ขึ้นเงินเดือนเอง ไม่ต้องง้อเจ้านาย ลงทุนแบบนี้ก็ได้

ขึ้นเงินเดือนเอง ไม่ต้องง้อเจ้านาย ลงทุนแบบนี้ก็ได้

ผมเชื่อว่า มือใหม่หลายคนที่กำลังเข้าตลาด คงคาดหวังถึงชีวิตการลงทุนที่สะดวกสบาย มีเงินมีทองใช้ได้อย่างไม่จำกัด คุณคิดไม่ผิดครับ เรื่องนั้นเป็นไปได้จริงแต่ ต้องอาศัยวินัย การฝึกฝน และ ประสบการณ์ หนังสือเล่มไหน บทความอะไร ก็ช่วยคุณประสพความสำเร็จไม่ได้ สิ่งเดียวที่ต้องมีคือ “ความพยายาม”

มีหลายคนเฝ้าแต่ถามว่า ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะลงทุนได้ แค่เริ่มต้นถามก็ผิดแล้ว เพราะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แค่100 บาท ก็สามารถลงทุนได้ “คำถามที่ดี ใช้เป็นคีย์ไขสู่ความสำเร็จ”

สิ่งที่คุณควรจะตั้งคำถามแรกก่อนข้าตลาดคือ ในวันที่เราไม่ได้ทำงาน ต้องใช้เงินจำนวนกี่บาท ต่อเดือน ในการใช้ชีวิต บางคน 5,000 ต่อเดือน บางคนก็ว่า 30,000 บาทต่อเดือน หรือบางคนอาจจะต้องการ 100,000 บาทต่อเดือน เพราะการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบเที่ยว บางคนชอบกิน บางคนชอบจ่ายให้กับ “ความสะดวกสะบายในชีวิต”

ตัวเลขจำนวนเงินต่อเดือนจึงเป็นเป้าหมาย เพื่อยืนยันความต้องการของตัวเอง เส้นทางการลงทุนของท่านจะปรากฏชัดขึ้นทันที ลองไปทำ Workshop เพื่อหาตัวเองก่อนที่  รวยหุ้น ด้วย 10 วิธีที่มือใหม่ก็ทำได้ Part 1 / Part 2 เพื่อสร้างเส้นทางการลงทุนให้กับตัวเอง

รูปแบบเงินเดือน

ในระหว่างที่ผมทำงานเกี่ยวด้านทรัพยกรบุคคล มีโอกาสทำเรื่องฐานเงินเดือน ระบบวัดผลการปฏิบัติงาน และ ด้านอื่นๆอีกมาก ในส่วนงาน ราชการก็ดี รัฐวิสาหกิจก็ดี หรือ ภาคเอกชนเองก็ดี มีระบบการจัดสรรเงินเดือน เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งที่แตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะอ้างอิงไปที่ ผลการปฏิบัติงาน

ผลการปฏิบัติงานผูกกับค่า KPI และ Competency ซึ่งมีองค์ประกอบอีกมาก ถ้าดวงจู๋ พูดไม่เก่ง เจ้านายไม่รัก ลืมเรื่องเงินเดือน โบนัส ไปได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น บางองค์กรมีลักษณะของจำนวนเงินที่จำกัดจึงใช้ระบบโควต้ามาครอบอีกทีในสไตล์บ้านเรา

 

จำลองผลการลงทุนที่ 5% 10% 15% 20%

Screen Shot 2017-06-14 at 11.55.37 AM

ผลตอบแทนที่ 5%-10% เป็นช่วงที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น ถึงแม้การลงทุนจะมีความเสี่ยงแต่ก็คงไม่มากไปกว่าความพยายามของทุกท่านจริงมั้ยล่ะครับ

 

Screen Shot 2017-06-14 at 11.55.47 AM

 

ผมเป็นคนที่เรียนไม่สูง เวลาสมัครงานมักจะโดนปฏิเสธ หรือ ได้เงินเดือนน้อยกว่าปกติ หลังจากทำงานไปแล้ว ผมมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ทำอย่างไรถึงจะขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้ แค่งานพิเศษธรรมดาทั่วไป คงไม่พอที่จะทำให้ชีวิตหลังเกษียณสบายได้ จึงเริ่มศึกษาและเข้าสู่โลกของการลงทุนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากภาพจำลองเหตุการณ์ ลงทุนปีละ 12000 บาท ทุกๆ สิ้นปี (เดือนละ 1,000 บาท)  ผลตอบแทนสูงสุดที่ 20% ภายใน 5 ปีสามารถถือเงินแสนได้สบายๆ จะเห็นว่า หากลงทุนอย่างสม่ำเสมอก็สามารถขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้แล้วจากทางฝั่งด้านการลงทุน

สมมุติตัวเลข 1 ล้านบาทปันผลที่ 7%

ในกรณีที่เราสามารถลงทุนเพิ่มขึ้นได้ จนวันหนึ่งมีเงินต้นประมาณ 1 ล้านบาท (ล้านบาทแรก ทำงานประจำกินเงินเดือน ก็ทำได้ ขอให้พยายาม) เงินปันผล 7% ของ 1 ล้านบาท เท่ากับ 70,000 บาทต่อปี คิดเป็นรายได้เดือนละ 5,833 บาท

ถ้าคุณมีเงินเดือน 15,000 ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 20,833 บาทต่อเดือน
ถ้าคุณมีเงินเดือน 20,000 ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 25,833 บาทต่อเดือน
ถ้าคุณมีเงินเดือน 30,000 ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 35,833 บาทต่อเดือน

ในระหว่างการลงทุน ถ้าหากคุณเพิ่มจำนวนเงินลงทุนไปเรื่อยๆ หรือ สามารถสร้างประสบการณ์ สร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น คุณก็เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้ไม่ต้องใคร

