Finansia HERO คำสั่งอัจฉริยะ  ลองด่วน!

Finansia HERO คำสั่งอัจฉริยะ ลองด่วน!

Finansia HERO : App เทรดหุ้นล้ำสมัยพร้อม 5 จุดเด่น

มีความเชื่อนึงในหมู่นักลงทุนที่ว่า “โบรกไหนก็เหมือนกัน” แต่นักลงทุนอีกส่วนนึงกลับเชื่อมั่นว่า “โบรกที่ดีต้องสร้างโอกาสที่เหนือกว่าให้นักลงทุน” แล้วมันจะดีแค่ไหนหากมีโบรกที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อนักลงทุน

วันนี้ทางทีมงานหุ้นปันผลขอแนะนำ App ใหม่  Finansia HERO ยอดมนุษย์นักวิเคราะห์หุ้น ที่โบรก Finansia Syrus พัฒนาร่วมกับ Kiwoom โบรกออนไลน์อันดับ1 ของประเทศเกาหลี โดย App HERO ในเกาหลีมีการพัฒนาต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี และมีการใช้งานสูงสุดในปัจจุบัน

Finansia HERO จึงเป็น App ที่มีนวัตกรรมล้ำสมัย และได้มีการปรับแต่งให้เข้ากับสภาพของตลาดหุ้นและนักลงทุนในไทย

ทีมงานหุ้นปันผลได้รวบรวม 5 จุดเด่นของ Finansia HERO ดังนี้

Screen Shot 2018-07-09 at 3.33.22 PM

1. ล้ำหน้ากว่า ด้วยคำสั่งอัจฉริยะ Conditional Order มากกว่า 10 แบบ

ที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยเงื่อนไขการส่งคำสั่งที่หลากหลาย ช่วยให้นักลงทุนไม่พลาดจังหวะการลงทุนนักลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา เหมือนมีผู้ช่วยคอยทำแทนเหมาะกับนักลงทุนที่ทำงานประจำหรือต้องการอิสระในการใช้เวลา
Screen Shot 2018-07-09 at 3.37.07 PM

 

2. เหนือกว่า ด้วยการแสดงต้นทุนของคนส่วนใหญ่เพื่อหาจังหวะทำกำไร

เจาะลึกข้อมูล รู้ต้นทุนเฉลี่ยของตลาด เพิ่มความได้เปรียบในการหาจุดซื้อจุดขายนักลงทุนที่รู้ต้นทุนเขา รู้ต้นทุนเรา จะสามารถกำหนดจุดซื้อขายอย่างมีแต้มต่อ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของผลตอบแทน

 

Screen Shot 2018-07-09 at 3.59.07 PM

3. ส่งคำสั่งได้ เร็วกว่า 5 เท่า ของ Order ปกติ

ส่งคำสั่งซื้อขายเพียงแค่คลิก ไม่พลาดโอกาสแม้เสี้ยววินาทีนักลงทุนสังเกตหุ้นที่เริ่มออกตัว จะสามารถขึ้นรถได้ทันเวลาก่อนคนอื่นเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการระบบที่ตอบสนองการตัดสินใจอย่างฉับไว

 

Screen Shot 2018-07-09 at 4.05.30 PM

 

4. มิติใหม่ของ Technical Chart ด้วย Auto Pattern & Back Test

ค้นหา Pattern ของราคาโดยอัตโนมัติ และ Back Test เพื่อเลือกใช้ Indicator ที่แม่นยำ นักลงทุนสามารถใช้ระบบที่ออกแบบอย่างทันสมัย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดของการซื้อขายเหมาะกับนักลงทุนสายเทคนิคที่ต้องการเทรดอย่างมั่นใจ

Screen Shot 2018-07-09 at 4.15.54 PM

5. จัดหน้าจออิสระได้ ตามสไตล์ของคุณ

สามารถปรับแต่งหน้าจออย่างอิสระ เพิ่มความคล่องตัวในการเทรดยิ่งขึ้นนักลงทุนสามารถปรับแต่งให้ถนัดตามแนวทางลงทุนของตนเองเหมาะกับนักลงทุนทั้งเริ่มต้นและมากประสบการณ์นอกนั้นยังมี Feature ใหม่ๆอีกมากมายที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้นักลงทุน

 

Screen Shot 2018-07-09 at 4.18.11 PM

โดยสรุป Finansia HERO 
มีการออกแบบฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อนักลงทุนทุกกลุ่ม สามารถสร้างความแตกต่างต่อผลลัพธ์ในการลงทุน ทั้งยังรองรับทุกระบบ Android, iOS และ PC สามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาจึงดีครบจบใน App เดียว

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.finansiahero.com
ขอรหัสทดลองใช้ได้ที่ http://www.finansiahero.com/request-trial-account/
Download App & Free Trial ได้ที่ https://www.finansiahero.com/download/
ดู Demo การใช้งานได้ที่ https://www.fnsyrus.com/channel
สอบถามการใช้งานได้ที่ Call center 02-782-2400
สนใจเปิดพอร์ตลงทุนกับ บล. ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)
โทร 02-782-2400 หรือสมัคร Online ได้ที่ http://onlinefss.fnsyrus.com/requestonline/OPENACCOUNT/register?sectionurl=HOME&boothcode=BZ009
#FINANSIAHERO #FINANSIA #HERO #เทรดหุ้น #TRADE #APP #APPหุ้น #ล้ำหน้ากว่าที่เคยมี

DIF : 10 เรื่องสำคัญต้องรู้ก่อนลงทุน

DIF : 10 เรื่องสำคัญต้องรู้ก่อนลงทุน

สำหรับท่านที่ไม่เคยลงทุนหุ้น

1. DIF ลงทุนอะไร

  • เสาโทรคมนาคม 15271 เสา
  • ใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณ 2576873 คอร์กิโลเมตร
  • ระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด 1.2 ล้านพอร์ต ครอบคลุม 198085 คอร์กิโลเมตร

2. ซื้อขาด หรือ เช่า

  • มีทั้ง 2 แบบ จากกลุ่มTRUE โดยส่วนที่เป็นสิทธิการเช่า ทางDIF มีสิทธิ์ในการซื้อขาดในราคาที่ต่ำ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาสิทธิการเช่า
  • ในทางปฏิบัติจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของ DIF นั่นเอง
  • ทำให้ DIF ไม่มีหมดอายุ

3. DIFคาดหวังปันผลได้มากน้อยแค่ไหน

  • ปันผล(คาด) ประมาณ 1.04 บาท/หน่วย/ปี
  • ถ้าราคาขาย 13.9 บาท
  • (ราคาขายอยู่ระหว่าง 13.6 – 13.9 บาท)
  • (ราคาขายจะสรุปก่อน 14 พ.ค. 61)
  • คิดเป็นปันผลประมาณ 7.5% ต่อปี

DIF จึงเหมาะกับนักลงทุนที่คาดหวังปันผล

4. DIFเงินปันผลต้องเสียภาษีหรือไม่

  • ได้รับการงดเว้นภาษี 10%
  • จนถึงประมาณปี 2566 หรืออีก 6 ปี
  • เงินปันผลที่กองทุนจ่ายให้นักลงทุน 100 บาท ไม่ต้องเสียภาษี 10 บาท ไปอีก 6 ปี หลังจากนั้นเงินปันผลก็ถูกหักภาษี 10% คล้ายๆ การปันผลของหุ้น
  • ถ้าเทียบเคียงกับดอกเบี้ยเงินฝากจะถูกหักภาษี 15%

