หลุมหลบภัยในช่วงตลาด Panic : เคล็ดลับเลือกหุ้นปันผลสูง

หลุมหลบภัยในช่วงตลาด Panic : เคล็ดลับเลือกหุ้นปันผลสูง

เดือนแห่งความรัก เป็นเวลาแห่งความสุขของทุกท่าน
ทว่าการลงทุนในตลาดหุ้นกลับมีความผันผวนสูง สร้างความกังวลกับนักลงทุนหลายท่าน
หรือจะฝากธนาคาร แม้มีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่ก็ได้ผลตอบแทนต่ำเช่นเดียวกัน
หรือจะลงทุนตราสารหนี้โดยตรง หรือผ่านกองทุนรวม ก็อาจสร้างผลตอบแทนสูงขึ้น บนความเสี่ยงที่สูงขึ้น

ทางเลือกที่หลายท่านแนะนำ คือ การลงทุนใน “หุ้นปันผลสูง” ที่เปรียบเสมือน “ห่านทองคำ”
หลายครั้งตารางจัดอันดับหุ้นปันผล แชร์กันตามโลกโซเชียล หากลงทุนโดยไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติม
ขอเตือน!! ท่านอาจติด “กับดักปันผล” ทั้งปันผลไม่ได้ตามคาดและติดดอย

เพื่อให้ปลอดภัยในการต่อยอดเงินด้วยการลงทุนในหุ้นอย่างไรดี แนะนำให้ลองอ่านบทความจาก Plearn เพลิน By Krungsri Guru นี้ดู

ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานหุ้นปันผล จึงขอมอบเคล็ดลับการค้นหา “หุ้นปันผลสูง” เบื้องต้นให้ท่าน แน่นอนว่าเคล็ดลับเบื้องต้นการค้นหา “หุ้นปันผลสูง” มีการบ้านที่ต้องทำพอสมควร
เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้นในการลงทุนหุ้นปันผล ผ่านกองทุนรวมหุ้นที่มีนโยบายจ่ายปันผลจากธนาคารกรุงศรี เช่น KFSDIV, KFSEQ-D, KFDNM-D, KFFIN-D, KFTSTAR-D

และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น KFLTFD70, KFLTFEQ70D, KFLTFDIV, KFLTFSTARD, KFLTFAST-D, KFLTFA50-D, KFLTFTSM-D
โดยท่านสามารถเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนตรงกับสไตล์ของท่าน
รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก goo.gl/wjkNFj

สำหรับท่านที่ต้องการค้นหาหุ้นปันผลสูงด้วยตนเอง เริ่มจากพื้นฐานดังนี้

อัตราปันผล (%) = [ เงินปันผล (บาท) / ราคาหุ้น (บาท) ] x 100% ถ้าท่านลงทุนหุ้นราคา 100 บาท แล้วจ่ายปันผล 5 บาท อัตราปันผลจะเท่ากับ 5% ดังนั้น ตัวกำหนดว่าจะได้อัตราปันผลที่ต้องการหรือไม่ คือ 1.เงินปันผล (ที่จ่าย) กับ 2.ราคาหุ้น (ที่ลงทุน)

Screen Shot 2018-02-26 at 11.09.26 AM

1.เงินปันผล (ที่จ่าย)

สิ่งที่ท่านต้องคาดการณ์อันดับแรก คือ เงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายให้ท่านในอนาคต โดยปกติเงินปันผลมาจากบริษัททำธุรกิจมีกำไร จึงแบ่งกำไรตอบแทนผู้ถือหุ้นในรูป “เงินปันผล”
ตัวอย่างคร่าวๆ

บริษัทกำไรสุทธิ 200 ล้านบาท จ่ายปันผล 140 ล้านบาท โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 100 ล้านหุ้น
กำไรต่อหุ้น 200/100 = 2.0 บาท/หุ้น จ่ายปันผล 140/100 = 1.4 บาท/หุ้น

แบบนี้ “อัตราการจ่ายปันผล” เท่ากับ ( 1.4 / 2.0 ) x 100% = 70% อีก 60 ล้านบาทที่เหลือ บริษัทอาจลงทุนขยายธุรกิจเพื่อสร้างกำไรเพิ่มขึ้นและปันผลมากขึ้นในอนาคต