อย่ามาถามผมว่า แล้วจะหาเงิน 1 ล้านบาทแรกได้อย่างไร ถ้าคุณ ยังตั้งคำถามแบบนี้ ก็ปิดเกมได้เลย แต่ถ้าคิดใหม่ถามใหม่  บอกมาว่าคุณทำอะไรได้ และ จะทำอย่างไร ด้วยอะไร ที่ไหนเมื่อไหร่ เงาเศรษฐีก็ตามติดตัวคุณแล้ว

ลงมือซื้อไปเลย

หลังจากสร้างเส้นทางการลงทุนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือเทรดจริงไปเลย ตามตัวอักษร ที่ผมอยากแนะนำวันนี้เลยก็คือ Poems Play เป็นโปรแกรมจำลองการซื้อขายหุ้น เหมือนจริง เลิกตั้งคำถาม Just Do it NOW!! การลงมือทำ ด้วยตัวเอง คิดว่า ถูกบ้าง เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีกแล้ว

Poems Play

ดาวน์โหลดใช้งานได้ทั้ง Android และ iOS คลิกเพื่อดูวิธีการดาวน์โหลดได้ที่นี่ https://goo.gl/mvzxV8   ( ช่วงเดือนมิถุนายนนี้อยู่ระหว่างการแข่งขันยังไม่สมัครสมาชิกได้ ) หลังจากดาวน์โหลดมาแล้วสมัครสมาชิกง่ายมาก

วิธีการ สมัครสมาชิกและการซื้อขาย เบื้องต้น

วิธีการซื้อขายและเมนูที่แนะนำ

 

กล้ายืนยันได้เลยว่าการอ่านการฟังเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น แต่การลงมือทำด้วยตัวเอง อย่างสม่ำเสมอ สร้างการเปลี่ยนแปลง ในชีวิต ได้มากมาย ท่าน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตัวเองครับ โหลดเลย Poems Play

ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น และเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าสำหรับคนที่ลงทุนมาสักระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน แถมยังมีความกังวลต่างๆเกิดขึ้นในใจมากมาย

 “ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุด แต่มีสิ่งที่เหมาะกับตัวเราเองมากที่สุด ในเส้นทางการลงทุน” 

ปัจจุบันหากมองเรื่องอัตราผลตอบแทนจากเงินฝาก ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอดีตมากเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนในยุคปัจจุบันหันไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และกองทุนรวมกันมากขึ้น คำถามสุดฮิต ระหว่างกองทุนหรือหุ้นแบบไหนดีกว่ากัน ผมมีข้อสรุปในเบื้องต้นให้ก่อนว่า ไม่มีอะไรดีกว่ากันแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราแน่นอน

เมื่อเราพูดถึงกองทุน ภาพที่เห็นคือการลงทุนที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย โดยยึดเอาหลักการที่ว่า กองทุนย่อมมีนโยบายลงทุนที่ชัดเจนและเป็นไปตามที่เราต้องการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สามารถจัดตั้งกองทุนได้หลายกอง เพราะแต่ละกองมีนโยบายในการลงทุนที่แตกต่างกัน บ้านเรามีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเยอะมาก ปัจจุบันมีกองทุน มากกว่า 1400 กองทุน (อ้างอิงจาก สมาคมบริษัทจัดการลงทุน )

การที่จะหากองที่ดีที่สุดอาจเป็นเรื่องยากเพราะการดูผลตอบแทนในอดีต ถึง ปัจจุบันไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเท่าไหร่นักแต่การหากองทุน ที่มีนโยบายในการลงทุนเหมาะกับภาพในอนาคตของเราจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด   เพื่อนๆ สามารถดู แนวและวิธีการเลือกกองทุน ได้ที่ Krungsri GURU    มีผู้เขียนที่มากประสบการณ์หลายท่านได้แนะนำลำดับวิธีการไว้ให้อย่างละเอียดแล้ว

ข้อได้เปรียบ กองทุนรวม
  1. มีนโยบายที่ชัดเจนและทำตามนโยบายนั้นนั้นที่เราต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  2. มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้และความเข้าใจในตลาดเงินและตลาดการลงทุนเป็นอย่างดีคอยติดตามและวิเคราะห์เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยลงทุน
  3. กองทุนรวมประเภท LTF RMF ทุกบาทที่ซื้อกองทุนได้กำไรทันทีจากสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักในการลงทุนที่ชัดที่สุดแล้ว
  4. สามารถลงทุนออมทุกเดือนได้ด้วยเงินต่ำสุดเพียง 500 บาทเท่านั้น เปรียบเสมือนได้เป็นเจ้าของกิจการมูลค่าหลาย 100,000 ล้านบาทโดยใช้เงินทุนเพียง 500 บาทเท่านั้น
ข้อเสียเปรียบ กองทุนรวม
  1. หากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมีนโยบายในการจ่ายปันผล กองทุนจะจ่ายเงินปันผลจากสินทรัพย์ของกองทุน ซึ่งหากจ่ายปันผลมากกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นของกองทุน จะทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนลดลงด้วยเช่นกัน
  2. กองทุนจัดเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองโดยจะมีอัตราการเรียกเก็บไม่เท่ากัน
  3. กองทุนที่จ่ายปันผล เงินปันผลนั้นไม่สามารถนำมาเครดิตเงินปันผล แต่จะทำได้เฉพาะขอคืนภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่ายจำนวน 10% เท่านั้น (เฉพาะกรณีที่คาดว่าจะได้คืน)
  4. การสั่งซื้อ หรือ ขาย สามารถทำได้ทันที แต่ผลลัพธ์ที่เกิดจากคำสั่งนั้นจะเสร็จสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่กองทุนเป็นผู้กำหนด

