รู้ทันประกัน ออม เงิน ลดหย่อน หรือ ซื้อเพราะใจอ่อน

รู้ทันประกัน ออม เงิน ลดหย่อน หรือ ซื้อเพราะใจอ่อน

“Smart financial plan for Salaryman Ep.5″

” การทำประกันให้รู้ทันตัวแทนและคุ้มค่าในการออมสำหรับมนุษย์เงินเดือนแถมได้เงินคืน ควรทำยังไง ผมมีคำตอบที่ง่ายๆครับ”

(เพิ่มเติม…)

ออม เงิน ให้ตายก็ไม่รวย ถ้าลืมทำสิ่งนี้ EP4.2

ออม เงิน ให้ตายก็ไม่รวย ถ้าลืมทำสิ่งนี้ EP4.2

“Smart financial plan for Salaryman Ep.4.2″

“การเข้าใจการประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง และยังทำให้ลงทุนแบบสบายใจ “

จากการที่เราเริ่มต้นประเมินความเสี่ยงในแบบทดสอบ คำถามในแต่ละข้อมีนัยยะในการประเมินว่าเรามีการทำความรู้จักในอุปนิสัยของตัวเราอย่างไร เพื่อวางแผนการลงทุนให้เหมาะกับ lifestyle จากบทความที่แล้ว หยิบคำถามมาแกะนัยยะสำคัญในการถาม และ เรามาคุ้ยความหมายเชิงลึกกันต่อนะครับ

(เพิ่มเติม…)

ก่อน 35 ออม เงิน ให้หนัก หลัง 60 เก็บเกี่ยวความมั่งคั่ง EP4.1

ก่อน 35 ออม เงิน ให้หนัก หลัง 60 เก็บเกี่ยวความมั่งคั่ง EP4.1

“Smart financial plan for Salaryman Ep.4.1″

“ช่วง 35 – 49 ปี เป็น period ที่น่าจะเหมาะสมในการลงทุนในหุ้น เพราะเป็นช่วงที่เริ่มมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ กำลังสร้างฐานะ และที่สำคัญมีเวลาที่นานพอจะสร้างความมั่งคั่ง ผมถือว่าช่วงชีวิตในช่วงนี้ถือเป็น prime period “

ลดความเสี่ยงเพื่อรักษาเงินต้น พร้อมประเมินความเสี่ยงที่เรารับได้ ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ที่นี่มีคำตอบ

(เพิ่มเติม…)

การประเมินความเสี่ยง เงิน ออม ก่อนลุยหุ้น EP3

การประเมินความเสี่ยง เงิน ออม ก่อนลุยหุ้น EP3

“Smart financial plan for Salaryman Ep.3″

“นำกระแสเงินสด (เงิน ออม) ที่เป็นบวกเพิ่มขึ้น มาลดความเสี่ยงในการเสียเงินต้นสำหรับการลงทุน”

หลังจากเรารู้แนวคิดเพื่อเพิ่มกระแสเงินสดที่เป็นบวก กับคาถาที่ผมให้ไว้ใน smart financial plan ep.2 ไปแล้ว เราในฐานะมนุษย์เงินเดือน คงต้องมามองว่าความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้น มีอะไรได้บ้าง และมาดูวิธีป้องกันความเสี่ยง เรียกว่า มานั่งวางแผนทำให้เงินต้นงอกเงย เพราะฉะนั้น เราต้องมั่นใจก่อนว่าเราป้องกันความเสี่ยงไว้ให้มากที่สุด  (เพิ่มเติม…)

เงิน ออม สร้างได้ ให้ไวเป็นล้าน EP2

เงิน ออม สร้างได้ ให้ไวเป็นล้าน EP2

“Smart financial plan for Salaryman Ep.2″

“มาลองสำรวจ สภาพคล่องของเราว่าเป็นอย่างไร

มองดูว่าเรามีความถนัด หรือ มีความชอบในด้านไหน”

 