Screen Shot 2018-02-26 at 11.13.26 AM
วิธีการที่ท่านจะเห็นภาพ คือ การสรุปข้อมูลย้อนหลัง และใช้คาดการณ์การจ่ายปันผลไปด้วย
ยกตัวอย่างตามรูป เป็นข้อมูลของหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถค้นหาได้จาก www.set.or.th
เห็นว่าปี 58-60 บริษัทมีอัตราการจ่ายปันผล 70% หรือ “เมื่อบริษัทมีกำไร 100 บาท จะจ่ายปันผล 70 บาท”  จึงมีสมมติฐานว่าในปี61 ก็น่าจะมีอัตราการจ่ายปันผล 70% เช่นเดิม

Screen Shot 2018-02-26 at 11.14.30 AM

จากนั้นคาดการณ์กำไรต้อหุ้นในปี61
จากแนวโน้มของกำไรต้อหุ้น ปี58=1.93 บาท/หุ้น ปี59=2.01 บาท/หุ้น ปี60=2.12 บาท/หุ้น
มีการเพิ่มขึ้นประมาณ4%-5%ต่อปี เราก็อาจคาดการณ์ให้ปี 61 เพิ่มขึ้น4% จากปี60 เป็น 2.12 x (100+4)% = 2.20 บาท/หุ้น (การคาดการณ์นี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น)

จากข้อมูลข้างต้น ถ้าอัตราการจ่ายปันผลคงเดิม70% และกำไรต่อหุ้น 2.20 บาท/หุ้น ในปี61 เราก็พอจะคาดการณ์ว่าปันผล 2.20 x 70% = 1.54 บาท/หุ้น

Screen Shot 2018-02-26 at 11.16.05 AM

2.ราคาหุ้น (ที่ลงทุน)

หลังจากคาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลเท่าไรไปแล้ว สิ่งถัดมาที่สำคัญ คือ ราคาหุ้นที่ลงทุน
หุ้นที่ดี หากลงทุนในราคาที่สูงเกินไป ก็อาจเป็นการลงทุนที่แย่ก็เป็นได้ จากการคาดการณ์ว่าปันผล 1.54 บาท/หุ้น

หากลงทุนในราคา 15.4 บาท อัตราปันผล(%) จะเป็น ( 1.54 / 15.4 ) x 100% = 10%
หากลงทุนในราคา 30.8 บาท อัตราปันผล(%) จะเป็น ( 1.54 / 30.8 ) x 100% = 5%
หากลงทุนในราคา 61.6 บาท อัตราปันผล(%) จะเป็น ( 1.54 / 61.6 ) x 100% = 2.5%

สำหรับการลงทุนใน หุ้นปันผลสูง ควรคาดหวัง อัตราปันผล(%) > 5%
ดังนั้นต้องตรวจสอบราคาหุ้นก่อนที่จะลงทุนว่า สามารถสร้างอัตราปันผล(%) > 5% ได้หรือไม่

สำหรับเทคนิคอีกอย่างหนึ่งจากทีมงานหุ้นปันผล เพื่อเสริมการลงทุนให้มีแต้มต่อมากขึ้น
คือการเปรียบเทียบกับ “ค่าเฉลี่ยของอัตราปันผล(%)” ย้อนหลัง4ปี สามารถค้นหาข้อมูลได้จาก www.set.or.th จากรูปคำนวณ “ค่าเฉลี่ยของอัตราปันผล(%)” ได้ ( 5.19 + 6.63 + 5.84 + 5.88 ) / 4 = 5.9% หมายความว่า หากท่านจะลงทุนอย่างมีแต้มต่อควรคาดหวัง อัตราปันผล(%) > 5.9%

Screen Shot 2018-02-26 at 11.18.11 AM

ภายหลังการลงทุน เราควรตรวจสอบว่าสิ่งที่เราคาดการณ์มีแนวโน้มเป็นอย่างไร การตรวจสอบอย่างน้อยที่สุด ควรทำอย่างน้อยทุก 3เดือน จากงบการเงินทุกไตรมาส กรณีที่เราคาดการณ์กำไรต้อหุ้นในปี61 เท่ากับ 2.20 บาท/หุ้น แสดงว่า โดยเฉลี่ยแต่ละไตรมาสควรจะมีกำไรต่อหุ้น 2.20 / 4 = 0.55 บาท/หุ้น หากงบประกาศออกมาต่ำกว่า 0.55 บาท/หุ้น อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปันผลที่คาดการณ์ไว้ 1.54 บาท/หุ้น น่าจะเป็นไปได้ยาก และควรพิจารณาสาเหตุและปรับพอร์ทหากกำไรต้อหุ้นมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

