“Smart financial plan for Salaryman Ep.5″

” การทำประกันให้รู้ทันตัวแทนและคุ้มค่าในการออมสำหรับมนุษย์เงินเดือนแถมได้เงินคืน ควรทำยังไง ผมมีคำตอบที่ง่ายๆครับ”

 

คำถาม

– แบบประกัน แบบไหนดีที่สุด
– ควรทำระยะยาวแค่ไหน.
– ทุนประกันควรเป็นเท่าไร
– เงินออมจะต้องคิดยังไง และคุ้มมั้ย
– แล้วตัวแทนจะหลอกเรามั้ย เค้าจะเข้าใจในสิ่งที่เราอยากได้หรือไม่
– เงื่อนไขที่ดีที่สุดในการทำประกันคืออะไร และเราควรทำประกันกับบริษัทไหนดี
– การทำประกันจะเป็นการลงทุนที่ดีจริงๆหรือ

city-train-metal-public-transportation-large

การทำประกันจะเป็นการลงทุนที่ดีจริงๆหรือ

หลากหลายคำถามที่เรามี ขึ้นอย่างที่ผมได้เกริ่นไปใน smart financial plan ep.3 ขออนุญาติขยายความในบทความนี้นะครับจริงๆแล้วการทำประกันคือการถ่ายโอนความเสี่ยงจากตัวเราในกรณีที่วันนึงถ้าเราไม่สามารถมีรายได้ หรือต้องจากไปก่อนเวลาอันสมควร สิ่งแรกที่เราต้องทำการประเมินคือ

  • เรามีภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไร ( มีค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้าน, รถ, ค่าใช้จ่ายอื่นๆในชีวิตประจำวัน )
  • เวลาเราไม่สบายต้อเข้าโรงพยาบาล เราคิดว่าอัตราค่ารักษาพยาบาลประมาณเท่าไหร่ เมื่อไปที่โรงพยาบาล ( คำตอบจากคำถามนี้จะประเมินความต้องการในการประเมินค่าใช้จ่ายกรณี ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล ลองนึกดู ค่าห้องพิเศษของโรงพยาบาลเอกชน คืนละ 8,000 – 10,000 แต่บางคนต้องการเพียงห้องธรรมดา โรงพยาบาลเอกชนระดับกลางๆ ราคาอาจจะแค่คืนละ 2,000-3,000 บาท ทั้งหมดมีผลต่อค่าเบี้ยประกันครับ )
  • อยากมีเงินเก็บ ประมาณเท่าไรในกี่ปี จากการทำประกัน ( อันนี้ในกรณีทำเพื่อออมเงิน แถมได้ความคุ้มครองทั้งเงินต้นและคุ้มครองชีวิต)

 

พอเราได้ตัวเลขคร่าวๆมา ลำดับต่อไปปผมจะมาบอกว่าการประกันชีวิตมีอะไรบ้างและแบบไหนที่ มนุษย์เงินเดือนแบบเราๆควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

Whole life insurance แบบตลอดชีพ เป็นการทำประกันชีวิตแบบเรียกง่ายๆว่า “จ่ายเงินประกันเมื่อตายเท่านั้น” ประกันแบบนี้ใช้สำหรับทำให้คนข้างหลัง เบี้ยถูกที่สุด ประมาณ 2 % ของทุนประกัน เราได้ประโยชน์จากประกันแบบนี้คือ ซื้อไว้ลดหย่อนภาษี นอกนั้น เราไม่ได้ใช้  แต่เก็บไว้เป็นมรดกของคนข้างหลังเราครับ­­

Endowment life insurance แบบสะสมทรัพย์ เป็นแบบประกันที่ช่วยในการออมเงินแถมพ่วงการประกันชีวิต ” อยู่ถึงระยะเวลาหมดกรมธรรม์ ก้อได้ตังค์ ตายก่อนก้อได้เงินตามทุนประกัน “ กรณีนี้ เบี้ยประกันจ่ายค่อนข้างสูง แต่ช่วยในการออมเพื่อรักษาเงินต้น แถมลดหย่อนภาษีได้ดีครับ ( เหมาะกับคนที่ชอบออมเงินในธนาคาร แล้วไม่ได้ทำอะไร อาจจะเพิ่มผลตอบแทนได้ แต่สภาพคล่องจะไม่มีนะครับ )