หลังจากผ่าน  Episode 1 มาแล้ว มีใครยังไม่ได้เขียนเป้าหมายตัวเอง ยกมือสารภาพมาซะดีๆ เอ้ารีบกลับไปเขียนเป้าหมายกันก่อนในเรื่อง  มนุษย์เงินเดือน เงิน ออม สู่เส้นทางนักลงทุน EP1   ใน Episode 2 นี้ เราจะเริ่มสำรวจความสามารถในการหากระแสเงินสดของเราโดยเริ่มต้นผมจะอธิบายคำว่ากระแสเงินสดในความหมายของผมก่อน

คำว่า กระแสเงินสด คือ เงินสด เงินฝากในบัญชี หรือสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดง่ายๆ เช่นมีทอง สามารถเข้าโรงรับจำนำ เปลี่ยนเป็นเงินสดทันที หรือ รถยนต์ปลอดภาระหนี้ สามารถจำนำทะเบียนได้ ผมก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องนะครับ และคำอธิายง่ายๆ ของกระแสเงินสดสำหรับมนุษย์เงินเดือนคือการประเมินรายรับ กับรายจ่าย แล้วนำมาหักลบกัน ตามสูตรดังนี้ครับ

รายรับ – รายจ่าย = กระแสเงินสด ( บวก , ลบ )

ผมอยากยกตัวอย่างคนระดับพนักงานโรงงานอยู่หอพักติดโรงงาน ทานข้าวกลางวันในโรงงานเงินเดือน 20,000 บาท มีรายจ่ายต่อเดือน 10,000 บาท ( ค่าหอพัก 2,000 บาท อาหารวันละ 200 บาท คชจ อื่นๆ 2,000 บาท)  อ่านรายละเอียดจำลองค่าใช้จ่าย 5 ปีต้องมีเงินล้าน ในฐานเงินเดือนที่ต่างกันที่นี่ 

 จากสูตร รายรับ 20,000บาท – รายจ่าย 10,000 บาท =  กระแสเงินสดบวก 10,000 บาท

กับอีกตัวอย่างหนึ่ง ผู้จัดการชั้นต้น อยู่คอนโดในเมืองมีภาระค่าผ่อนบ้าน ขับรถคันที่ยังต้องผ่อน และทานอาหารในห้างได้รับเงินเดือน 60,000 บาท มีรายจ่ายรายเดือน 55,000 บาท (ค่าผ่อนคอนโด 10,000 บาท ค่าผ่อนรถ 12,000 บาท ค่านำ้มัน 3,000บาท ค่าอาหาร วันละ 500 บาท คชจ อื่นๆ 5,000 บาท )

 จากสูตร รายรับ 60,000บาท – รายจ่าย 55,000 บาท = กระแสเงินสดเป็นบวกที่ 5,000 บาท

จากตัวอย่างที่ผมยกมาเพียงแค่อยากให้เห็นถึงความสำคัญของการเริ่มต้นรู้จักการแยกแยะระหว่างคำว่า รายได้เยอะ กับกระแสเงินสดที่เป็นบวกเยอะ ว่ามันต่างกันครับ ( อ่านรายละเอียดจำลองค่าใช้จ่าย 5 ปีต้องมีเงินล้าน ในฐานเงินเดือนที่ต่างกันที่นี่ )  เพราะผมเพียงอยากชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเดือนไม่ได้มาก ก็มีสิทธ์ที่จะมี financial freedom ได้เช่นกัน และเป้าหมายของแต่ละบุคคลนั้นมันเป็นปัจเจกบุคคล ที่ต้องไปจัดการกันเอง ผมจึงอยากให้เราเริ่มต้นวางแผน เปลี่ยน mind set  คำนึงถึงกระแสเงินสด มากกว่าการใช้รายรับเป็นตัวกำหนด

และขั้นต่อมา เราต้องทราบก่อนว่าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีกระแสเงินสดที่เป็นลบ หรือบวกเพราะขั้นแรก

ถ้าเรามีกระแสเงินสดเป็นลบ คงต้อง ปรับให้เป็นบวกก่อน จะได้มีเงินเหลือไปทำตามเป้าหมายของเรา และเชื่อผมเถอะครับ ยิ่งคุณมีกระแสเงินสดที่เป็นบวกมากเท่าไร คุณยิ่งมีโอกาสในการมี financial freedom ได้เร็วเท่านั้น ต่อมาผมจะมาวิเคราะห์ แนวทางของการดูกระแสเงินสดเพื่อทำให้บวกมากขึ้นต้องทำอย่างไร