5. DIFปันผลถี่แค่ไหน

  • ทุก 3 เดือน ประมาณ 0.25 บาท/ครั้ง
  • โดยเงินปันผลโอนเข้าบัญชีธนาคาร ที่ทางผู้ลงทุนแจ้งไว้ หรือบางกรณีอาจส่งเป็นเช็คถึงบ้าน
  • ปันผลรอบแรก ประมาณปลายเดือน ส.ค.61 – ต้นเดือนก.ย.61
  • รอบแรกจะได้ไม่ถึง 0.25 บาท/หน่วย อาจจะประมาณ 0.15-0.18 บาท/หน่วย
  • เพราะเป็นผลดำเนินงาน 2 เดือน พ.ค.61-มิ.ย.61

6.DIF ลงทุนได้ไหม ถ้าไม่เคยลงทุนหุ้นมาก่อน

  • ลงทุนได้ แม้ไม่เคยลงทุนหุ้นมาก่อนท่านจะได้เป็นใบหุ้นในภายหลัง

7. DIF ขายต่อได้ไหม หรือต้องถือยาวไปตลอด

  • ขายต่อได้ แนะนำให้เปิดพอร์ทหุ้นไปด้วยเลย (เปิดพอร์ทหุ้นแทบไม่เสียตังนะ) เพื่อให้สามารถขายผ่านระบบของตลาดหุ้น
  • ราคาขายต่อ อาจสูงกว่าหรือต่ำกว่าที่ท่านลงทุนตอนแรก ขึ้นกับหลายปัจจัย
  • เช่น ผลดำเนินงานของกองทุน ภาวะการซื้อขายของตลาดหุ้น ภาวะผลตอบแทนของทรัพย์สินอื่น เป็นต้น
  • การลงทุนใน DIF ไม่ใช่การฝากธนาคาร
  • เงินต้นที่ลงทุนอาจเพิ่มหรือลดก็เป็นได้
  • 1ปี ที่ผ่านมา DIF มีราคาซื้อขายในตลาดหุ้น
  • ระหว่าง 13.9 – 14.9 บาท/หน่วย
  • ความผันผวนประมาณ 7% ใน1ปีที่ผ่านมา

8. DIF ซื้อยังไงที่ไหนเมื่อไร

  • จองซื้อได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย (แนะนำให้ไปสาขาใหญ่ๆจะสะดวกกว่า)
  • ระหว่างวันที่ 2-4 พ.ค.61 และวันที่ 7-11 พ.ค.61
  • วันที่ 11 พ.ค.61 จะเปิดจองถึง 15:30
  • จองก่อนหลังมีค่าเท่ากัน
  • เพราะจัดสรรแบบ Small lot first
  • เอาว่า จองน้อยๆได้แน่
  • ไม่ใช่ว่าจองก่อนได้ก่อน ไม่ใช่ของหมดอดเลย
  • ราคาจอง คือ 13.9 บาท/หน่วย
  • (ราคาขายอยู่ระหว่าง 13.6 – 13.9 บาท)
  • (ราคาขายจะสรุปก่อน 14 พ.ค. 61)
  • ถ้าราคาขายสุดท้ายต่ำกว่า 13.9 บาท สมมติว่าสุดท้าย 13.7 บาท ส่วนต่าง 0.2 บาท จะคืนให้ภายหลัง

9. DIFมีความเสี่ยงสำคัญหลักๆมีอะไร

  • เนื่องจากกลุ่มTRUEเป็นผู้เช่าหลักของ DIF การจ่ายค่าเช่าของTRUE จะส่งผลต่อผลดำเนินงานของDIFอย่างมีนัยสำคัญ
  • คล้ายๆมีบ้านปล่อยเช่าถ้าผู้เช่าจ่ายตรงจ่ายครบ ก็จบ ถ้าผู้เช่าไม่จ่าย ก็เจ้ง
  • TRUE คือใคร มีความเสี่ยงจะเบี้ยวค่าเช่ามากน้อยแค่ไหน ท่านลองประเมินด้วยตัวเองก่อนลงทุน

10. DIFนอกนั้นมีความเสี่ยงสำคัญอะไรอีก

  • เนื่องจากทรัพย์สินของ DIFมีมากมายหลายส่วน การทำสัญญาเช่าระหว่าง TRUE (ผู้เช่า) กับ DIF (ผู้ให้เช่า)
  • มีอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยประมาณ 20 ปี
  • มีการหมดอายุไม่พร้อมกัน
  • บางส่วนก็หมดอายุปี68 (หรืออีก7ปี)
  • บางส่วนก็หมดอายุปี76 (หรืออีก15ปี)
  • หลังจากนั้นการต่ออายุระยะเวลาการเช่า อาจทำให้ค่าเช่ามีการเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อผลดำเนินงานของ DIF ได้เช่นกัน

หมายเหตุ

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะกำไรและขาดทุนเป็นของท่านนักลงทุนเอง  ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานหุ้นปันผล

หลุมหลบภัยในช่วงตลาด Panic : เคล็ดลับเลือกหุ้นปันผลสูง

หลุมหลบภัยในช่วงตลาด Panic : เคล็ดลับเลือกหุ้นปันผลสูง

เดือนแห่งความรัก เป็นเวลาแห่งความสุขของทุกท่าน
ทว่าการลงทุนในตลาดหุ้นกลับมีความผันผวนสูง สร้างความกังวลกับนักลงทุนหลายท่าน
หรือจะฝากธนาคาร แม้มีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่ก็ได้ผลตอบแทนต่ำเช่นเดียวกัน
หรือจะลงทุนตราสารหนี้โดยตรง หรือผ่านกองทุนรวม ก็อาจสร้างผลตอบแทนสูงขึ้น บนความเสี่ยงที่สูงขึ้น

ทางเลือกที่หลายท่านแนะนำ คือ การลงทุนใน “หุ้นปันผลสูง” ที่เปรียบเสมือน “ห่านทองคำ”
หลายครั้งตารางจัดอันดับหุ้นปันผล แชร์กันตามโลกโซเชียล หากลงทุนโดยไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติม
ขอเตือน!! ท่านอาจติด “กับดักปันผล” ทั้งปันผลไม่ได้ตามคาดและติดดอย

เพื่อให้ปลอดภัยในการต่อยอดเงินด้วยการลงทุนในหุ้นอย่างไรดี แนะนำให้ลองอ่านบทความจาก Plearn เพลิน By Krungsri Guru นี้ดู

ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานหุ้นปันผล จึงขอมอบเคล็ดลับการค้นหา “หุ้นปันผลสูง” เบื้องต้นให้ท่าน แน่นอนว่าเคล็ดลับเบื้องต้นการค้นหา “หุ้นปันผลสูง” มีการบ้านที่ต้องทำพอสมควร
เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้นในการลงทุนหุ้นปันผล ผ่านกองทุนรวมหุ้นที่มีนโยบายจ่ายปันผลจากธนาคารกรุงศรี เช่น KFSDIV, KFSEQ-D, KFDNM-D, KFFIN-D, KFTSTAR-D

และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น KFLTFD70, KFLTFEQ70D, KFLTFDIV, KFLTFSTARD, KFLTFAST-D, KFLTFA50-D, KFLTFTSM-D
โดยท่านสามารถเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนตรงกับสไตล์ของท่าน
รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก goo.gl/wjkNFj