Term insurance เป็นการประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา ส่วนใหญ่การทำประกันชีวิตแบบนี้ จะคุ้มครองในวงเงินของการที่เราต้องการลดความเสี่ยงจากการไม่สามารถชำระหนี้ระยะยาว เช่นการจำนองบ้าน แล้วทำประกันครอบคลุมมูลหนี้จากการจดจำนอง ( สำหรับกรณีนี้ เบี้ยจ่ายทิ้งในกรณีที่ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นระหว่างสัญญา สิ้นสุดกรมธรรม์ ถือเป็นการยุติ ส่วนใหญ่ไม่มีการได้เงินคืน) ประกันชีวิตลักษณะนี้ เหมาะสำหรับการทำเพื่อให้มูลหนี้ ไม่ตกเป็นภาระของคนข้างหลังครับ เบี้ยประกันสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้  เช่นกัน

Annuities insurance แบบประกันชีวิตแบบบำนาญ “สะสมทุนไว้ใช้ยามเกษียณ แถมได้ลดหย่อนภาษี ได้อีก 200% “. เหมาะสำหรับคนที่วางแผนจะมีอายุยืนยาว แล้วไม่คาดหวังจะให้ลูกหลานมาเลี้ยง เป็นการทำประกันแบบที่ผมให้ความสำคัญกับพวกเราชาวมนุษย์เงินเดือน คุณลองนึกถึงเวลาเกษียณ แล้วมีเงินเก็บไม่พอ ให้คิดแบบอนุรักษ์นิยม เกษียณตอนอายุ 60 มีอายุถึง 80 ใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท ไม่คำนึงถึงเงินเฟ้อ ต้องปีละ 240,000 บาท รวม 20 ปี เป็นเงิน เกือบ 5 ล้านบาท วิธีนี้อาจช่วยเราผ่อนเงินใช้จ่ายของเราในอนาคต นี่ขนาดยังไม่คำนวณว่าเราต้องมีการรักษาพยาบาลอีกนะครับ.

เอาละ พอเราเริ่มรู้จักแบบประกันทุกแบบแล้ว สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ควรมีแนวความคิดในการทำประกับแบบไหนดีที่สุด

  1. แบบที่ลดหย่อนภาษีได้ เต็มๆ
  2. คลอบคลุมการรักษาพยาบาล นอกเหนือจากประกันสังคม
  3. ช่วยเราออมเงิน และได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากประจำในธนาคาร
  4. คลอบคลุมถึงการเกษียณแบบผ่อนระยะยาว

จาก 4 เหตุผลข้างต้น ผมเชื่อว่าเราเริ่มเข้าใจเหตุของการมาทำประกันชีวิตกันละ ส่วนแรกเรามาดูทีละข้อกันเลยครับ

taxes-tax-evasion-police-handcuffs-large

1. แบบลดหย่อนภาษีเต็มๆ สำหรับ 100,000 บาทแรก ให้คิดเหมือนกับว่าเราจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแล้วได้ลดค่าเบี้ยลง ตามฐานเงินเดือน

เหมือนกับเราซื้อของราคา 100 บาท ในราคา 65บาทสำหรับคนที่ลดหย่อนได้ 35%
ซื้อของราคา 100 บาท ในราคา 70 บาทสำหรับคนที่ลดหย่อนได้ 30 %
ซื้อของราคา 100 บาท ในราคา 80 บาทสำหรับคนที่ลดหย่อนได้ 20 % 
ซื้อของราคา 100 บาท ในราคา 90 บาทสำหรับคนที่ลดหย่อนได้ 10 %

แปลว่าเราได้ซื้อความคุ้มครองโดยได้ส่วนลดจากรัฐบาลมาช่วยสนับสนุน จากยอดเบี้ยประกัน 100,000 บาทนี้ ผมแนะนำให้แบ่งความคุ้มครองสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินก็แนะนำให้ซื้อแบบสะสมทรัพย์เลยครับ สำหรับผมแล้วคิดว่าเราสามารถออมเงินได้อีกหายๆวิธีที่ได้ผลตอบแทนมากกว่านี้  จึงแนะนำให้นำเงินออมก้อนนี้ไปคำนึงถึงข้อต่อไปครับ

This job isn't always easy

2. คลอบคลุมการรักษาพยาบาล นอกเหนือจากประกันสังคม

ปกติมนุษย์เงินเดือนโดยทั่วไป ถ้ามีการเข้าโรงพยาบาล จะนึกถึงการใช้บิลเบิกจากทางประกันสังคม ซึ่งไม่มีทางคลอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยจากการสำรวจคนส่วนใหญ่ ไม่มีการจัดการความเสี่ยงในเรื่องนี้ ต้องเอาเงินสำรอง หรือ หยิบยืมจากคนอื่นเพื่อมาใช้จ่ายในส่วนนี้ ผมจึงเห็นว่าเราควรจะมีการทำประกันชีวิตแบบมีประกันสุขภาพพ่วงด้วย มากน้อยขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน รวมถึงสุขภาพร่างกายของแต่ละท่าน รวมถึงระดับค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล เพื่อที่เราจะยังมีความสามารถในการรักษาเงินต้น เพื่อให้งอกเงยได้ แถมอย่างที่บอกว่าเรายังมีรัฐบาลช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายในการจัดการความเสี่ยงในแบบนี้ด้วย เป็นเรื่องง่ายๆที่เราสามารถดูแลตัวเองได้แบบฉลาดๆ ครับ
business-cash-coin-concept-41301-large