ส่วนการลงทุนในหุ้นรายตัวนั้น หลายคนมักเข้าตลาดหุ้นมาด้วยไอเดียที่ว่า ขอแค่ชนะเงินฝากเงินเฟ้อก็พอ แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริงความโลภมักทำให้ ทัศนคติและวิธีคิดทุกอย่างเปลี่ยนไป อยากได้โดยไม่กลัวเสีย จากที่มีแนวคิดง่ายๆกลายเป็นคนที่ลงทุนไร้ระบบอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นถ้าหากท่านลงทุนในหุ้นรายตัว ต้องมีแนวทางในการลงทุนที่ชัดเจนและทำตามแนวทางนั้นจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่ต้องการยกตัวอย่างเช่น

  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตไปตลอด 10 ปีข้างหน้าและมีเงินปันผล จ่ายตลอดต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผล 6% ขึ้นไปมีผลการดำเนินงานที่ดีไม่จำเป็นต้องมีกำไรที่เติบโตมากขอให้บริษัทนั้นมีหนี้สินต่ำและ สามารถจ่ายปันผลในระดับที่ใกล้เคียงเดิมต่อเนื่อง
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทอันดับหนึ่งของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างขั้นต้นซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างกับการที่เราเอาเงินไปให้กองทุนบริหารจัดการเพราะเราก็ต้องมีนโยบายหรือเป้าหมายในการลงทุนที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน

ข้อได้เปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. การลงทุนในหุ้นรายตัวเมื่อได้ปันผลเงินปันผลจะถูกจ่ายจากกำไรจริง เมื่อราคาหุ้นปรับลงในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD เวลาผ่านไปพื้นฐานกำไรบริษัทไม่เปลี่ยนแปลงราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับขึ้นมาเพื่อสะท้อนความคาดหวังเงินปันผลในรอบถัดไป
  2. มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในกองทุนแต่ต้องอาศัย ประสบการณ์ ความรู้  และ ความมั่นใจที่มากด้วยเช่นกัน
  3. สามารถเอาเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทที่เสียภาษีโดยปกติ  มาคำนวณกับรายได้เพื่อขอเครดิตเงินปันผลคืนได้อีกต่อหนึ่ง
  4. สามารถสับเปลี่ยนหุ้นได้ทันทีที่ต้องการในช่วงเวลาที่ตลาดมีการเปิดให้ซื้อขาย
ข้อเสียเปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. หากต้องการลงทุนในบริษัทใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากจะไม่สามารถทำได้ต้องพึ่งพาโปรแกรมออมหุ้นของบางบริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดให้บริการ
  2. ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเหมือน LTF RMF ได้
  3. จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้สร้างประสบการณ์เพื่อให้เกิดความมั่นใจ อาจต้องใช้เวลา 1ปี 2ปี 3ปี 10ปี หรือ ทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจเลยก็เป็นไปได้
  4. ต้องมีเวลาให้กับการติดตามผลประกอบการของบริษัทและเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุดซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ได้มาอาจทำให้เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจและตัดสินใจผิดพลาดเอาได้เช่นกัน

 

ผมขอเปรียบเทียบการลงทุนใน กองทุนรวม ก็ไม่ต่างกับการที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปิดที่มีระเบียบข้อบังคับชัดเจนและท่านต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่การลงทุนในหุ้นรายตัวเหมือนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดจะเรียนกี่ปี จะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียน ก็ตามแต่ใจ สุดท้ายไปวัดกันที่คะแนนปลายภาค ถ้าสอบตกก็ลงซ่อม หน่วยกิตไม่ถึงก็ลงใหม่ เสียเวลา เสียเงินเสียทอง ถ้าสอบผ่านนอกจากจะได้ไปต่อแล้ว ยังได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ฉะนั้นคนที่จะเลือกแบบหลังจึงต้องมีความรับผิดชอบ และวินัยสูงกว่าคนปกติทั่วไป

ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายท่านคงได้ข้อสรุปแล้วล่ะว่าอยากเรียนในมหาวิทยาลัยปิดหรือต้องการหาประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยเปิด ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับท่านอยู่แน่นอน

 

 

บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดกลยุทธ์ปี 60  ตั้งเป้าเป็นบลจ.ที่ 1 ในใจลูกค้า

บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดกลยุทธ์ปี 60 ตั้งเป้าเป็นบลจ.ที่ 1 ในใจลูกค้า

เฟ้นกองทุนตอบโจทย์ บริหารเพื่อความเป็นเลิศ เอาชนะการลงทุนผันผวน

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยถึงแผนงานในปี 2560 ว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายคือการเป็นบลจ.ที่ 1 ในใจลูกค้า หรือ The Most Admired Asset Management ซึ่งสอดคล้องและเป็นทิศทางเดียวกันกับธนาคารไทยพาณิชย์ที่วางเป้าหมายในการเป็นธนาคารแห่งอนาคตที่ลูกค้าชื่นชมและยอมรับ รวมทั้งนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายพร้อมการบริการที่เหมาะสมกับลูกค้า

นายสมิทธ์ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาบลจ.ไทยพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าหมายในการผลักดันผลการดำเนินงานกองทุนให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จ มีกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในหลายสินทรัพย์ โดยข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2559อาทิ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุน Mid/Small Cap หรือ SCBMSE ที่ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีผลตอบแทนในปี 2559 อยู่ที่ 33.74% เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมกองทุนประเภท Equity Small-Mid Cap ของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ซีเล็คท์ อิควิตี้ ฟันด์ หรือ SCBSE ที่เน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีความสามารถที่จะเติบโตได้ดีกว่าตลาด และมีผลการดำเนินงานในปี 2559  อยู่ที่ 23.88% ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 19.79% รวมทั้งยังได้นำเสนอกองทุนกลุ่ม Income ที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด คือกองทุน SCBPLUS และกองทุน SCBGPLUS ที่เน้นผสมสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก  สามารถสร้างรายได้ระหว่างทางซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นที่ต้องการของนักลงทุน โดยสิ้นปี 2559 มีเงินไหลเข้ากองทุนประเภทนี้กว่า 46,800 ล้านบาท

