ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น และเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าสำหรับคนที่ลงทุนมาสักระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน แถมยังมีความกังวลต่างๆเกิดขึ้นในใจมากมาย

 “ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุด แต่มีสิ่งที่เหมาะกับตัวเราเองมากที่สุด ในเส้นทางการลงทุน” 

ปัจจุบันหากมองเรื่องอัตราผลตอบแทนจากเงินฝาก ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอดีตมากเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนในยุคปัจจุบันหันไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และกองทุนรวมกันมากขึ้น คำถามสุดฮิต ระหว่างกองทุนหรือหุ้นแบบไหนดีกว่ากัน ผมมีข้อสรุปในเบื้องต้นให้ก่อนว่า ไม่มีอะไรดีกว่ากันแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราแน่นอน

เมื่อเราพูดถึงกองทุน ภาพที่เห็นคือการลงทุนที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย โดยยึดเอาหลักการที่ว่า กองทุนย่อมมีนโยบายลงทุนที่ชัดเจนและเป็นไปตามที่เราต้องการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สามารถจัดตั้งกองทุนได้หลายกอง เพราะแต่ละกองมีนโยบายในการลงทุนที่แตกต่างกัน บ้านเรามีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเยอะมาก ปัจจุบันมีกองทุน มากกว่า 1400 กองทุน (อ้างอิงจาก สมาคมบริษัทจัดการลงทุน )

การที่จะหากองที่ดีที่สุดอาจเป็นเรื่องยากเพราะการดูผลตอบแทนในอดีต ถึง ปัจจุบันไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเท่าไหร่นักแต่การหากองทุน ที่มีนโยบายในการลงทุนเหมาะกับภาพในอนาคตของเราจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด   เพื่อนๆ สามารถดู แนวและวิธีการเลือกกองทุน ได้ที่ Krungsri GURU    มีผู้เขียนที่มากประสบการณ์หลายท่านได้แนะนำลำดับวิธีการไว้ให้อย่างละเอียดแล้ว

ข้อได้เปรียบ กองทุนรวม
  1. มีนโยบายที่ชัดเจนและทำตามนโยบายนั้นนั้นที่เราต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  2. มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้และความเข้าใจในตลาดเงินและตลาดการลงทุนเป็นอย่างดีคอยติดตามและวิเคราะห์เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยลงทุน
  3. กองทุนรวมประเภท LTF RMF ทุกบาทที่ซื้อกองทุนได้กำไรทันทีจากสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักในการลงทุนที่ชัดที่สุดแล้ว
  4. สามารถลงทุนออมทุกเดือนได้ด้วยเงินต่ำสุดเพียง 500 บาทเท่านั้น เปรียบเสมือนได้เป็นเจ้าของกิจการมูลค่าหลาย 100,000 ล้านบาทโดยใช้เงินทุนเพียง 500 บาทเท่านั้น
ข้อเสียเปรียบ กองทุนรวม
  1. หากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมีนโยบายในการจ่ายปันผล กองทุนจะจ่ายเงินปันผลจากสินทรัพย์ของกองทุน ซึ่งหากจ่ายปันผลมากกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นของกองทุน จะทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนลดลงด้วยเช่นกัน
  2. กองทุนจัดเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองโดยจะมีอัตราการเรียกเก็บไม่เท่ากัน
  3. กองทุนที่จ่ายปันผล เงินปันผลนั้นไม่สามารถนำมาเครดิตเงินปันผล แต่จะทำได้เฉพาะขอคืนภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่ายจำนวน 10% เท่านั้น (เฉพาะกรณีที่คาดว่าจะได้คืน)
  4. การสั่งซื้อ หรือ ขาย สามารถทำได้ทันที แต่ผลลัพธ์ที่เกิดจากคำสั่งนั้นจะเสร็จสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่กองทุนเป็นผู้กำหนด