โอกาสที่กระแสเงินสดเป็นบวก ทำได้ง่ายๆ 2 ทางคือ
1. เพื่มรายได้
2. ลดรายจ่าย

เพียงแต่คุณต้องทราบก่อนว่าเงื่อนไขในชีวิตที่เป็นค่าใช้จ่ายของคุณนั้น ลองใช้คำถามง่ายๆ ถามตัวคุณเองว่า

” ค่าใช้จ่ายนี้ จำเป็นมั้ย ถ้าไม่ใช้จ่ายออกไปจะทำให้อยู่ไม่ได้ ใช่มั้ย”  (ออมก่อนใช้ทีหลัง “ทำไม่ได้จริง” ลองอ่านดูว่าจริงมั้ย ?)

ผมใช้คำถามง่ายๆนี้ เพิ่มเติมขึ้นมาในการใช้จ่ายของผม และคุณเชื่อมั้ยว่ามันทำให้ กระแสเงินสดในชีวิตผมเพิ่มขึ้นอย่างน้อย เกือบ 50 % ผมจึงอยากให้เอาคำถามนี้มาเป็นคาถา ประจำใจ จำไว้ว่าการยึดติดในการมีสิ่งของเพื่อให้คนยอมรับนั้น มันไม่เคยช่วยให้เราดีขึ้น มีแต่ทำให้เจ้าของสินค้ารวยขึ้น แต่สำหรับเราจึงควรใช้คำถามนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น

เวลาเราซื้อกาแฟสตาบัค แก้วละ 140 บาท
กาแฟอเมซอน แก้วละ 60 บาท
กาแฟ7-11 all cafe แก้วละ 35 บาท
กาแฟโบราณ แก้วละ 20 บาท

ตัวอย่างเปรียบเทียบแบบนี้ จะส่งผลถึงกระแสเงินสดเราอย่างไร ผมคิดว่าเราสามารถ design financial plan ของเราได้อย่างดีนะครับ ถ้าวันนี้การทำให้กระแสเงินสดเป็นบวกเพิ่มขึ้นจะทำได้ยากถ้าจะเพิ่มรายรับ ก็มาลองสังเกตุและใช้คาถาที่ผมแนะนำไป จะได้ลดในส่วนรายจ่ายลง

เชื่อผมเถอะครับ ชีวิตเราไม่ได้จำเป็นอะไรขนาดนั้นหรอกครับ และระดับความเสี่ยงสูงสุดในทุกๆสิ่ง คือ การไม่รู้ และความเสี่ยงตำ่สุดเมื่อเราเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุดครับ พบกับผมต่อไปใน Smart Financial Plan Episode 3

มนุษย์เงินเดือน สตาร์ท เงิน ออม พร้อมลุยหุ้น EP1

มนุษย์เงินเดือน สตาร์ท เงิน ออม พร้อมลุยหุ้น EP1

“Smart financial plan for Salaryman Ep.1 “

“เงิน ออม มนุษย์เงินเดือน ควรเริ่มวางแผนจากสิ่งที่เราต้องการก่อน”

” เราอยากเลิกทำงานตอนอายุ 50  ”
” เราอยากลงทุนได้เงินปันผลเดือนละ 50,000 บาท ”
” เราอยากเกษียณอายุที่ 60 ปี เหลือเงิน 50 ล้าน ”
” เราอยากมีอพาร์ทเม้นต์ให้เช่า มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน ”
” ทำยังไงจะได้ freedom ทางการเงิน ”

จะเห็นได้ว่าจุดเริ่มต้นของความต้องการ หรือเรียกง่ายๆว่า ฝันของเรา จะเล็กจะใหญ่ ไม่เป็นไร ให้ลองฝันดู แล้วเขียนออกมา ผมยังเชื่อในพลังของการสร้างจุดมุ่งหมาย และหลายๆครั้ง การเริ่มต้นทำ สำหรับตัวผมเองเริ่มต้นที่การหาจุดมุ่งหมายก่อนเสมอ เสร็จแล้ววิธีการจะตามมาเพื่อตอบสนองจุดมุ่งหมายของเรา