สำหรับท่านที่ต้องการค้นหาหุ้นปันผลสูงด้วยตนเอง เริ่มจากพื้นฐานดังนี้

อัตราปันผล (%) = [ เงินปันผล (บาท) / ราคาหุ้น (บาท) ] x 100% ถ้าท่านลงทุนหุ้นราคา 100 บาท แล้วจ่ายปันผล 5 บาท อัตราปันผลจะเท่ากับ 5% ดังนั้น ตัวกำหนดว่าจะได้อัตราปันผลที่ต้องการหรือไม่ คือ 1.เงินปันผล (ที่จ่าย) กับ 2.ราคาหุ้น (ที่ลงทุน)

Screen Shot 2018-02-26 at 11.09.26 AM

1.เงินปันผล (ที่จ่าย)

สิ่งที่ท่านต้องคาดการณ์อันดับแรก คือ เงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายให้ท่านในอนาคต โดยปกติเงินปันผลมาจากบริษัททำธุรกิจมีกำไร จึงแบ่งกำไรตอบแทนผู้ถือหุ้นในรูป “เงินปันผล”
ตัวอย่างคร่าวๆ

บริษัทกำไรสุทธิ 200 ล้านบาท จ่ายปันผล 140 ล้านบาท โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 100 ล้านหุ้น
กำไรต่อหุ้น 200/100 = 2.0 บาท/หุ้น จ่ายปันผล 140/100 = 1.4 บาท/หุ้น

แบบนี้ “อัตราการจ่ายปันผล” เท่ากับ ( 1.4 / 2.0 ) x 100% = 70% อีก 60 ล้านบาทที่เหลือ บริษัทอาจลงทุนขยายธุรกิจเพื่อสร้างกำไรเพิ่มขึ้นและปันผลมากขึ้นในอนาคต

Screen Shot 2018-02-26 at 11.13.26 AM
วิธีการที่ท่านจะเห็นภาพ คือ การสรุปข้อมูลย้อนหลัง และใช้คาดการณ์การจ่ายปันผลไปด้วย
ยกตัวอย่างตามรูป เป็นข้อมูลของหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถค้นหาได้จาก www.set.or.th
เห็นว่าปี 58-60 บริษัทมีอัตราการจ่ายปันผล 70% หรือ “เมื่อบริษัทมีกำไร 100 บาท จะจ่ายปันผล 70 บาท”  จึงมีสมมติฐานว่าในปี61 ก็น่าจะมีอัตราการจ่ายปันผล 70% เช่นเดิม

Screen Shot 2018-02-26 at 11.14.30 AM

จากนั้นคาดการณ์กำไรต้อหุ้นในปี61
จากแนวโน้มของกำไรต้อหุ้น ปี58=1.93 บาท/หุ้น ปี59=2.01 บาท/หุ้น ปี60=2.12 บาท/หุ้น
มีการเพิ่มขึ้นประมาณ4%-5%ต่อปี เราก็อาจคาดการณ์ให้ปี 61 เพิ่มขึ้น4% จากปี60 เป็น 2.12 x (100+4)% = 2.20 บาท/หุ้น (การคาดการณ์นี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น)

จากข้อมูลข้างต้น ถ้าอัตราการจ่ายปันผลคงเดิม70% และกำไรต่อหุ้น 2.20 บาท/หุ้น ในปี61 เราก็พอจะคาดการณ์ว่าปันผล 2.20 x 70% = 1.54 บาท/หุ้น

Screen Shot 2018-02-26 at 11.16.05 AM

2.ราคาหุ้น (ที่ลงทุน)

หลังจากคาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลเท่าไรไปแล้ว สิ่งถัดมาที่สำคัญ คือ ราคาหุ้นที่ลงทุน
หุ้นที่ดี หากลงทุนในราคาที่สูงเกินไป ก็อาจเป็นการลงทุนที่แย่ก็เป็นได้ จากการคาดการณ์ว่าปันผล 1.54 บาท/หุ้น

หากลงทุนในราคา 15.4 บาท อัตราปันผล(%) จะเป็น ( 1.54 / 15.4 ) x 100% = 10%
หากลงทุนในราคา 30.8 บาท อัตราปันผล(%) จะเป็น ( 1.54 / 30.8 ) x 100% = 5%
หากลงทุนในราคา 61.6 บาท อัตราปันผล(%) จะเป็น ( 1.54 / 61.6 ) x 100% = 2.5%

สำหรับการลงทุนใน หุ้นปันผลสูง ควรคาดหวัง อัตราปันผล(%) > 5%
ดังนั้นต้องตรวจสอบราคาหุ้นก่อนที่จะลงทุนว่า สามารถสร้างอัตราปันผล(%) > 5% ได้หรือไม่

สำหรับเทคนิคอีกอย่างหนึ่งจากทีมงานหุ้นปันผล เพื่อเสริมการลงทุนให้มีแต้มต่อมากขึ้น
คือการเปรียบเทียบกับ “ค่าเฉลี่ยของอัตราปันผล(%)” ย้อนหลัง4ปี สามารถค้นหาข้อมูลได้จาก www.set.or.th จากรูปคำนวณ “ค่าเฉลี่ยของอัตราปันผล(%)” ได้ ( 5.19 + 6.63 + 5.84 + 5.88 ) / 4 = 5.9% หมายความว่า หากท่านจะลงทุนอย่างมีแต้มต่อควรคาดหวัง อัตราปันผล(%) > 5.9%

Screen Shot 2018-02-26 at 11.18.11 AM

ภายหลังการลงทุน เราควรตรวจสอบว่าสิ่งที่เราคาดการณ์มีแนวโน้มเป็นอย่างไร การตรวจสอบอย่างน้อยที่สุด ควรทำอย่างน้อยทุก 3เดือน จากงบการเงินทุกไตรมาส กรณีที่เราคาดการณ์กำไรต้อหุ้นในปี61 เท่ากับ 2.20 บาท/หุ้น แสดงว่า โดยเฉลี่ยแต่ละไตรมาสควรจะมีกำไรต่อหุ้น 2.20 / 4 = 0.55 บาท/หุ้น หากงบประกาศออกมาต่ำกว่า 0.55 บาท/หุ้น อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปันผลที่คาดการณ์ไว้ 1.54 บาท/หุ้น น่าจะเป็นไปได้ยาก และควรพิจารณาสาเหตุและปรับพอร์ทหากกำไรต้อหุ้นมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

Screen Shot 2018-02-26 at 11.19.53 AM

สำหรับการเลือกหุ้นปันผลสูงเราควรศึกษารายละเอียดของแต่ละบริษัท

1.ทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจ

เราควรจะทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน ปัจจัยที่ส่งผลกระทบเชิงบวกและลบ สามารถศึกษาจากแบบ56-1,Oppday,ประชุมผู้ถือหุ้น,อื่นๆ เมื่อมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงจะได้เห็นโอกาสหรือหลบวิกฤต เช่น
– บริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนอาจส่งผลเชิงบวก ค่าเงินบาทแข็งอาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทขายปัจจัยสนับสนุนการเกษตร เช่น ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช ช่วงขาดแคลนน้ำทำเกษตรอาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทใช้วัตถุดิบที่อิงราคาตลาด หากราคาตลาดลดก็อาจส่งผลเชิงบวก หากราคาตลาดเพิ่มก็อาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ที่อยู่ในภาวะมีการแข่งขันสูงขึ้นอาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ ก็อาจส่งผลเชิงบวก