สำหรับแผนงานในปีนี้ นอกจากจะมุ่งขยายฐานไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ  โดยเฉพาะกลุ่ม Digital Age ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่แล้ว ยังต้องการเพิ่มจำนวนลูกค้าที่ Active มากขึ้นด้วยเพราะพอร์ตการลงทุนที่ไม่เคลื่อนไหวอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาด รวมทั้งยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้ออกกองทุนกลุ่ม Income ไปแล้วคือ กองทุน SCBGIN และ กองทุน SCBMPLUS

นอกจากนี้ในส่วนของการพัฒนาบุคลากร ทั้งความชำนาญของผู้จัดการกองทุนที่ต้องมีการจัดการลงทุนอย่างรอบคอบ รวมทั้งคุณภาพพนักงานขาย โดยเน้นการสร้างความรู้ให้กับทีมขายของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งบลจ.ไทยพาณิชย์ได้พัฒนาศักยภาพของทีมขายด้วยการเดินสายให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ วิธีการเสนอขายอย่างถูกต้อง รวมทั้งเทคนิคการปรับพอร์ต ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมขายมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการดูแลพอร์ตของลูกค้า และสามารถให้คำแนะนำในการกระจาย

การลงทุนในลักษณะ Asset Allocation ให้ลูกค้าได้อย่างผู้แนะนำการลงทุนมืออาชีพ ขณะเดียวกันบลจ.ไทยพาณิชย์ ก็ได้นำระบบ Call-back verification มาใช้ควบคุมกระบวนการการเสนอขายให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายและป้องกันการเกิด mis-selling

“การฝึกอบรมพนักงานมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง   ขณะเดียวกันบลจ.ไทยพาณิชย์ ก็ปรับผลิตภัณฑ์ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม และภาวะตลาดการเงินปีนี้ด้วย เพราะขณะนี้ผลตอบแทนดอกเบี้ยเงินฝากไม่เพียงพอ ทำให้ลูกค้าต้องการทางเลือกอื่นๆเพิ่มขึ้น การให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนโดยบุคลากรที่มีใบอนุญาตและความรู้ความเชี่ยวชาญ จะก่อให้เกิดประโยชน์และเป็นผลดีกับลูกค้าในที่สุด” นายสมิทธ์กล่าวย้ำ

สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีในการให้บริการให้ลูกค้าได้รับความสะดวกรวดเร็ว ทั้งการซื้อ ขาย สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน อาทิ Mobile Banking ผ่าน SCB Easy ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ได้วางรากฐานการพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนลูกค้าด้านการลงทุนเป็นอย่างดี  นอกจากนี้ บลจ.ไทยพาณิชย์ยังคงเน้นการให้ความรู้ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างสม่ำเสมอโดยการจัดสัมมนา เพื่อให้ข้อมูลที่ทันกับสถานการณ์การลงทุนที่ผันผวนรวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับกองทุนที่มีนโยบายซับซ้อนเพื่อช่วยลูกค้าในการตัดสินใจและสามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปต่อยอดการลงทุนของตนเองได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในปี 2559 บลจ.ไทยพาณิชย์ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) รวม 1,307,408 ล้านบาท ยังคงเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรม ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 20.52% เติบโตจากปี 2558 คิดเป็นอัตรา 12% ที่มี AUM รวม  1,163,079 ล้านบาท  กองทุนของบลจ.ไทยพาณิชย์ มีการเติบโตมากที่สุดในกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) โดยมี AUM ณ สิ้นปี 2559 สูงถึง 325,122 ล้านบาท เติบโต 33% จากสิ้นปี 2558 ทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 43.60% และยังครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่องจากปี 2557

สำหรับธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) มี AUM ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 120,111 ล้านบาท เติบโต 2% จากปี 2558 และธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund)  มี AUM ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 862,174 ล้านบาท ซึ่งรวมกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure Fund มูลค่ารวม 84,325 ล้านบาท และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 56,407 ล้านบาท (ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน)

DCA ปลอดภัย รู้แบบนี้ซื้อไปนานแล้ว

DCA ปลอดภัย รู้แบบนี้ซื้อไปนานแล้ว

ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ทีมงานหุ้นปันผล ทุ่มเทสุดกำลังบุกตลุยงบการเงินของทุกๆบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจบปี 2559 ว่ามีบริษัทใดบ้างที่น่าลงทุน เราได้ข้อสรุปว่า ภาคบริการยังทำผลการดำเนินงานได้อย่างดีเยี่ยม

ตัวอย่าง บริษัทในภาคการบริการ ที่มีผลการดำเนินดีต่อเนื่อง

หุ้นที่นำมาเป็นตัวอย่างทั้ง 3 ตัวนี้อยู่ในภาคบริการที่จัดว่ามีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากหันกลับไปมองราคาหุ้นย้อนหลังของ หุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ก็พบว่าเมื่อเทียบราคากับกำไรต่อหุ้นแล้วสูงเอาเรื่องเลยทีเดียว

HMPRO  หุ้นค้าปลีกชื่อดังรายนี้ในรอบ 9 เดือนของปี 2559 มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง  19.03%  แต่เมื่อย้อนไปดูในช่วงปี 2557 (A)  ถึงแม้จะปันผลเข้ามาเพียง 15:1 ราคากลับปรับตัวลงแรงจนถึงปลายปี 2558 (B)  ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาในช่วงต้นปี 2559   อาจมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ซื้อในช่วงที่ราคาต่ำสุดล่ะ ระหว่างปี 2558 ราคายืนให้ซื้ออยู่ตั้งนาน (คำถามนี้ต้องถาม ณ ตอนนั้นครับ ไม่ใช่​ ณ ตอนนี้ อารมณ์มันต่างกันเยอะ)

ทำอย่างไรถึงจะซื้อราคาต่ำสุดได้ ?