Screen Shot 2018-02-26 at 11.19.53 AM

สำหรับการเลือกหุ้นปันผลสูงเราควรศึกษารายละเอียดของแต่ละบริษัท

1.ทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจ

เราควรจะทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน ปัจจัยที่ส่งผลกระทบเชิงบวกและลบ สามารถศึกษาจากแบบ56-1,Oppday,ประชุมผู้ถือหุ้น,อื่นๆ เมื่อมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงจะได้เห็นโอกาสหรือหลบวิกฤต เช่น
– บริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนอาจส่งผลเชิงบวก ค่าเงินบาทแข็งอาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทขายปัจจัยสนับสนุนการเกษตร เช่น ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช ช่วงขาดแคลนน้ำทำเกษตรอาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทใช้วัตถุดิบที่อิงราคาตลาด หากราคาตลาดลดก็อาจส่งผลเชิงบวก หากราคาตลาดเพิ่มก็อาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ที่อยู่ในภาวะมีการแข่งขันสูงขึ้นอาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ ก็อาจส่งผลเชิงบวก

2.ลักษณะธุรกิจอยู่ในช่วงใด

ควรเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสิ่งสำคัญ คือ หลีกเลี่ยงธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลง เพราะแนวโน้มกำไรจะลดลง ทำให้ปันผลลดลงด้วย เช่น
– ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่น เช่น สมุดโฆษณาร้านค้า มีกูเกิ้ลเข้ามาแทน
– ช่องทีวีที่มีน้อยช่องในอดีต ผู้ชมมีทางเลือกการดูมากขึ้น หลังการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอล
– ธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบจากสื่อสมัยใหม่ในโลกออนไลน์

3.กระแสเงินสดของบริษัท

เนื่องจากการจ่ายปันผลที่เราต้องการ คือ “เงินสด” ดังนั้นบริษัทจึงควรมีกระแสเงินสดที่ดีต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถจ่ายปันผลได้คล่องตัว สังเกตได้จากงบกระแสเงินสดควรมี “เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน” เป็น “บวก” เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทได้รับเงินสดจากการทำธุรกิจมาจ่ายปันผลในลำดับต่อไป ถ้าท่านมีเวลาเราแนะนำให้ศึกษาวิธีการอ่านงบการเงินอย่างละเอียด

4.กำไรพิเศษ

ในบางปีบริษัทอาจมีกำไรนอกเหนือจากการทำธุรกิจหลัก เช่น กำไรจากการขายที่ดิน,กำไรจากการขายเงินลงทุน,เงินชดเชยจากประกันอุทกภัย ทำให้จ่ายปันผลสูงกว่าปกติในปีนั้น หากเราคาดว่าปีถัดไปไม่มีกำไรพิเศษ บริษัทก็ไม่น่าจะจ่ายปันผลได้สูงเช่นเดิม นอกจากนั้นกำไรพิเศษบางรายการก็ไม่ใช่เป็นรายการเงินสด

แม้ว่าจะมีการบันทึกรายการเข้ามาในงบก็ตาม ก็ไม่สามารถจ่ายปันผลจากกำไรที่เกิดขึ้นได้
เช่น กำไรจากการประเมินมูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สิน,กำไรจากการซื้อธุรกิจต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม

5
.การเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินปันผล

การเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินปันผล บางบริษัทอาจเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินปันผล ทำให้การจ่ายปันผลลดลง แม้ว่ากำไรสุทธิจะเท่าเดิม เช่น บริษัทสื่อสารแห่งหนึ่ง เปลี่ยนอัตราการจ่ายปันผลจาก100% ของกำไรสุทธิ เป็น ไม่ต่ำกว่า70% ของกำไรสุทธิ ทำให้อัตราปันผลจาก 7%-8% ลดลงเหลือ 3%-4% หากว่าเราดูเพียงอัตราปันผลย้อนหลังในอดีตแล้วลงทุน ก็อาจได้อัตราปันผลต่ำกว่าที่ต้องการ

Screen Shot 2018-02-26 at 11.24.51 AM