2.ลักษณะธุรกิจอยู่ในช่วงใด

ควรเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสิ่งสำคัญ คือ หลีกเลี่ยงธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลง เพราะแนวโน้มกำไรจะลดลง ทำให้ปันผลลดลงด้วย เช่น
– ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่น เช่น สมุดโฆษณาร้านค้า มีกูเกิ้ลเข้ามาแทน
– ช่องทีวีที่มีน้อยช่องในอดีต ผู้ชมมีทางเลือกการดูมากขึ้น หลังการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอล
– ธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบจากสื่อสมัยใหม่ในโลกออนไลน์

3.กระแสเงินสดของบริษัท

เนื่องจากการจ่ายปันผลที่เราต้องการ คือ “เงินสด” ดังนั้นบริษัทจึงควรมีกระแสเงินสดที่ดีต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถจ่ายปันผลได้คล่องตัว สังเกตได้จากงบกระแสเงินสดควรมี “เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน” เป็น “บวก” เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทได้รับเงินสดจากการทำธุรกิจมาจ่ายปันผลในลำดับต่อไป ถ้าท่านมีเวลาเราแนะนำให้ศึกษาวิธีการอ่านงบการเงินอย่างละเอียด

4.กำไรพิเศษ

ในบางปีบริษัทอาจมีกำไรนอกเหนือจากการทำธุรกิจหลัก เช่น กำไรจากการขายที่ดิน,กำไรจากการขายเงินลงทุน,เงินชดเชยจากประกันอุทกภัย ทำให้จ่ายปันผลสูงกว่าปกติในปีนั้น หากเราคาดว่าปีถัดไปไม่มีกำไรพิเศษ บริษัทก็ไม่น่าจะจ่ายปันผลได้สูงเช่นเดิม นอกจากนั้นกำไรพิเศษบางรายการก็ไม่ใช่เป็นรายการเงินสด

แม้ว่าจะมีการบันทึกรายการเข้ามาในงบก็ตาม ก็ไม่สามารถจ่ายปันผลจากกำไรที่เกิดขึ้นได้
เช่น กำไรจากการประเมินมูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สิน,กำไรจากการซื้อธุรกิจต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม

5
.การเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินปันผล

การเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินปันผล บางบริษัทอาจเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินปันผล ทำให้การจ่ายปันผลลดลง แม้ว่ากำไรสุทธิจะเท่าเดิม เช่น บริษัทสื่อสารแห่งหนึ่ง เปลี่ยนอัตราการจ่ายปันผลจาก100% ของกำไรสุทธิ เป็น ไม่ต่ำกว่า70% ของกำไรสุทธิ ทำให้อัตราปันผลจาก 7%-8% ลดลงเหลือ 3%-4% หากว่าเราดูเพียงอัตราปันผลย้อนหลังในอดีตแล้วลงทุน ก็อาจได้อัตราปันผลต่ำกว่าที่ต้องการ

Screen Shot 2018-02-26 at 11.24.51 AM

คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

เนื่องจากมีสมาชิกท่านหนึ่งในห้อง Line ของ online basic1 บอกว่า ลงทุนหุ้นแล้วมีความเครียดกังวล คิดว่า เกิดจากพื้นความรู้ ใจร้อน รอไม่เป็น ผมจึงพยายามเรียบเรียงความคิดของผม ให้อ่านกันดูบ้าง

มาจากทั้งที่ผมคุยกับอ.นุ้ย และอ่านหนังสือต่างๆ ดูแนวคิดกูรูหลายท่านๆสิ่งแรกที่คนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นต้องการ คือ กำไร

แต่อีกปัจจัยนึงที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ความสุข

กำไร vs ความสุข

[คำแนะนำข้อที่1] ทำใจเผชิญหน้ากับอารมณ์ภายในตนเองให้ได้ ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ขาดความสมดุลและขาดความพอดี สามารถสร้างความทุกข์ให้กับทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ขายหมู ตกรถ ติดดอย เป็นเรื่องปกติ

ถ้าท่านจัดการรับมือกับอารมณ์ภายในไม่ได้ ตลอดชีวิตการลงทุนก็จะอยู่กับความทุกข์ คงไม่คุ้มแน่นอนกับกำไรที่ได้มา บางคนบอกว่าถ้าพอร์ตโตๆ ความสุขก็มาเอง

ไม่ใช่เสมอไปหรอก ลองนึกว่าท่านเป็น VI พอร์ทพันล้าน วันที่หุ้นค้าปลีกลงจาก 50 บาท เหลือ 40 บาท ใน1-2วัน จากข่าวธรรมาภิบาลของผู้บริหาร

เงินท่านหายไปในอากาศหลายร้อยล้าน

ถ้าท่านเป็น VI ท่านนั้น ท่านจะรู้สึกอย่างไร? ลองตอบตัวเองดู

แล้วท่านรับมือความรู้สึกแบบนั้นไหวไหม หลายครั้งที่เราลงทุนแล้วไม่ได้ขายที่ราคาสูงสุด พอคิดเป็นเงินที่หายไปในอากาศ จะเกิดคำว่า เสียดาย ทั้งที่กำไรแล้วแท้ๆ ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ดี กรณีของเราอาจเป็นหลักพันหลักหมื่นหลักแสนหลักล้าน แล้ววันที่ท่านมีพอร์ทพันล้าน จะทุกข์กว่าเดิมกี่เท่า

ความสุขอยู่แห่งหนใดหนอ?

[คำแนะนำข้อที่2] ต้องมีเป้าหมายและรู้จักคำว่า พอ คำว่า พอ เป็นคำที่ต้องผ่านและต้องมี


หากต้องการความสุขในการลงทุนอย่างแท้จริงเป้าหมายในการลงทุนของท่านคืออะไรกันแน่ หากท่านไม่มีเป้าหมาย คำว่า พอ จะไม่มีวันเกิดเลยแล้วความสุขก็มีแต่ห่างไกลท่านออกไปทุกทีๆๆ

หรือท่านกำลังหาในสิ่งที่ตลาดหุ้นไม่มีให้ท่านอยู่รึเปล่า เป้าหมายแบบง่ายๆ เช่น กี่%ต่อปีที่ท่านต้องการ เป้าหมายเป็นแบบปัจเจกตามแต่ละคน

ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหรือไม่ต้องลอกกันก็ได้

  • บางคนเป้าหมาย >20%
  • บางคนต้องการดีกว่าฝากธนาคารที่ดอกเบี้ยต่ำ
  • บางคนอยากได้ปันผลสัก 5-7%ต่อปี
  • หรือจะลงทุน DCA เพื่ออนาคต 5-10 ปีข้างหน้า

จริงใจและซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากที่สุด

เป้าหมายจะเป็นตัวแบ่งลักษณะหุ้นที่ลงทุน และความเสี่ยงในการลงทุน เมื่อลงทุนแล้วก็อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เก่งกว่าตัวเองเมื่อวาน ทำได้ทุกวันก็พอละ แล้วจะทำไงให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ?