3. ช่วยเราออมเงิน และได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากประจำในธนาคาร

สำหรับการช่วยออมเงินในลักษณะนี้เหมาะกับคนที่คิดว่าอยากหาการลงทุนแบบใส่เงินไว้ในไหแล้วขุดหลุมฝังไว้หลังบ้านหรือ ทดแทนการฝากประจำที่ได้ดอกเบี้ยตำ่ติดดิน

ในสภาวะที่ธนาคารรับผิดชอบเงินฝากของเราแค่ 1 ล้านบาท แปลว่าถ้าธนาคารเจ๊ง แล้วเรามีเงินฝากมากกว่านั้นเค้าจะรับผิดชอบเราแค่ 1ล้านบาท สำหรับคนที่คิดอยากออมเงินในแบบข้างต้น ผมคิดว่าการทำหระกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์อาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะกับคุณที่มีเงินเย็นๆ แต่สำหรับมนุษ์เงินเดือน ผมขอให้ติดตามผมไปเรื่อยๆ และผมมีวิธีที่จะวางเงินให้ทำงานแบบปลอดภัยอีกมากมายครับ 

retire

4. คลอบคลุมถึงการเกษียณแบบผ่อนระยะยาว

เหตุผลดีๆ สำหรับคนที่มองการณ์ไกล ผู้มีความฉลาดทางการเงิน ผมขอแนะนำให้เราออมเงินสำหรับตัวเราไว้ในการประกันชีวิตแบบนี้ คือแบบ Annuities เพียงคุณคำนวณง่ายๆว่าคุณต้องการมีเงินเดือนใช้หลังเกษียณเดือนละเท่าไร แล้วให้กลุ่มตัวแทนมาคำนวณเบี้ยเปรียบเทียบให้คุณดู ว่าจะใช้ชีวิตไปอีกนานแค่ไหน

ลองคิดดูครับ การทำประกันแบบนี้ รัฐบาลให้การสนับสุนมากกว่าแบบแรกถึง 200% และข่าวดียิ่งไปกว่านั้นถ้าคุณปัจจุบันอายุไม่ถึง 30 ปี คุณยังมีเวลาผ่อนให้ตัวคุณเองอีกเกือบ 30 ปี การทำสิ่งนี้เป็นหลักประกันในการใช้ชีวิตไปถึง financial freedom ในกรณีที่แผนการทำ exit plan อื่นๆ ของคุณ ไม่เป็นไปตามแผน อย่างน้อยคุณก็สามารถใช้ชีวิตได้สบายๆ หลังเกษียณ ที่อายุ 55 หรือ 60 ปี คุณสามารถเลือกได้ แถมมีคนช่วยจ่ายเบี้ยให้ 10 – 35%

 

เห็นมั้ยครับ หลักคิดง่ายๆ สำหรับการทำประกันชีวิต ช่วยให้เราถ่ายโอนความเสี่ยงที่จะทำให้เราสูญเสียเงินต้น แถมรัฐบาลยังมาช่วยจ่ายเบี้ยให้เราอีกต่อหนึ่ง

 

คิดดีๆมันเหมือนการที่เรามีรายได้เพิ่มโดยได้รับมาจากรัฐบาล ในส่วนตรงนี้ผมคิดว่าเป็นแนวคิดง่ายๆ ฉลาดๆในการใช้เงินทำงานนะครับ ออมในประกันชีวิต พิชิต financial freedom อย่างน้อยอย่างแย่ที่สุดเราก็มีบำนาญสร้างไว้เลี้ยงตัวเราครับ ติดตามเรื่องราว แนวคิดดีๆ ในการทำ personal smart financial plan ใน ep. ถัดๆไปนะครับ.

PJ

PJ

- นักวางแผนออมเงินในสไตล์ PI2 ( Passive Income Investor)
- คณิตศาสตร์ประกันภัย เป็น Private financial freedom platform
- นักสร้างสรรค์ ผลงาน การออกแบบระดับ DEMark และ GMark
- นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ ชั้นนำของประเทศ
- นักเรียนรู้ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆที่มีความเสี่ยงตำ่ ผลตอบแทนสูง
PJ