ขึ้นเงินเดือนเอง ไม่ต้องง้อเจ้านาย ลงทุนแบบนี้ก็ได้

ขึ้นเงินเดือนเอง ไม่ต้องง้อเจ้านาย ลงทุนแบบนี้ก็ได้

ผมเชื่อว่า มือใหม่หลายคนที่กำลังเข้าตลาด คงคาดหวังถึงชีวิตการลงทุนที่สะดวกสบาย มีเงินมีทองใช้ได้อย่างไม่จำกัด คุณคิดไม่ผิดครับ เรื่องนั้นเป็นไปได้จริงแต่ ต้องอาศัยวินัย การฝึกฝน และ ประสบการณ์ หนังสือเล่มไหน บทความอะไร ก็ช่วยคุณประสพความสำเร็จไม่ได้ สิ่งเดียวที่ต้องมีคือ “ความพยายาม”

มีหลายคนเฝ้าแต่ถามว่า ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะลงทุนได้ แค่เริ่มต้นถามก็ผิดแล้ว เพราะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แค่100 บาท ก็สามารถลงทุนได้ “คำถามที่ดี ใช้เป็นคีย์ไขสู่ความสำเร็จ”

สิ่งที่คุณควรจะตั้งคำถามแรกก่อนข้าตลาดคือ ในวันที่เราไม่ได้ทำงาน ต้องใช้เงินจำนวนกี่บาท ต่อเดือน ในการใช้ชีวิต บางคน 5,000 ต่อเดือน บางคนก็ว่า 30,000 บาทต่อเดือน หรือบางคนอาจจะต้องการ 100,000 บาทต่อเดือน เพราะการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบเที่ยว บางคนชอบกิน บางคนชอบจ่ายให้กับ “ความสะดวกสะบายในชีวิต”

ตัวเลขจำนวนเงินต่อเดือนจึงเป็นเป้าหมาย เพื่อยืนยันความต้องการของตัวเอง เส้นทางการลงทุนของท่านจะปรากฏชัดขึ้นทันที ลองไปทำ Workshop เพื่อหาตัวเองก่อนที่  รวยหุ้น ด้วย 10 วิธีที่มือใหม่ก็ทำได้ Part 1 / Part 2 เพื่อสร้างเส้นทางการลงทุนให้กับตัวเอง

รูปแบบเงินเดือน

ในระหว่างที่ผมทำงานเกี่ยวด้านทรัพยกรบุคคล มีโอกาสทำเรื่องฐานเงินเดือน ระบบวัดผลการปฏิบัติงาน และ ด้านอื่นๆอีกมาก ในส่วนงาน ราชการก็ดี รัฐวิสาหกิจก็ดี หรือ ภาคเอกชนเองก็ดี มีระบบการจัดสรรเงินเดือน เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งที่แตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะอ้างอิงไปที่ ผลการปฏิบัติงาน

ผลการปฏิบัติงานผูกกับค่า KPI และ Competency ซึ่งมีองค์ประกอบอีกมาก ถ้าดวงจู๋ พูดไม่เก่ง เจ้านายไม่รัก ลืมเรื่องเงินเดือน โบนัส ไปได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น บางองค์กรมีลักษณะของจำนวนเงินที่จำกัดจึงใช้ระบบโควต้ามาครอบอีกทีในสไตล์บ้านเรา

 

จำลองผลการลงทุนที่ 5% 10% 15% 20%

Screen Shot 2017-06-14 at 11.55.37 AM

ผลตอบแทนที่ 5%-10% เป็นช่วงที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น ถึงแม้การลงทุนจะมีความเสี่ยงแต่ก็คงไม่มากไปกว่าความพยายามของทุกท่านจริงมั้ยล่ะครับ

 

Screen Shot 2017-06-14 at 11.55.47 AM

 