[คำแนะนำข้อที่3] มีระบบการลงทุนของตัวเอง

โชคอาจทำให้เกิดกำไรเป็นครั้งคราว ระบบจะทำให้เกิดกำไรยั่งยืนในระยะยาว จากสถิตินักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้าตลาดมาปีละแสนราย

ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม จะมีผู้แพ้ที่ขาดทุนและออกจากตลาดไปถึง2ใน3 ใน2ปีแรก และจะเหลือเพียง1ใน3 ที่จะก้าวต่อไปในปีที่3จนเป็นผู้ชนะในอนาคต

อะไรเป็นความแตกต่างของผู้แพ้กับผู้ชนะในตลาดหุ้น 
คำตอบ คือ ระบบการลงทุน

ระบบ คืออะไร ทำไมสร้างความแตกต่างให้ผู้ชนะกับผู้แพ้

ระบบการลงทุนจะถูกออกแบบโดยผู้ลงทุนเอง ซึ่งจะมาจากเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน ไม่ต้องสร้างเองก็ได้ ศึกษาจากคนอื่นแล้วมาต่อยอดอีกที

ปรับแก้เอาที่ตัวเองสบายใจ เพื่อความสุขในการลงทุน พูดคำว่า ระบบ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องซ้บซ้อนมาก ๅจะทำให้การลงทุนยากรึเปล่านะ บางระบบก็เรียบง่าย

เช่น

  • MACD ตัดขึ้น ซื้อ ตัดลง ขาย
  • MOS >20% ซื้อ MOS <0% ขาย
  • DCA ซื้อทุกวันที่5 ของทุกเดือน

มีระบบจะเป็นผู้ชนะระยะยาว ไม่ใช่เพราะระบบดีตั้งแต่แรก แต่การมีระบบจะทำให้เกิดการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีระบบไหนที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น

เมื่อลงทุนตามระบบผิดพลาด เราจะหาจุดอ่อนของระบบ จะเกิดการพัฒนาตามมาทุกครั้ง ระบบแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

Win rate กับ Return rate จะสูงขึ้นเรื่อยๆ การไม่มีระบบลงทุน จะผ่านไปกี่ปีก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนก็ย่ำอยู่กับที่ โชคดีไม่ได้อยู่กับเราตลอดไประบบจะทำให้เราลดเรื่องอารมณ์ลงไปได้

มีจุดซื้อจุดขายที่ชัดเจน

เพื่อที่จะให้การลงทุนอยู่ในเกมของเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีหลายระบบ แต่ต้องมีระบบที่เป็นท่าไม้ตายหรือท่าถนัดอย่างน้อย1ท่า ถ้านึกไม่ออก ลองให้ปู่บัฟเฟตต์ลงทุนโดยใช้สายเทคนิค หรือถ้าปู่แกลงทุนโดยไม่คำนึงถึง MOS

ท่านว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?


[คำแนะนำข้อที่4]  มีวินัยในการลงทุนอย่างเคร่งครัด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ นอกจากจะมีการวางแผนที่ดีแล้ว การทำตามแผนที่วางไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

เช่น การขายเมื่อถึงจุดคัทลอสของสายเทคนิค การรอเพื่อให้มีMOSที่ต้องการถึงเข้าซื้อของสายพื้นฐาน

การ DCA ทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อออมหุ้นระยะยาว อย่าให้ความผิดพลาดในการลงทุนระยะสั้น เปลี่ยนเป็นกลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวแบบจำยอม อย่าให้อารมณ์ตลาดอยู่เหนือวินัยของตัวเองไปได้ เพราะระยะยาวอารมณ์ตลาดกับผู้แพ้มักจะไปด้วยกัน 

ถ้าผู้ชนะไหลไปกับอารมณ์ตลาดเสมอๆ คนลงทุนในหุ้นคงรวยกันเกือบทุกคนไปแล้ว ถ้ามีเซียนหรือใครก็ตาม มาบอกว่าหุ้นนี้ดีนะอย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อในทีแรก เปิดใจรับฟังเสมอให้ใช้ระบบของเราเข้าไปจับหุ้นก่อนถ้าขัดแย้งกับระบบของเรา หรือทำให้เราเสียวินัยก็หลีกเลี่ยงซะ

เสียดายดีกว่าเสียใจนะ

ความทุกข์จะมาก็ตอนที่ซื้อแล้วราคาลงนี่แหละ ไม่ใช่ซื้อหุ้นตามคนอื่นไม่ได้ แต่ให้ซื้อไอเดียด้วย ลอกหุ้นได้ปลา แต่บางทีก็เป็นปลาเน่า

ลอกไอเดียได้คันเบ็ดไว้จับปลาไม่รู้จบ และอย่าลืม เราไม่กำไรจากหุ้นตัวที่เขาบอกก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังยึดวินัยและระบบของเราเมื่อถึงที่สุดของการลงทุน ความสุขความทุกข์จะหายไปเหลือแค่การทำตามวินัยในระบบของตัวเอง

ซื้อด้วยเหตุผลไหน ก็ขายด้วยเหตุผลนั้น เว้นแต่มีเหตุผลใหม่ที่ดีกว่าเหตุผลเดิม


[คำแนะนำข้อที่5] ตั้งคำถามให้ตัวเองตอบบ่อยๆ

เกี่ยวข้องกับความสุขในการลงทุนได้อย่างไรกัน? ในการลงทุน ทุกข์ส่วนนึงเกิดจากการไม่รู้ บางครั้งถามคนอื่น เราก็ไม่แน่ใจว่าคำตอบจะเชื่อได้แค่ไหน การที่เราจะมีความมั่นใจในการลงทุน เราต้องมั่นใจในข้อมูล


หากข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่วางใจได้ เห็นข้อมูลกับตาตัวเอง ย่อมดีกว่ามีคนอื่นบอกผ่านมาอีกทีนึง การจะหาคำตอบ สิ่งมีค่าที่ได้นอกเหนือจากคำตอบ คือ กระบวนการหรือวิธีการที่จะหาคำตอบ ลองปรับเปลี่ยนการถาม แล้วชีวิตการลงทุนจะเปลี่ยน ตัวอย่างคำถามแบบเดิมๆ

  • ตอนนี้หุ้นตัวไหนน่าซื้อ
  • หุ้น A เป็นไง
  • หุ้น B เป้าเท่าไร
  • หุ้น C จะลงต่ออีกไหม
  • หุ้น D ซื้อตอนนี้ทันไหม
  • หุ้น E กับ F ซื้อตัวไหนดี
  • หุ้น G ลงทุนระยะยาวดีไหม
  • หุ้น H ถัวเพิ่มหรือคัทลอสดี
  • หุ้น I ถือต่อแล้วจะขึ้นไหม
  • หุ้น J กำไรดี ทำไมไม่ขึ้น
  • หุ้น K ลงแรง มีอะไรที่เราไม่รู้
  • หุ้น L ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้ไหม
  • หุ้น M น่าจะเทินอะราวไหม

ถ้าจะไล่ถึง Z ก็คงได้อยู่ แต่พอดีกว่าที่มีคำถามแบบนี้เพราะเราไม่มีระบบหรือไม่มีวินัย หรือขาดทั้งระบบและขาดทั้งวินัย ถ้าไม่อินกับข้อมูลจริงๆ เมื่อหุ้นที่เราซื้อลงจะเห็นแต่วิกฤตเกิดความทุกข์ จะซื้อเพิ่มก็กลัวลงต่อ จะคัทลอสก็กลัวเด้งไม่เห็นโอกาสที่จะได้ซื้อเพิ่มในราคาที่ถูกลง

แต่ถ้าเราอินกับข้อมูล ก็จะมีความสุขในการซื้อเพิ่มส่วนถ้าไม่มีเงินซื้อเพิ่มก็อาจจะทุกข์อีกแบบคงต้องบริหารเงินลงทุนให้ดีๆด้วย

มีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

แน่นอน การจะก้าวข้ามอะไรบางอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายลองนึกภาพตัวเองขี่จักรยานหรือว่ายน้ำครั้งแรกก็ได้คำตอบของคำถามA-Zเหล่านี้ ไม่ได้ยากเกินไปนักหากเราตั้งใจจะเอาดีกับการลงทุนหุ้นอย่างจริงจัง