หากท่านเป็นนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมานานพอ จะทราบดีว่าราคาต่ำสุดไม่มีอยู่จริง เพราะหลังจากซื้อแล้ว ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้น ลงทันที หรือ นิ่งๆ ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก  ผมเชื่อว่าหากท่านได้ลงมือศึกษาอย่างจริงจัง สิ่งที่น่าจะมองออกได้อย่างชัดเจนมากกว่าราคาหุ้นที่ขึ้นลง คือ บริษัทนี้ทำกำไรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และ มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในอนาคต จากการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน เพิ่มหน่วยธุรกิจใหม่ๆ และ การลงทุนเพิ่มสาขาอย่างต่อเนื่อง  ฉะนั้นหากถามหาราคาต่ำสุด คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นล่ะมั้งครับที่ล่วงรู้

ในเรื่องความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เรื่องนี้จำเป็นต้องศึกษาเรื่องงบการเงิน และ แผนการลงทุนของบริษัทโดยละเอียดเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน จนเกิดความมั่นใจ ส่วนสุดท้ายที่เหลือแล้วจะซื้อราคาไหนดี ? เป็นคำถามสุดคลาสสิคของนักลงทุนหลายคน ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ หรือ มีประสบการณ์มาก แต่ขาดการฝึกฝนอย่างถูกวิธี พอซื้อผิดที่ผิดเวลาก็พาลให้ดอย และ เผลอคัททิ้งกันอยู่บ่อยครั้งพอเห็นเค้าดีก็ตามกันไป เหล่านี้เป็นเรื่องของจิตวิทยาการลงทุนทั้งสิ้น ถ้าไม่อยากพลาดอีกมาลองศึกษาวิธีการซื้อหุ้นทั้งสองแบบนี้กันครับ เชื่อเหลือเกินว่าจะทำให้ท่านได้พบกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยล่ะ

วิธีการซื้อหุ้น 2 วิธีใหญ่ๆ ที่ผมใช้อยู่เสมอ และ ได้ผลดีมากในทุกช่วงตลาดคือ 

  1. ซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (Valuation)
  2. ซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนด้วยวิธี DCA (dollar-cost averaging)
  3. แบบที่ 1 + แบบที่ 2

ทั้งสองวิธีนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกัน และ ในแต่ละวิธียังมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปแต่โดยสรุปสามารถอธิบายได้จากตารางดังนี้

วิธีแบบที่ 1 Valuation ได้ผลตอบแทนดีมาก และ สามารถรับรู้ผลตอบแทนได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องอาศัยทักษะที่ต้องฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เพราะหากคาดการณ์กำไร และ ความคาดหวังของตลาดผิดพลาด มีโอกาสดอยสูงเลยทีเดียว เพราะวิธีนี้ในช่วงที่ซื้อแล้วหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงหมายถึงโอกาสในการทำกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ใช่หมายถึงติดลบมากขึ้นฉะนั้นในเชิงของการคำนวณราคามูลค่าที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องมีความเชื่อมั่นต่อข้อมูลเป็นอันมาก และ ได้ทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายมากขนาดไหนถ้าข้อมูลที่ได้มานั้นผิด

วิธีที่ 2 แบบ ถัวเฉลี่ยต้นทุนด้วยวิธี DCA (dollar-cost averaging) ถึงแม้จะใช้เวลาที่ยาวมากในการสะสมหุ้น แต่ผลตอบแทนก็ถือว่าดีใช้ได้ ถ้าเทียบกับความเสี่ยงระดับต่ำ และ ไม่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์มาก วิธีการ DCA จึงถือเป็นวิธีการที่เข้าสู่สมดุลอย่างแท้จริง ภาระและหน้าที่เรื่องเดียวที่จำเป็นต้องทำคือการศึกษาในรายละเอียดของบริษัทให้ท่องแท้ ซึ่งถือว่าเป็นภาระอันน้อยนิดถ้าเทียบกับวิธีแรก และ ยังเหมาะสำหรับนักลงทุนที่กำลังเริ่มต้นด้วย ผมแนะนำลองเข้าไปดูที่ https://www.krungsri.com/bank/th/krungsri-guru/home.html ที่นี่เป็นเหมือนประตูบานแรกที่มีเคล็ดลับมากมายสามารถนำท่านไปสู่ความสำเร็จได้แน่นอน

จำลองการซื้อขายในช่วงเวลาที่ (A) (B) (C)

เปรียบเทียบระหว่าง วิธีที่ 1 และ วิธีที่ 2 โดยใช้ราคา (A) วันที่  27/08/2557 (B) วันที่ 18/02/2559 (C) วันที่ 21/11/2559 (ใช้ราคาที่ปรับเรื่องการไดรูทของหุ้นเรียบร้อยแล้ว)

จากตารางข้างต้นจะเห็นว่าผลตอบแทนที่ดีที่สุดของวิธีที่ 1 สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 50.77% แต่ถ้าซื้อผิดช่วงเวลาสามารถติดลบได้ถึง -28.41% ด้วยเหมือนกัน ผู้ที่ลงทุนในวิธีนี้เป็นหลักจึงต้องอาศัยความสามารถทางด้านการคิดวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งประสบการณ์เฉพาะด้านที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจนมีสภาพจิตใจที่มั่นคงพอจะเชื่อได้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกต้อง เพราะหากผิดทางแต่ยังเชื่อว่าถูกต้องแล้วล่ะก็ ฮึ ฮึ อาจส่งผลร้ายแรงต่อการลงทุนได้มากเลยทีเดียว