ผมเป็นคนที่เรียนไม่สูง เวลาสมัครงานมักจะโดนปฏิเสธ หรือ ได้เงินเดือนน้อยกว่าปกติ หลังจากทำงานไปแล้ว ผมมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ทำอย่างไรถึงจะขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้ แค่งานพิเศษธรรมดาทั่วไป คงไม่พอที่จะทำให้ชีวิตหลังเกษียณสบายได้ จึงเริ่มศึกษาและเข้าสู่โลกของการลงทุนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากภาพจำลองเหตุการณ์ ลงทุนปีละ 12000 บาท ทุกๆ สิ้นปี (เดือนละ 1,000 บาท)  ผลตอบแทนสูงสุดที่ 20% ภายใน 5 ปีสามารถถือเงินแสนได้สบายๆ จะเห็นว่า หากลงทุนอย่างสม่ำเสมอก็สามารถขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้แล้วจากทางฝั่งด้านการลงทุน

สมมุติตัวเลข 1 ล้านบาทปันผลที่ 7%

ในกรณีที่เราสามารถลงทุนเพิ่มขึ้นได้ จนวันหนึ่งมีเงินต้นประมาณ 1 ล้านบาท (ล้านบาทแรก ทำงานประจำกินเงินเดือน ก็ทำได้ ขอให้พยายาม) เงินปันผล 7% ของ 1 ล้านบาท เท่ากับ 70,000 บาทต่อปี คิดเป็นรายได้เดือนละ 5,833 บาท

ถ้าคุณมีเงินเดือน 15,000 ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 20,833 บาทต่อเดือน
ถ้าคุณมีเงินเดือน 20,000 ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 25,833 บาทต่อเดือน
ถ้าคุณมีเงินเดือน 30,000 ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 35,833 บาทต่อเดือน

ในระหว่างการลงทุน ถ้าหากคุณเพิ่มจำนวนเงินลงทุนไปเรื่อยๆ หรือ สามารถสร้างประสบการณ์ สร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น คุณก็เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้ไม่ต้องใคร

อย่ามาถามผมว่า แล้วจะหาเงิน 1 ล้านบาทแรกได้อย่างไร ถ้าคุณ ยังตั้งคำถามแบบนี้ ก็ปิดเกมได้เลย แต่ถ้าคิดใหม่ถามใหม่  บอกมาว่าคุณทำอะไรได้ และ จะทำอย่างไร ด้วยอะไร ที่ไหนเมื่อไหร่ เงาเศรษฐีก็ตามติดตัวคุณแล้ว

ลงมือซื้อไปเลย

หลังจากสร้างเส้นทางการลงทุนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือเทรดจริงไปเลย ตามตัวอักษร ที่ผมอยากแนะนำวันนี้เลยก็คือ Poems Play เป็นโปรแกรมจำลองการซื้อขายหุ้น เหมือนจริง เลิกตั้งคำถาม Just Do it NOW!! การลงมือทำ ด้วยตัวเอง คิดว่า ถูกบ้าง เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีกแล้ว

Poems Play

ดาวน์โหลดใช้งานได้ทั้ง Android และ iOS คลิกเพื่อดูวิธีการดาวน์โหลดได้ที่นี่ https://goo.gl/mvzxV8   ( ช่วงเดือนมิถุนายนนี้อยู่ระหว่างการแข่งขันยังไม่สมัครสมาชิกได้ ) หลังจากดาวน์โหลดมาแล้วสมัครสมาชิกง่ายมาก

วิธีการ สมัครสมาชิกและการซื้อขาย เบื้องต้น

วิธีการซื้อขายและเมนูที่แนะนำ

 

กล้ายืนยันได้เลยว่าการอ่านการฟังเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น แต่การลงมือทำด้วยตัวเอง อย่างสม่ำเสมอ สร้างการเปลี่ยนแปลง ในชีวิต ได้มากมาย ท่าน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตัวเองครับ โหลดเลย Poems Play

ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น และเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าสำหรับคนที่ลงทุนมาสักระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน แถมยังมีความกังวลต่างๆเกิดขึ้นในใจมากมาย

 “ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุด แต่มีสิ่งที่เหมาะกับตัวเราเองมากที่สุด ในเส้นทางการลงทุน” 