ไม่มีใครเกิดมาแล้วเก่งทันทีมีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

##แชร์ปสก.แนวทางการเล่นหุ้น จากห้อง BASIC1

☉คุณมาโนช

แนวทางของผมต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล6% และกำไรจากราคาปรับขึ้น6% รวม12%ต่อปีก็เพียงพอแล้ว
จึงต้องเลือกหุ้นพื้นฐานดีเพราะ ความเสี่ยงจะต่ำและเลือกแต่ละ ธุรกิจไม่เกิน2ตัว เมื่อได้หุ้นเป้า หมายแล้วก็จะรอจังหวะการเข้า
ตอนหุ้นย่อลง และถ้ามีหุ้นตัวใหนติดลบเนื่องจากผลประกอบการมีแนวโน้มแย่ลงก็จะรีบคัท โดยไม่ต้องรอให้ติดลบเยอะๆ

แต่ถ้าหุ้นติดลบจากสภาพตลาด  โดยรวมจะยังไม่คัทต้องใจเย็นรอเดี๋ยวมันก็กลับมา อยากให้สมาชิกในกลุ่มไลน์นี้ลองเอาแนวทางนี้ไปใช้จะได้สำเร็จไป พร้อมกันครับ

☉คุณgolf melody ผมขอลองแชร์ สิ่งที่ผมใช้ เผื่อเป็นไอเดียนะครับ

1. ผมบริหารพอร์ทโดย – หุ้น 80% , เงินสด 20%
***ยกเว้นกรณี เจอตัวที่มีจังหวะจริงๆ ก็อาจจะถือเงินสดน้อยลงกว่านี้ แต่ปกติจะรักษาไว้แบบนี้ครับ เพื่อเก็บเงินสดไว้ตอนโอกาสมา หรือมีตัวที่อยากซื้อแต่ราคายังไม่น่าซื้อ

2. ผมมีเป้าหมายชัดเจน 20% ต่อปี คือ ในการถือหุ้นในพอร์ท สมมติ ถือ 8 ตัว เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ
– หุ้นทุกตัวถือในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ 10% –> 8 ตัว –> 80%
– เงินสดอีก 20%

*** แต่การที่ผมถือเงินสด ก็จะมีข้อเสียคือ ถ้าผมอยากได้ 20% ผมต้องใช้หุ้น 80% ที่ถืออยู่ ทำผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ 0.2/0.8 = 25% ถึงจะทำให้พอร์ทโดยรวม + มาที่ 20%

แต่ข้อดีคือ ถ้ามีหุ้น 1 ตัว (ถืออยู่ 10%) ขาดทุนที่ 50% จะส่งผลต่อพอร์ทโดยรวมขาดทุนเพียง = 0.1*0.5 = 5%

*** แต่ก็ไม่ใช่ว่าถือหุ้นหลายตัวมากไปจะดีนะครับ เพราะถึงจะช่วยให้ภาพรวมการขาดทุนลดลง แต่ก็ต้องสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยให้มากขึ้น ถึงจะทำให้บรรลุเป้าหมาย และความเสี่ยงอาจสูงขึ้น ถ้าดูแลไม่ถูกหรือไม่เหมาะสม

3. ในการซื้อหุ้น ส่วนใหญ่จะ หา FV รอไว้ + ใส่ %mos เข้าไป เพื่อหาจุดที่น่าซื้อ ไว้ในใจก่อน แล้วก็ค่อยหาจังหวะเข้าที่ดีๆ บางครั้งก็ใช้ ข้อมูลทางเทคนิคซื้อบ้าง แต่ต้องมี จุด stop loss ที่ชัดเจน

4. ผมจะขยับจุด lock กำไรใหม่ทุกครั้ง(ที่ราคาวิ่งเกินเป้าหรือมาใกล้ๆเป้า) เพือรักษากำไรที่ได้ (ถึงบางครั้งอาจจะมีขายหมูไปบ้าง แต่ผมจะแบ่งขายเป็นไม้ๆ ไป เพื่อลดหมู แต่บางทีไม้แรก ดันเป็นจุดสูงสุด ก็มี แต่พอใจก็พอแล้ว)

***จุด stop loss หรือ จุด lock กำไรใหม่ ขึ้นอยู่กับ ผมซื้ิอด้วยอะไร ก็จะใช้สิ่งนั้นกำหนด

*** แต่ถ้าตลาดไม่ชัดเจน บางครั้งก็มีลดสัดส่วนหุ้นลงนะครับ และจะถือเน้นๆตัวที่ปันผลดีๆไว้ก่อน 6%+

*** ลองตั้งเป้าหมายดูครับ แล้วลองเขียนมันขึ้นมาดูก่อนก็ได้ ว่าสิ่งที่เราพอใจคืออะไร และเราจะบริหารมันยังไง เพราะอย่างถ้าผมต้องการ 6% ต่อปี ผมก็เน้นปันผลก็พอ แต่ถ้าผมต้องการ 15% หรือ 20% มันก็จะมีเรื่องเก็งกำไรมาด้วย (ก็ต้องซื้อให้ได้ในราคาที่ปลอดภัยไว้ก่อน)

☉ คุณjoe jesada

ผมลงทุนมา1ปีครึ่ง ขวบปีแรก รู้สึกถึงความสะเปะสะปะมาก แต่อ่านหนังสือพวกออมในหุ้นมาเลยไปลงใน หุ้นปันผล เลยไม่เจ็บตัวครับ เพราะปันผล4-5%บวกแคปเกนพอร์ทรวมอีก5-6%ก็บวกประมาน 10% ครับ

แต่มาครึ่งปีหลังเริ้มจับทางถูก คำนวนราคาด้วยวิธี dvm แล้วรู้สึกว่าค่อนข้างแม่น เดือนพฤศจิกายนไปช้อนหุ้นเด็ดเพิ่มกับจารย์นุ้ย เริ่มมองแบบกล้าถือมากขึ้น เมื่อปลายปีถือว่าชนะตลาดมากพอสมควร หุ้นชุดใหม่ ถือจากปลายปีข้ามมาต้นปีก็ทำกำไรได้8%ละ

แต่ทั้งหมดนี้ ผมใช้เวลากับการศึกษาหุ้น วันละ 3-5 ชม. ทั้งดูยูทูปรายการต่างๆ money talk ,business model,business super coash, oppday
ย่อนหลัง ,หุ้น5up ,สดจากset แล้วก็อ่านข่าว อ่านงบ คำนวนๆๆๆๆ

สรุปแล้วคือต้องทุ่มเทครับ

ลับสุดยอด 5 ความเสี่ยง กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์

ลับสุดยอด 5 ความเสี่ยง กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์

ภาวะปัจจุบัน ดอกเบี้ยจากการฝากธนาคารลดต่ำลงรวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนลดต่ำลงเช่นเดียวกัน
นักลงทุนจึงพยายามหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมอื่นๆ
ซึ่งต้องใช้ทักษะและประสบการณ์รวมถึงการติดตามสถานการณ์ต่างๆรอบด้าน (เพิ่มเติม…)

หุ้น KBANK งบกำไรขาดทุน Q1/57-Q1/59 ข้อสังเกตุที่สำคัญ

หุ้น KBANK งบกำไรขาดทุน Q1/57-Q1/59 ข้อสังเกตุที่สำคัญ

KBANK งบกำไรขาดทุน Q1/57-Q1/59 แม้ว่าจะตามคาดของนักวิเคราะห์ แต่ก็มีข้อสังเกตุ
– รายได้จากประกันภัยเพิ่มขึ้น (+)
– ตั้งสำรองฯเพิ่มขึ้น (-)

หุ้น Kbank Q1/59

หุ้น TMB งบกำไรขาดทุน Q1/57 – Q1/59 เกินคาด? ตามคาด? ผิดคาด?