แต่ถ้าเทียบกับวิธีที่ 2 การ DCA ซื้อทุกเดือนตามช่วงเวลาที่แตกต่างกัน สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างดี ถึงแม้จะใช้เวลานานและผลตอบแทนไม่ได้มากเหมือนวิธีที่ 1 แต่เป็นการลงทุนที่สบายกว่ามาก ผมเชื่อว่าหลายท่านที่ได้อ่านบทความนี้น่าจะได้ประโยชน์ไปไม่มากก็น้อย

วิธีการลงทุน DCA มีเคล็ดลับอยู่เรื่องเดียวเลือกหุ้นให้ถูกตัวแค่นี้ก็ปลอดภัย และ ยังมีเงินเก็บรวยเกษียณได้สมใจกันแน่นอนครับ

ปรับใจสู่ความเป็นจริง / ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ปรับใจสู่ความเป็นจริง / ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Screen Shot 2558-12-08 at 11.39.42 PM

ถึงวันนี้ผมคิดว่ามันอาจจะเป็น “จุดเริ่ม”  ของการเปลี่ยนแปลง  “ทิศทาง”  ของภาวะตลาดหลักทรัพย์และการลงทุนของประเทศไทย  ไม่ใช่เพราะดัชนีตลาดหุ้นและปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ตกต่ำลงมาตั้งแต่ต้นปี  เพราะดัชนีตลาดหุ้นและปริมาณการซื้อขายหุ้นของไทยนั้นตกลงมาน้อยมาก  แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือ  การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยรวมถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของไทยนั้นถดถอยลงต่อเนื่องมาหลายปีอย่างเห็นได้ชัดและผมก็ยังไม่เห็นว่าเราจะสามารถปรับตัวให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร  นอกจากนั้น  ดัชนีตลาดหุ้นของไทยเองก็มีราคาแพงกว่าที่ควรเป็นเมื่อเทียบกับอดีต สิ่งเดียวที่ผมเห็นว่ายังทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นยังเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลก็คือการที่ทางเลือกอื่นนั้นก็ไม่ได้ดีกว่า  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้นต่ำมากเป็นประวัติการณ์และยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้น  เช่นเดียวกับทรัพย์สินอย่างอื่นเช่นอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาแพงลิ่วหรือการลงทุนในทองคำที่มีความเสี่ยงสูงและไม่จ่ายผลตอบแทนเป็นเงินสดเลย  ด้วยเหตุดังกล่าว  ผมเองจึง “คาดเดา”  ว่า  ดัชนีตลาดหุ้นนับจากนี้ไปอีกหลายปีนั้นน่าจะเป็นตลาดหุ้น “Sideways” หรือตลาดหุ้นที่ดัชนี “ไม่ไปไหน” อีกหลายปี  แต่ในระหว่างนั้นก็จะปรับตัวขึ้นลงสลับกันไป

ถ้าดัชนีหุ้นเป็น “ไซ้ต์เวย์”  ตามที่คาดเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไม่เอื้ออำนวยเป็นเวลานาน  สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ  เราควรที่จะ “ปรับใจ” เพื่อที่จะรับกับสถานการณ์ดังกล่าวล่วงหน้า  วิธีคิดและกลยุทธ์ต่าง ๆ  ของเราก็อาจจะต้องปรับตามเพื่อที่จะสอดรับกับสถานการณ์นั้นเพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถ  “เอาตัวรอด”  หรือยังสามารถสร้าง “ผลตอบแทนที่เหมาะสม”  ได้   มาดูกันว่านักลงทุนแต่ละแนวน่าจะต้องเตรียมใจรับกับสถานการณ์อย่างไรบ้าง

เริ่มตั้งแต่นักลงทุนที่เลือกหุ้นไม่เป็นแต่อยากได้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควรในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ซึ่งนิยมลงทุนในกองทุนรวมต่าง ๆ   ก่อนหน้านี้พวกเขาหวังว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 10-12% ต่อปีแบบทบต้นในระยะยาว  ซึ่งจะทำให้เงินของเขาเพิ่มขึ้นเท่าตัวในทุก 6-7 ปี   ผมคิดว่าเราควรปรับความคิดใหม่ว่านั่นคือเรื่องใน “อดีต” ที่อาจจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว  การที่ตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% แบบทบต้นนั้นน่าจะหมายความว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วมาก  เป็น “ดารา” ของโลก  แต่นับจากนี้ไปในอนาคตเราคงทำไม่ได้แล้ว  ดังนั้น  ผมคิดว่าเราควรปรับใจว่าเราคงจะได้น้อยลง  ถ้าจะมองแบบอนุรักษ์นิยมก็น่าจะคิดว่าเราได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 5-7% แบบทบต้น ซึ่งก็หมายความว่าเงินของเราอาจจะเพิ่มเป็น 2 เท่าตัวในเวลาประมาณ 10-15 ปี  “ความฝัน” ที่จะเกษียณและมีชีวิตที่จะอยู่อย่างสบายก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย

คนที่เล่นหุ้นเป็น “งานอดิเรก” ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนที่เล่นหุ้นที่มี Story น่าตื่นเต้น  เล่นหุ้นที่มี “ข่าวดี” ตามหน้าหนังสือพิมพ์หุ้นหรือข่าวตาม Social Media  เล่นหุ้นที่มีนักลงทุนรายใหญ่เข้าไปเล่น  และเล่น “หุ้นปั่น” ที่มีราคาวิ่งขึ้นไปแรงมากโดยที่ “ไม่มีข่าวอะไรเลย” ยกเว้น  “ข่าวลือ”  และหุ้นทั้งหมดนั้นมักเป็นหุ้นตัวเล็กหรือหุ้นที่มี Free Float ต่ำ  ผมก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องยอมรับว่าการทำเงินจากการ  “ตามแห่”  หรือเล่นหุ้นตามกระแสนั้น  ยากที่จะทำกำไรได้  การขาดทุนจะกลายเป็นเรื่องปกติ  ส่วนกำไรนั้นจะหาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ  และนี่จะเป็นงานอดิเรกที่มีต้นทุนสูงเกินไป