ปัจจุบันหากมองเรื่องอัตราผลตอบแทนจากเงินฝาก ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอดีตมากเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนในยุคปัจจุบันหันไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และกองทุนรวมกันมากขึ้น คำถามสุดฮิต ระหว่างกองทุนหรือหุ้นแบบไหนดีกว่ากัน ผมมีข้อสรุปในเบื้องต้นให้ก่อนว่า ไม่มีอะไรดีกว่ากันแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราแน่นอน

เมื่อเราพูดถึงกองทุน ภาพที่เห็นคือการลงทุนที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย โดยยึดเอาหลักการที่ว่า กองทุนย่อมมีนโยบายลงทุนที่ชัดเจนและเป็นไปตามที่เราต้องการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สามารถจัดตั้งกองทุนได้หลายกอง เพราะแต่ละกองมีนโยบายในการลงทุนที่แตกต่างกัน บ้านเรามีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเยอะมาก ปัจจุบันมีกองทุน มากกว่า 1400 กองทุน (อ้างอิงจาก สมาคมบริษัทจัดการลงทุน )

การที่จะหากองที่ดีที่สุดอาจเป็นเรื่องยากเพราะการดูผลตอบแทนในอดีต ถึง ปัจจุบันไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเท่าไหร่นักแต่การหากองทุน ที่มีนโยบายในการลงทุนเหมาะกับภาพในอนาคตของเราจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด   เพื่อนๆ สามารถดู แนวและวิธีการเลือกกองทุน ได้ที่ Krungsri GURU    มีผู้เขียนที่มากประสบการณ์หลายท่านได้แนะนำลำดับวิธีการไว้ให้อย่างละเอียดแล้ว

ข้อได้เปรียบ กองทุนรวม
  1. มีนโยบายที่ชัดเจนและทำตามนโยบายนั้นนั้นที่เราต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  2. มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้และความเข้าใจในตลาดเงินและตลาดการลงทุนเป็นอย่างดีคอยติดตามและวิเคราะห์เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยลงทุน
  3. กองทุนรวมประเภท LTF RMF ทุกบาทที่ซื้อกองทุนได้กำไรทันทีจากสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักในการลงทุนที่ชัดที่สุดแล้ว
  4. สามารถลงทุนออมทุกเดือนได้ด้วยเงินต่ำสุดเพียง 500 บาทเท่านั้น เปรียบเสมือนได้เป็นเจ้าของกิจการมูลค่าหลาย 100,000 ล้านบาทโดยใช้เงินทุนเพียง 500 บาทเท่านั้น
ข้อเสียเปรียบ กองทุนรวม
  1. หากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมีนโยบายในการจ่ายปันผล กองทุนจะจ่ายเงินปันผลจากสินทรัพย์ของกองทุน ซึ่งหากจ่ายปันผลมากกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นของกองทุน จะทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนลดลงด้วยเช่นกัน
  2. กองทุนจัดเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองโดยจะมีอัตราการเรียกเก็บไม่เท่ากัน
  3. กองทุนที่จ่ายปันผล เงินปันผลนั้นไม่สามารถนำมาเครดิตเงินปันผล แต่จะทำได้เฉพาะขอคืนภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่ายจำนวน 10% เท่านั้น (เฉพาะกรณีที่คาดว่าจะได้คืน)
  4. การสั่งซื้อ หรือ ขาย สามารถทำได้ทันที แต่ผลลัพธ์ที่เกิดจากคำสั่งนั้นจะเสร็จสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่กองทุนเป็นผู้กำหนด

ส่วนการลงทุนในหุ้นรายตัวนั้น หลายคนมักเข้าตลาดหุ้นมาด้วยไอเดียที่ว่า ขอแค่ชนะเงินฝากเงินเฟ้อก็พอ แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริงความโลภมักทำให้ ทัศนคติและวิธีคิดทุกอย่างเปลี่ยนไป อยากได้โดยไม่กลัวเสีย จากที่มีแนวคิดง่ายๆกลายเป็นคนที่ลงทุนไร้ระบบอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นถ้าหากท่านลงทุนในหุ้นรายตัว ต้องมีแนวทางในการลงทุนที่ชัดเจนและทำตามแนวทางนั้นจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่ต้องการยกตัวอย่างเช่น