หุ้น TMB งบกำไรขาดทุน Q1/57 – Q1/59 เกินคาด? ตามคาด? ผิดคาด?

หุ้น TMB งบกำไรขาดทุน Q1/57 – Q1/59 งบ Q1/59 มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจอะไรบ้าง
เกินคาด? ตามคาด? ผิดคาด?

TMB งบ Q1/59

หุ้น TISCO งบกำไรขาดทุน Q1/57 ถึง Q1/59 ซื้อตอนนี้ได้ปันผลกี่%

หุ้น TISCO งบกำไรขาดทุน Q1/57 ถึง Q1/59 ซื้อตอนนี้ได้ปันผลกี่%

TISCO งบกำไรขาดทุน Q1/57 ถึง Q1/59  ซื้อตอนนี้ได้ปันผลกี่%
ซื้อราคาไหนหวังส่วนต่าง มาดูกัน

หุ้น disco งบ Q1-59

PYLON vs SEAFCO เลือกตัวไหนดี

PYLON vs SEAFCO เลือกตัวไหนดี

PYLON VS SEAFCO (***ขอให้ผู้อ่านรับผิดชอบตัวเอง ถ้านำข้อมูลนี้ไปใช้ลงทุน***)

 

หลังจากมีคำถามเข้ามากว่า หุ้นเสาเข็มเลือกตัวไหนดีระหว่าง PYLON กับ SEAFCO
จึงเปรียบเทียบหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ ให้ดูด้านล่าง ปกติจะดูทีละตัว แต่ครั้งนี้ดูและเปรียบเทียบเป็นข้อๆไปเลย
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ จะเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนไม่น้อย
ในภาวะที่จะเกิดโครงการลงทุนของภาครัฐซึ่งส่งผลให้เกิดโครงการใหญ่ๆตามมา
หุ้นกลุ่มแรกที่เป็นแนวหน้าในสายตานักลงทุนจะเป็นกลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ เช่น ITD CK STEC
หุ้นกลุ่มถัดมาจึงเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์เช่นกัน โดยเฉพาะงานเสาเข็มที่เป็นฐานรากของโครงการต่างๆ
นั่นคือ PYLON กับ SEAFCO ที่จะเปรียบเทียบกันในแง่มุมต่างๆ

ก่อนจะเข้าสูการเปรียบเทียบต้องบอกว่าตลาดงานเสาเข็มเป็น ตลาดผู้ขายน้อยราย
สินค้าสามารถทดแทนกันได้ ราคาขายจะใกล้เคียงกัน
สิ่งสำคัญ คือ การแข่งขันกับตัวเองในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มกำไร
ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดีก็อาจต้องแย่งลูกค้า เกิดการแข่งขันราคากัน

ลักษณะงานของทั้ง 2 บริษัทจะมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
งานเสาเข็มเจาะ งานกำแพงกันดิน งานปรับปรุงคุณภาพดิน
รายละเอียดขอไม่กล่าวถึงตรงนี้ ถ้าสนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากแบบ 56-1 ของ PYLON หรือ SEAFCO

การรับงานจะต้องทำการประมูล ซึ่งลักษณะงานจะมี 2 ประเภท
รับเหมาค่าแรงและวัตถุดิบ กับ รับเหมาค่าแรงอย่างเดียว
ซึ่งทั้ง 2 บริษัทไม่ได้มีนโยบายที่จะเก็งกำไรจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ

ถ้ารับเหมาค่าแรงและวัตถุดิบก็จะสั่งวัตถุดิบทีเดียวและสะท้อนไปที่ราคารับเหมาแต่แรก
ซึ่งลักษณะงานแต่ละงานมีระยะเวลาที่สั้น 3-5 เดือน ความผันผวนของราคาวัตถุดิบจึงส่งผลไม่มาก

สำหรับวัตถุดิบหลักในงานประกอบด้วย คอนกรีต เหล็กเส้น น้ำมันดีเซล เบนโทไนท์ โพลิเมอร์

[เปรียบเทียบ 1] : กำลังผลิต

ในด้านกำลังผลิต ดูจำนวนเครื่องจักรของทั้ง 2 บริษัท เปรียบเทียบคร่าวๆ

จะเห็นชัดเจนว่ากำลังผลิตของ SEAFCO มากกว่า PYLON
งานเสาะเข็ม SEAFCO ย่อมรับงานได้มากกว่ากัน 2 เท่า
งานก่อสร้างกำแพง D-Wall ทาง SEAFCO ย่อมเหนือกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด
ในแง่กำลังผลิต SEAFCO ได้เปรียบ PYLON

[เปรียบเทียบ 2] : ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ผู้ถือหุ้นใหญ่ล่าสุด เดือนมีนาคม 2559

จะเห็นว่า PYLON มีผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนที่สูงกว่า SEAFCO
แสดงว่า PYLON เจ้าของเดิมยังหวงความเป็นเจ้าของอยู่ค่อนข้างมาก
ขณะที่ SEAFCO มีการถือหุ้นของนักลงทุนรายย่อยที่ 62.39% สูงกว่า PYLON ที่ 38.55%
ทำให้ PYLON ได้เปรียบในการตัดสินใจต่างๆในการดำเนินธุรกิจ
ในแง่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ PYLON ได้เปรียบ SEAFCO

[เปรียบเทียบ 3] : อัตราส่วน D/E

อัตราส่วน D/E เป็นการแสดงถึงสัดส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
ถ้า D/E > 2 ถือว่า หนี้สินสูง
ถ้า D/E ระหว่าง 1 ถึง 2 ถือว่าหนี้สินค่อนข้างสูง
ถ้า D/E ระหว่าง 0.5 ถึง 1 ถือว่าหนี้สินค่อนข้างต่ำ
ถ้า D/E < 0.5 ถือว่า หนี้สินต่ำ
การที่หนี้สินต่ำจะมีประโยชน์ในหลายทาง เช่น
ต้นทุนทางการเงินจะน้อย หรือ การลงทุนใหม่ๆในอนาคตจะสามารถกู้เงินได้ง่าย

สิ้นปี58 D/E ratio ของ PYLON = 0.28 SEAFCO = 0.83
PYLON หนี้สินต่ำทีเดียว ขณะที่ SEAFCO หนี้สินไม่สูงมาก
ในแง่หนี้สินถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO

[เปรียบเทียบ 4] : ต้นทุนทางการเงิน

ต้นทุนทางการเงินเป็นอีกแง่นึงถัดจากหนี้สิน
แต่การเปรียบเทียบต้องเทียบกับขนาดของบริษัทนั้นๆ
จึงนำมาเทียบกับรายได้ของแต่ละบริษัทเป็นอัตราส่วนอีกที

จะเห็นว่าต้นทุนทางการเงินเทียบกับรายได้ของทั้ง 2 บริษัทต่ำทีเดียว
ถ้าเทียบกันแล้ว PYLON = 0.19% SEAFCO = 0.82%
ในแง่ต้นทุนทางการเงินถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO

