณ แบบไม่รู้จบเลยครับ

Screen Shot 2559-06-01 at 12.42.20 AM

ท่านต้องการรายได้จากเงินลงทุนส่วนนี้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำหรือไม่

ถ้าคำตอบของคุณคือ ต้องการมากที่สุด ผมอยากให้คุณกลับไปทบทวนการออมเงินในส่วนของเงินสำรอง และเงินฉุกเฉินก่อนดีกว่า ผมอยากให้คุณคำนึงถึงความจำเป็นแบบนั้น เพราะถ้าคุณใช้เงินลงทุนก้อนนี้ไปจะทำให้คุณมีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนลดลงทันที

ผมแนะนำให้คุณเตรียมความพร้อมสำหรับเงินสำรอง และเงินฉุกเฉิน ก่อนนะครับ แล้ววางเงินก้อนนั้นไว้ในธนาคาร หรือ พันธบัตร หรือ ทองคำ ก็ได้ เพื่อรอวันที่คุณจำเป็น และเริ่มเก็บเงินอีกก้อนนอกเหนือจากความจำเป็น ค่อยเอามาลงทุน

สำหรับคำตอบของคุณที่ตอบว่าต้องการรายได้จากเงินลงทุนก้อนนี้น้อย หรือไม่ต้องการ ผมขอแสดงความยินดีว่าคุณมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จ 

Screen Shot 2559-06-01 at 12.45.50 AM

เพราะ มันหมายความว่าคุณมีโอกาสที่จะนำรายได้ ไม่ว่าจะเป็น เงินปันผล หรือ capital gain หรือ เงินปันผลพิเศษ หรือ ค่าเช่า หรือรายได้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนนำมา reinvest เพื่อสร้างดอกผลแบบทบต้น เพื่อเร่งการสร้างผลตอบแทน อย่าลืมนะครับ เรากำลังวางเงินเพื่อทำงานให้เรา ถ้าเรามีเงินต้นเพิ่มเร็วเท่าไร ระบบก็จะหาผลตอบแทนกลับมาให้เราเร็วเท่านั้น

คุณลองเปรียบเทียบง่ายๆว่าถ้าเริ่มต้นบริษัทคุณมีพนักงานขาย 3 คนเงินเดือนคนละ 15,000 บาท สร้างรายได้ คนละ 1 แสนบาท ได้รับเงิน 3 แสนบาท นำเงินทั้ง กำไรมา 150,000 บาท จ้างพนักงานขายอีก 10 คน ทำให้สร้างยอดขายให้คุณอีกเท่าไร หลักการนี้ก็จะคล้ายๆกับการที่คุณนำรายได้ไปลงทุนแบบทบต้นนี่ล่ะครับ คุณแค่สร้างระบบ แล้วนำเงินมาลงทุนในระบบแบบทบต้น เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟังแบบละเอียดอีกครั้งนะครับในบทความถัดๆไป

 

สัดส่วนเงินลงทุนส่วนนี้เทียบกับทรัพย์สินรวมของท่าน

Investment-Options

จากคำถามด้านบน ถามเพื่อเป็นการย้ำว่าเราได้ประเมินในหลายๆแง่มุนให้ฉุกคิดว่าถ้าเป็นสัดส่วนมากๆ ของทรัพย์สินรวม เราควรหักออกจาก เงินสำรองและเงินฉุกเฉินต่างๆ เรียบร้อยแล้ว และสามารถนำเงินลงทุนก้อนนี้มาสร้างระบบให้ออกดอกออกผล โดยส่วนใหญ่ถ้าทรัพย์สินที่มีอยู่ ต้องประเมินถึง ทุนจริงๆ และมูลหนี้ซึ่งมีภาระต้องผ่อนด้วยนะครับ

หลังจากประเมินถึงสัดส่วนการนำเงินมาลงทุน ในกรณีที่เป็นสัดส่วนที่น้อย ในช่วงแรกเพื่อสร้างระบบให้มั่นใจว่าระบบของเราสามารถทำรายได้อย่างสม่ำเสมอ จึงค่อยเพิ่มสัดส่วนในการลงทุนจากอย่างอื่นให้มากขึ้น แล้วเราจะได้ระบบที่สร้างความมั่งคั่งมาอย่างสบายใจ พร้อมทั้งแนะนำให้ประเมินสัดส่วนตัวนี้เป็นประจำ จะช่วยให้เราเข้าใจระบบการลงทุนของเรา

สำหรับทั้ง 3 ข้อของบทความนี้ เน้นย้ำ
การเข้าใจในระบบการลงทุนของเราว่าเราจะทำให้พอร์ตการลงทุนของเราเป็นไปตามความคาดหวังผลตอบแทน ที่คาดไว้ เราควรเข้าใจปัจจัยต่างๆ เพื่อควบคุมการเติบโตของเงินลงทุน พบกับอีก 4 ข้อสุดท้ายของการประเมินความเสี่ยงเพื่อเข้าใจตัวเราว่าเราเป็นนักลงทุนแบบไหน และควรจะลงทุนแบบไหนจึงจะเหมาะกับนิสัยแบบเรา ติดตามอ่านในบทความถัดไปนะครับ

 

PJ

PJ

- นักวางแผนออมเงินในสไตล์ PI2 ( Passive Income Investor)
- คณิตศาสตร์ประกันภัย เป็น Private financial freedom platform
- นักสร้างสรรค์ ผลงาน การออกแบบระดับ DEMark และ GMark
- นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ ชั้นนำของประเทศ
- นักเรียนรู้ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆที่มีความเสี่ยงตำ่ ผลตอบแทนสูง
PJ