  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตไปตลอด 10 ปีข้างหน้าและมีเงินปันผล จ่ายตลอดต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผล 6% ขึ้นไปมีผลการดำเนินงานที่ดีไม่จำเป็นต้องมีกำไรที่เติบโตมากขอให้บริษัทนั้นมีหนี้สินต่ำและ สามารถจ่ายปันผลในระดับที่ใกล้เคียงเดิมต่อเนื่อง
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทอันดับหนึ่งของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างขั้นต้นซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างกับการที่เราเอาเงินไปให้กองทุนบริหารจัดการเพราะเราก็ต้องมีนโยบายหรือเป้าหมายในการลงทุนที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน

ข้อได้เปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. การลงทุนในหุ้นรายตัวเมื่อได้ปันผลเงินปันผลจะถูกจ่ายจากกำไรจริง เมื่อราคาหุ้นปรับลงในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD เวลาผ่านไปพื้นฐานกำไรบริษัทไม่เปลี่ยนแปลงราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับขึ้นมาเพื่อสะท้อนความคาดหวังเงินปันผลในรอบถัดไป
  2. มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในกองทุนแต่ต้องอาศัย ประสบการณ์ ความรู้  และ ความมั่นใจที่มากด้วยเช่นกัน
  3. สามารถเอาเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทที่เสียภาษีโดยปกติ  มาคำนวณกับรายได้เพื่อขอเครดิตเงินปันผลคืนได้อีกต่อหนึ่ง
  4. สามารถสับเปลี่ยนหุ้นได้ทันทีที่ต้องการในช่วงเวลาที่ตลาดมีการเปิดให้ซื้อขาย
ข้อเสียเปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. หากต้องการลงทุนในบริษัทใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากจะไม่สามารถทำได้ต้องพึ่งพาโปรแกรมออมหุ้นของบางบริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดให้บริการ
  2. ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเหมือน LTF RMF ได้
  3. จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้สร้างประสบการณ์เพื่อให้เกิดความมั่นใจ อาจต้องใช้เวลา 1ปี 2ปี 3ปี 10ปี หรือ ทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจเลยก็เป็นไปได้
  4. ต้องมีเวลาให้กับการติดตามผลประกอบการของบริษัทและเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุดซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ได้มาอาจทำให้เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจและตัดสินใจผิดพลาดเอาได้เช่นกัน

 

ผมขอเปรียบเทียบการลงทุนใน กองทุนรวม ก็ไม่ต่างกับการที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปิดที่มีระเบียบข้อบังคับชัดเจนและท่านต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่การลงทุนในหุ้นรายตัวเหมือนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดจะเรียนกี่ปี จะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียน ก็ตามแต่ใจ สุดท้ายไปวัดกันที่คะแนนปลายภาค ถ้าสอบตกก็ลงซ่อม หน่วยกิตไม่ถึงก็ลงใหม่ เสียเวลา เสียเงินเสียทอง ถ้าสอบผ่านนอกจากจะได้ไปต่อแล้ว ยังได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ฉะนั้นคนที่จะเลือกแบบหลังจึงต้องมีความรับผิดชอบ และวินัยสูงกว่าคนปกติทั่วไป

ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายท่านคงได้ข้อสรุปแล้วล่ะว่าอยากเรียนในมหาวิทยาลัยปิดหรือต้องการหาประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยเปิด ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับท่านอยู่แน่นอน

 

 

คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

เนื่องจากมีสมาชิกท่านหนึ่งในห้อง Line ของ online basic1 บอกว่า ลงทุนหุ้นแล้วมีความเครียดกังวล คิดว่า เกิดจากพื้นความรู้ ใจร้อน รอไม่เป็น ผมจึงพยายามเรียบเรียงความคิดของผม ให้อ่านกันดูบ้าง