ส่วนการลงทุนในหุ้นรายตัวนั้น หลายคนมักเข้าตลาดหุ้นมาด้วยไอเดียที่ว่า ขอแค่ชนะเงินฝากเงินเฟ้อก็พอ แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริงความโลภมักทำให้ ทัศนคติและวิธีคิดทุกอย่างเปลี่ยนไป อยากได้โดยไม่กลัวเสีย จากที่มีแนวคิดง่ายๆกลายเป็นคนที่ลงทุนไร้ระบบอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นถ้าหากท่านลงทุนในหุ้นรายตัว ต้องมีแนวทางในการลงทุนที่ชัดเจนและทำตามแนวทางนั้นจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่ต้องการยกตัวอย่างเช่น

  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตไปตลอด 10 ปีข้างหน้าและมีเงินปันผล จ่ายตลอดต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผล 6% ขึ้นไปมีผลการดำเนินงานที่ดีไม่จำเป็นต้องมีกำไรที่เติบโตมากขอให้บริษัทนั้นมีหนี้สินต่ำและ สามารถจ่ายปันผลในระดับที่ใกล้เคียงเดิมต่อเนื่อง
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทอันดับหนึ่งของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างขั้นต้นซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างกับการที่เราเอาเงินไปให้กองทุนบริหารจัดการเพราะเราก็ต้องมีนโยบายหรือเป้าหมายในการลงทุนที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน

ข้อได้เปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. การลงทุนในหุ้นรายตัวเมื่อได้ปันผลเงินปันผลจะถูกจ่ายจากกำไรจริง เมื่อราคาหุ้นปรับลงในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD เวลาผ่านไปพื้นฐานกำไรบริษัทไม่เปลี่ยนแปลงราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับขึ้นมาเพื่อสะท้อนความคาดหวังเงินปันผลในรอบถัดไป
  2. มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในกองทุนแต่ต้องอาศัย ประสบการณ์ ความรู้  และ ความมั่นใจที่มากด้วยเช่นกัน
  3. สามารถเอาเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทที่เสียภาษีโดยปกติ  มาคำนวณกับรายได้เพื่อขอเครดิตเงินปันผลคืนได้อีกต่อหนึ่ง
  4. สามารถสับเปลี่ยนหุ้นได้ทันทีที่ต้องการในช่วงเวลาที่ตลาดมีการเปิดให้ซื้อขาย
ข้อเสียเปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. หากต้องการลงทุนในบริษัทใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากจะไม่สามารถทำได้ต้องพึ่งพาโปรแกรมออมหุ้นของบางบริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดให้บริการ
  2. ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเหมือน LTF RMF ได้
  3. จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้สร้างประสบการณ์เพื่อให้เกิดความมั่นใจ อาจต้องใช้เวลา 1ปี 2ปี 3ปี 10ปี หรือ ทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจเลยก็เป็นไปได้
  4. ต้องมีเวลาให้กับการติดตามผลประกอบการของบริษัทและเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุดซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ได้มาอาจทำให้เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจและตัดสินใจผิดพลาดเอาได้เช่นกัน

 

ผมขอเปรียบเทียบการลงทุนใน กองทุนรวม ก็ไม่ต่างกับการที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปิดที่มีระเบียบข้อบังคับชัดเจนและท่านต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่การลงทุนในหุ้นรายตัวเหมือนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดจะเรียนกี่ปี จะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียน ก็ตามแต่ใจ สุดท้ายไปวัดกันที่คะแนนปลายภาค ถ้าสอบตกก็ลงซ่อม หน่วยกิตไม่ถึงก็ลงใหม่ เสียเวลา เสียเงินเสียทอง ถ้าสอบผ่านนอกจากจะได้ไปต่อแล้ว ยังได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ฉะนั้นคนที่จะเลือกแบบหลังจึงต้องมีความรับผิดชอบ และวินัยสูงกว่าคนปกติทั่วไป

ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายท่านคงได้ข้อสรุปแล้วล่ะว่าอยากเรียนในมหาวิทยาลัยปิดหรือต้องการหาประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยเปิด ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับท่านอยู่แน่นอน