เช่นเดียวกัน นักเล่นหุ้นขาใหญ่หรืออาจจะไม่ได้ใหญ่นักแต่ก็มีเงินส่วนตัวและวงเงินมาร์จินมากพอที่จะ  “ไล่ราคา” หุ้นตัวเล็ก ๆ  หรือหุ้นที่มี Free Float ต่ำและขายทำกำไรได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็น “สูตรสำเร็จ” ที่  “ไม่เคยพลาด” และทำให้หลายคนร่ำรวยมีเงินหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาทจากเงินต้นไม่มากนัก  แต่นับจากวันนี้ผมก็คิดว่าวิธีการแบบนี้ก็น่าจะได้ผลน้อยลง  หลายครั้งแทนที่จะกำไรก็อาจจะขาดทุนอย่างหนักได้โดยเฉพาะถ้าตลาดหุ้นไม่เป็นใจซึ่งจะทำให้คนทำต้อง  “ติดหุ้น” หรือในกรณีเลวร้ายต้องถูกโบรกเกอร์ฟอร์สเซลหรือบังคับขายหุ้นเพื่อลดมาร์จินซึ่งมักจะทำให้กลายเป็น  “หายนะ” ของการเล่นหุ้นของ  “เจ้ามือ” ในท้ายที่สุด

คนที่เล่นหุ้น Growth หรือหุ้นที่คาดว่าจะมีการเติบโตสูงในช่วงที่ผ่านมานั้นผมคิดว่าคือ  “ผู้ชนะ”  หรือประสบความสำเร็จสูงมากกลุ่มหนึ่งในตลาดหุ้น  ลักษณะของหุ้นที่พวกเขาเล่นนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีการเติบโตของกำไรสูงมาระยะหนึ่งหรือไม่ก็เริ่มมีกำไรเติบโตสูงขึ้นมาอย่างเด่นชัดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมหรือตัวบริษัทที่เอื้ออำนวยให้บริษัททำกำไรได้ดีขึ้นมากจากอดีตที่ “เซื่องซึม”  หรือ “ธรรมดา”   คนที่เล่นหุ้นเหล่านี้ก็คือคนที่สามารถมองเห็นแนวโน้มหรือการเปลี่ยนแปลงก่อนคนอื่นและเข้าไปลงทุน  หลังจากนั้นพวกเขาก็จะช่วยกันเผยแพร่หรือกระตุ้นให้นักลงทุนคนอื่นสนใจผ่านสื่อต่าง ๆ  จนเกิดเป็น “กระแส” ของหุ้นว่ามันเป็นหุ้นที่โตเร็วและมีศักยภาพสูง  ผลต่อมาก็คือการที่คน “แห่” กันเข้าไปซื้อหุ้นและดันราคาให้ขึ้นไปสูงลิ่วอย่าง  “ไม่น่าเชื่อ”  ส่วนหนึ่งเนื่องจาก Free Float ของหุ้นที่มักจะต่ำเมื่อเทียบกับปริมาณของคนที่เข้าไปซื้อหุ้น  ราคาของหุ้นเติบโตเร็วเหล่านั้นสูงจนค่า PE หลาย ๆ  ตัวนั้นเกินกว่า 40-50 เท่า ค่า PB ก็สูงบางทีเป็น 10 เท่าโดยที่ปันผลตอบแทนนั้นต่ำกว่า 1% ต่อปี  แต่นับจากวันนี้ผมก็คิดว่าสถานการณ์แบบนี้ก็จะเกิดยากขึ้นมาก

เหตุผลก็คือ  ด้วยสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวย  ผลประกอบการของหุ้น Growth ก็เริ่มปรากฏให้เห็นว่ามันไม่สามารถที่จะโตได้แบบนั้นในระยะยาว  ประเด็นสำคัญก็คือ  ตัวบริษัทเองนั้น  ส่วนใหญ่ไม่ได้มีศักยภาพหรือความสามารถพอที่จะ “ฝ่า” กระแสของภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงไปได้มากนัก  และนั่นทำให้นักลงทุนเริ่ม  “ขาดความมั่นใจ” ต่ออนาคตของบริษัทที่ถูกวาดภาพไว้อย่างสวยหรู  ผลก็คือ  พวกเขาบางคนจะเริ่มขายหุ้นทำให้ราคาหุ้นตกลงมาทำให้ค่า PE ลดลง  ในเวลาเดียวกัน  กำไรที่เพิ่มขึ้นก็ไม่มากพอที่จะสนับสนุนค่า PE ที่สูงได้  บางกรณีที่เลวร้าย  กำไรของบริษัทกลับลดลง  และนี่ทำให้หุ้นกลายเป็น “หายนะ”   ดังนั้น  ผมเองคิดว่าคนที่เล่นหุ้น Growth จะต้อง “ปรับใจ” ให้เข้ากับความเป็นจริงที่ว่า  หุ้นนั้นไม่สามารถที่จะโตได้เร็วและยาวนานมากหากมันไม่ใช่ซุปเปอร์สต็อก  ดังนั้น  ค่า PE ของหุ้นนั้นไม่อาจจะสูงมากอย่างที่เคยเป็นได้