ผมอยากยกตัวอย่างจุดมุ่งหมายของใครหลายคน เช่นต้องการเกษียณตัวเองที่อายุ 50 ปี มีเงินใช้เดือนละ 40,000 บาท ต่อจากนั้น จนอายุ 80 ปี คำนวณโดยไม่นับเงินเฟ้อ ต้องมีเงิน ณ เวลานั้น 14.4 ล้านบาท ( จำไว้ว่าจุดมุ่งหมาย ยิ่งกำหนดละเอียด เรายิ่งสามารถทำสิ่งที่เราคาดหวังให้ใกล้ความจริงนะครับ)

หรือ อีกตัวอย่างนึง คือ อยากมีหุ้นที่ให้เงินปันผล เพื่อให้มีเงินใช้ เดือนละ 40,000 บาทไปตลอดชีวิต ถ้ากำหนดผลตอบแทนทั่วๆไปของรายได้ก็คือ ปกติบริษัทที่เราไปลงทุนจะจ่ายเงินปันผล ปีละกี่ครั้ง ขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายของแต่ละบริษัท เอาเป็นว่า ยกตัวอย่างว่าเราอยากได้ เงินปันผลต่อปีคือ 40,000 x 12 = 480,000 บาท ต่อปี ถ้าเราลงทุนใน

ต้องมี  เงิน ออม เท่าไหร่

บริษัทที่จ่ายเงินปันผลปีละ 4% เราต้องมี เงิน ออม ไปซื้อหุ้นตัวนี้ที่ 12 ล้านบาท
บริษัทที่จ่ายเงินปันผลปีละ 5% เราต้องมี เงิน ออม ไปซื้อหุ้นตัวนี้ที่ 9.6 ล้านบาท
บริษัทที่จ่ายเงินปันผลปีละ 6% เราต้องมี เงิน ออม ไปซื้อหุ้นตัวนี้ที่ 8  ล้านบาท
บริษัทที่จ่ายเงินปันผลปีละ 8% เราต้องมี เงิน ออม ไปซื้อหุ้นตัวนี้ที่ 6 ล้านบาท
บริษัทที่จ่ายเงินปันผลปีละ 10% เราต้องมี เงิน ออม ไปซื้อหุ้นตัวนี้ที่ 4.8 ล้านบาท

จากข้อมูลขั้นต้นเราสามารถจะคาดประเมินแนวทางการลงทุนเพื่อให้ทราบถึงจำนวนเงินต้นที่มีความจำเป็นในใช้สร้างความฝันตามจุดมุ่งหมายของเรานะครับ เห็นมั้ยครับว่าการตั้งเป้าหมายที่ต่างกันทำให้เราใช้เงินต้นที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แบบแรกใช้เงินถึง 14.4 ล้าน และหยุดตอนอายุ 50 ปี แต่แบบหลัง ถ้าคุณมีระบบการตั้งเป้าหมายแบบนี้ และระบบคุณทำงานได้สมำ่เสมอทุกๆปี แปลว่าคุณสามารถหยุดทำงานได้ทันที ที่ระบบนี้ ทำงานได้ตามเป้าหมาย

และจากตารางด้านบน ผมเชื่อว่าเรามีแนวทางที่จะทำให้เราพอทราบถึงจุดมุ่งหมายของเรา ก่อนแล้วค่อยๆติดตามว่า ผมจะให้แนวทางง่ายๆสำหรับทุกท่านในการนำทางคุณเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แบบเสี่ยงตำ่ จนถึงเสี่ยงสูง ตามระดับความรู้ของแต่ละคน

เชื่อผมเถอะครับ ระดับความเสี่ยงสูงสุดในทุกๆสิ่ง คือ การไม่รู้ และความเสี่ยงตำ่สุดเมื่อเราเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุดครับ พบกับผมต่อไปใน smart financial plan episode 2