[เปรียบเทียบ 5] : สภาพคล่อง Current ratio

การวัดสภาพคล่องของแต่ละบริษัทจะดูที่ Current ratio
โดยคำนวณจาก Current ratio = ทรัพย์สินหมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน
ทรัพย์สินหมุนเวียน คือ ทรัพย์สินที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี
หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้สินที่ต้องชำระภายใน 1 ปี
ถ้า Current ratio > 2 ถือว่า สภาพคล่องสูง
ถ้า Current ratio ระหว่าง 1 กับ 2 ถือว่า สภาพคล่องปานกลาง
ถ้า Current ratio < 1 ถือว่า สภาพคล่องต่ำ

Current ratio ของทั้ง 2 บริษัท มากกว่า 1 ทั้งคู่ ถือว่า ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง
ถ้าเทียบกันแล้ว PYLON = 3.64 SEAFCO = 1.43
ถ้าลงดูรายละเอียดของทรัพย์สินหมุนเวียน

จะเห็นว่า เงินสดและเงินลงทุนชั่วคราว ที่เป็นสามารถใช้ได้ทันที
PYLON = 542 ล้านบาท SEAFCO = 177 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือของทรัพย์สินหมุนเวียนจะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องไปเก็บเงินอีกทีนึง จึงยังไม่สามารถใช้ได้ทันที
ในแง่สภาพคล่องถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO

[เปรียบเทียบ 6] : วงจรเงินสด

ในธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าใครที่มีวงจรเงินสดสั้นกว่าย่อมได้เปรียบคู่แข่ง
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันกับพบสิ่งที่แตกต่างกัน ดังนี้

PYLON ระยะเวลาเก็บหนี้ 35 วัน สั้นกว่า ระยะเวลาชำระหนี้ 53 วัน
SEAFCO ระยะเวลาเก็บหนี้ 120 วัน ยาวกว่า ระยะเวลาชำระหนี้ 95 วัน
ในขณะที่ระยะเวลาขายสินค้าอยู่ที่ 20 วัน ไม่แตกต่างกันมาก
จึงทำให้วงจรเงินสดของ PYLON = 35 + 18 – 53 = 0 วัน SEAFCO = 120 + 20 – 95 = 45 วัน
ในแง่วงจรเงินสดถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO

[เปรียบเทียบ 7] : อัตรากำไร

อัตรากำไรเป็นสิ่งที่แสดงว่ามีการบริหารจัดการต้นทุนรวมถึงค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกิดกำไร
ลักษณะงานมี 2 แบบหลักๆ คือ แรงงาน+ค่าวัตถุดิบ กับ แรงงานอย่างเดียว
โดยที่ แรงงาน+ค่าวัตถุดิบ จะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่า แรงงานอย่างเดียว
เพราะวัตถุดิบจะเกิดกำไรไม่มาก เนื่องจากแต่ละโครงการสั้นและบริษัทไม่เก็งกำไรจากราคาวัตถุดิบ
อัตราส่วนของลักษณะงาน ดังนี้

จะสังเกตว่า PYLON มีสัดส่วนของ แรงงาน+ค่าวัตถุดิบ สูงกว่า SEAFCO ทั้งปี57และ58
อัตรากำไรขั้นต้นของ PYLON จึงน่าจะต่ำกว่า SEAFCO แต่ผลที่ได้เป็นดังนี้

จะเห็นว่า อัตรากำไรขั้นต้นของ PYLON เพิ่มขึ้นและสูงกว่า SEAFCO
แม้ว่าลักษณะงานของ PYLON จะมีสัดส่วน แรงงาน+ค่าวัตถุดิบ มากกว่า SEAFCO
ซึ่งน่าจะให้ค่าอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่า
และนำมาซึ่งอัตรากำไรสุทธิที่ PYLON สูงกว่า SEAFCO ตามภาพด้านล่าง

ถ้าดูการบริหารค่าใช้จ่ายต่างๆหลังกำไรขั้นต้นกันบ้าง

สังเกตว่าใกล้เคียงกันประมาณ 8%–9% ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา
ในแง่ค่าใช้จ่ายต่างๆโดยรวมๆถือว่า ทัดเทียมกัน

โดยรวมในแง่อัตรากำไรถือว่า PYLON ได้เปรียบกว่า SEAFCO จากจุดชี้ขาดที่อัตรากำไรขั้นต้น

จากนี้ลองดูความถูกแพงเทียบกับราคาหุ้นบ้าง

[เปรียบเทียบ 8] : แนวโน้มกำไรและ P/E

แนวโน้มปี59 ในมุมมองของผู้บริหารทั้ง PYLON และ SEAFCO
ยังอยู่ภายใต้ที่ทรงตัวและมีมุมมองบวกต่อการลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลังของปี59
แต่อย่างไรก็ตามผู้บริหารยังคาดการณ์ผลประกอบการปี59ใกล้เคียงปี58
เช่นนั้น การเปรียบเทียบค่า P/E จึงอยู่บนสมมติฐานอนุรักษ์นิยมตามผู้บริหาร
แม้ว่านักวิเคราะห์สถาบันต่างๆจะให้คาดการณ์กำไรเพิ่ม 10%-15% ก็ตาม
จากราคาปิดวันที่ 12 เมษายน 59 PYLON = 10.40 SEAFCO = 8.90
สมมติให้ EPS ปี59 เท่ากับ ปี58 PYLON = 0.54 SEAFCO = 0.50
ค่า P/E จึงเป็นดังนี้

จะเห็นว่า ค่า P/E ของ PYLON สูงกว่า SEAFCO ภายใต้สมมติฐานผลประกอบการอนุรักษ์นิยม
จึงมองว่า ค่า P/E ของ SEAFCO น่าสนใจกว่า PYLON

[เปรียบเทียบ 9] : P/BV

ลองเปรียบเทียบราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าทางบัญชีกันดูบ้าง

จะเห็นว่า ค่า P/BV ของ PYLON สูงกว่า SEAFCO ภายใต้ธุรกิจแบบเดียวกัน
จึงมองว่า ค่า P/BV ของ SEAFCO น่าสนใจกว่า PYLON

[เปรียบเทียบ 10] : อัตราปันผล

บนสมมติฐานผลประกอบการปี59เท่าปี58 และอัตราจ่ายปันผลเท่าเดิม
จะได้อัตราปันผล ดังนี้

จะเห็นว่า Yield (%) ของ PYLON สูงกว่า SEAFCO อย่างมีนัยสำคัญ

ดูสรุปทั้ง 10 หัวข้อที่ทำการเปรียบเทียบได้ผลดังนี้

ถ้าให้เลือกตัวนึงตอนนี้ เลือก PYLON

รวยด้วย หุ้นปันผลสูง 2015

รวยด้วย หุ้นปันผลสูง 2015

ทางเลือกการลงทุนในภาวะดอกเบี้ยขาลง กับ หุ้นปันผลสูง 2015 บทความโดยคุณ Khanti นักเรียนอบรมช้อนหุ้นเด็ด รุ่น20

วันที่ 11 มี.ค. 2558 กนง.มีมติให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 2.00% เหลือ 1.75% ทำให้ มีความเสี่ยงที่ธนาคารจะลดอัตราดอกเบี้ยลง เป็นผลพวงให้การฝากเงินกับธนาคารได้ผลตอบแทนต่ำลงด้วย ซึ่งมีคำถามว่าจะลงทุนอะไรดีที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและ มีทางเลือกอะไรบ้างนอกจากฝากธนาคาร

(เพิ่มเติม…)