สุดท้ายสำหรับ VI “พันธุ์แท้”  ทั้งหลายที่ก็ทำผลงานการลงทุนได้ประทับใจมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนหลายคนคิดว่าตนเองนั้นจะยังคงทำผลตอบแทนต่อปีเฉลี่ยอย่างน้อยก็ปีละ 20-30% ในระยะยาวได้จากการลงทุนที่ใช้การวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า “มูลค่าพื้นฐาน” ที่แท้จริงมากพอ  มี  Margin of Safety สูง  ผมเองคิดว่า VI จำนวนมากนั้น  “Over Rated” หรือให้คะแนนความสามารถของตนเองเกินความเป็นจริงเนื่องจากสถิติที่โดดเด่นเหนือกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดมากในอดีตที่ผ่านมา  ซึ่งสาเหตุนั้นผมคิดว่ามาจากการที่หุ้นที่เรียกว่า “VI” นั้นได้รับความนิยมสูงและราคาปรับตัวขึ้นไปมากประกอบกับการที่ VI นั้นมักจะมีการซื้อขายเปลี่ยนตัวหุ้นสูงเป็นแนว  “เทรดหุ้น VI” คือเปลี่ยนตัวเล่นไปเรื่อย ๆ  ขายหุ้น VI ที่ปรับตัวขึ้นเร็วและเข้าไปจับหุ้น VI ตัวใหม่ที่ราคายังไม่ขึ้น  ผลจากการนี้ทำให้หุ้น “VI” เกือบทุกตัวมีราคาแพงขึ้นมากจนไม่อาจจะเรียกว่าเป็นหุ้น VI ต่อไปแล้ว  ดังนั้น  ในอนาคต VI เองก็จะต้องปรับใจยอมรับว่าการหาหุ้น VI ที่มีราคาถูกจะยากขึ้นเรื่อย ๆ  และการที่จะทำผลตอบแทนปีละ 20-30% นั้นยากมาก  ควรจะหวังว่าถ้าทำได้ปีละ 12-15% ก็สุดยอดแล้ว

และทั้งหมดนั้นก็คือสิ่งที่ผมคิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตไปอาจจะอีกหลายปี  แน่นอน มีโอกาสที่จะผิด  หุ้นยังอาจจะดีต่อไปอีกหลายปี  บางทีอาจจะดีมาก “หักปากกา” ของคนที่มองตลาดใน “ภาพลบ”  หลาย ๆ  คน  เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยอาจจะกลับมา  “วิ่งฉิว” อย่าง “คาดไม่ถึง”  ซึ่งผมเองก็คงจะ “เงิบ” ไป  แต่นั่นคงไม่ปัญหา  เพราะจริง ๆ  แล้วผมเองก็อยากที่จะ “คาดผิด”  เพราะนั่นคงจะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของผมเองดีขึ้นมาก

ทีมา : 

ติดหุ้น TRUE 10 บาทขึ้นเอาไงต่อ

ติดหุ้น TRUE 10 บาทขึ้นเอาไงต่อ

TRUE ถ้ายังจำกันได้สมัยตอน 14-15 บาท กระแสมาแรงมากว่าจะไป 18 บาท ผมเองไม่ได้ติดตามหุ้นตัวนี้แต่ได้ยินอยู่เรื่อยๆ เพราะมีข่าวแวะเวียนมาตลอดทุกช่องทาง  แต่วันนี้ 8 บาทกว่าๆ แล้วกลับกลายเป็นว่ากระแสหาแนวรับไม่เจอเริ่มหนาหูขึ้นแทน เอ้ย! นี่ล่ะตลาดหุ้นของจริง

(เพิ่มเติม…)

เอาไงดีกับ DTAC ที่ 48 บาท เทียบราคาพื้นฐาน

เอาไงดีกับ DTAC ที่ 48 บาท เทียบราคาพื้นฐาน

DTAC วันนี้ราคาตอบสนอง FV (Fair Value ราคาที่เหมาะสม) แล้วซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของราคาหุ้น และ พื้นฐานธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกัน ในที่สุดราคาก็ต้องปรับลงมาที่ราคาพื้นฐาน ซึ่งทั้งหมดเราได้เคยพูดไปแล้วในราคา หุ้นเข้าตา DTAC Q2/58  เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา แนะนำ 50 บาทลงไป

(เพิ่มเติม…)

เปิดงบ CPALL Q3/58 กำไรเพิ่ม 20%

เปิดงบ CPALL Q3/58 กำไรเพิ่ม 20%

CPALL ประกาศงบ Q3/58 ออกมามีกำไรเพิ่มขึ้น 20.78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ  9M/58 เพิ่มขึ้น 28.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
(เพิ่มเติม…)

ลงทุนหุ้น 5000 บาทแรก ซื้อตัวไหนให้ประทับใจ

ลงทุนหุ้น 5000 บาทแรก ซื้อตัวไหนให้ประทับใจ

ทุนก้อนแรกสำหรับมือใหม่ ผมอยากให้จ่ายเป็นค่ายกครู ซื้อเอาตามอารมณ์เป็นหลักเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างซื่อตรงกับจิตใต้สำนึก แต่ว่าถ้าอยากได้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจและรู้สึกสนุกกับการลงทุนในหุ้นผมมีวิธีเจ๋งๆ มาแนะนำครับ
(เพิ่มเติม…)

พอร์ตเสี่ยงต่ำ ปันผลสูง อัพเดท รุ่น 5-9

พอร์ตเสี่ยงต่ำ ปันผลสูง อัพเดท รุ่น 5-9

อัพเดทพอร์ตรอบนี้ตัด รุ่น 1-4 ออกเนื่องจากครบรอบ 1 ปี บรรลุตามวัตถุประสงค์ไปเรียบร้อยแล้ว และ ระหว่างทางควรมีการปรับพอร์ตด้วย เพื่อขายทำกำไรและรับปันผล ดูผลกำไรขาดทุน อัพเดทผลตอบแทนก่อนหน้านี้ คลิกที่นี่    (รุ่นต่อไปที่จะตัดออกคือรุ่นที่ 5  ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 2 พ.ย. 2558 นี้)
(เพิ่มเติม…)