มาจากทั้งที่ผมคุยกับอ.นุ้ย และอ่านหนังสือต่างๆ ดูแนวคิดกูรูหลายท่านๆสิ่งแรกที่คนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นต้องการ คือ กำไร

แต่อีกปัจจัยนึงที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ความสุข

กำไร vs ความสุข

[คำแนะนำข้อที่1] ทำใจเผชิญหน้ากับอารมณ์ภายในตนเองให้ได้ ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ขาดความสมดุลและขาดความพอดี สามารถสร้างความทุกข์ให้กับทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ขายหมู ตกรถ ติดดอย เป็นเรื่องปกติ

ถ้าท่านจัดการรับมือกับอารมณ์ภายในไม่ได้ ตลอดชีวิตการลงทุนก็จะอยู่กับความทุกข์ คงไม่คุ้มแน่นอนกับกำไรที่ได้มา บางคนบอกว่าถ้าพอร์ตโตๆ ความสุขก็มาเอง

ไม่ใช่เสมอไปหรอก ลองนึกว่าท่านเป็น VI พอร์ทพันล้าน วันที่หุ้นค้าปลีกลงจาก 50 บาท เหลือ 40 บาท ใน1-2วัน จากข่าวธรรมาภิบาลของผู้บริหาร

เงินท่านหายไปในอากาศหลายร้อยล้าน

ถ้าท่านเป็น VI ท่านนั้น ท่านจะรู้สึกอย่างไร? ลองตอบตัวเองดู

แล้วท่านรับมือความรู้สึกแบบนั้นไหวไหม หลายครั้งที่เราลงทุนแล้วไม่ได้ขายที่ราคาสูงสุด พอคิดเป็นเงินที่หายไปในอากาศ จะเกิดคำว่า เสียดาย ทั้งที่กำไรแล้วแท้ๆ ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ดี กรณีของเราอาจเป็นหลักพันหลักหมื่นหลักแสนหลักล้าน แล้ววันที่ท่านมีพอร์ทพันล้าน จะทุกข์กว่าเดิมกี่เท่า

ความสุขอยู่แห่งหนใดหนอ?

[คำแนะนำข้อที่2] ต้องมีเป้าหมายและรู้จักคำว่า พอ คำว่า พอ เป็นคำที่ต้องผ่านและต้องมี


หากต้องการความสุขในการลงทุนอย่างแท้จริงเป้าหมายในการลงทุนของท่านคืออะไรกันแน่ หากท่านไม่มีเป้าหมาย คำว่า พอ จะไม่มีวันเกิดเลยแล้วความสุขก็มีแต่ห่างไกลท่านออกไปทุกทีๆๆ

หรือท่านกำลังหาในสิ่งที่ตลาดหุ้นไม่มีให้ท่านอยู่รึเปล่า เป้าหมายแบบง่ายๆ เช่น กี่%ต่อปีที่ท่านต้องการ เป้าหมายเป็นแบบปัจเจกตามแต่ละคน

ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหรือไม่ต้องลอกกันก็ได้

  • บางคนเป้าหมาย >20%
  • บางคนต้องการดีกว่าฝากธนาคารที่ดอกเบี้ยต่ำ
  • บางคนอยากได้ปันผลสัก 5-7%ต่อปี
  • หรือจะลงทุน DCA เพื่ออนาคต 5-10 ปีข้างหน้า

จริงใจและซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากที่สุด

เป้าหมายจะเป็นตัวแบ่งลักษณะหุ้นที่ลงทุน และความเสี่ยงในการลงทุน เมื่อลงทุนแล้วก็อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เก่งกว่าตัวเองเมื่อวาน ทำได้ทุกวันก็พอละ แล้วจะทำไงให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ?


[คำแนะนำข้อที่3] มีระบบการลงทุนของตัวเอง

โชคอาจทำให้เกิดกำไรเป็นครั้งคราว ระบบจะทำให้เกิดกำไรยั่งยืนในระยะยาว จากสถิตินักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้าตลาดมาปีละแสนราย

ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม จะมีผู้แพ้ที่ขาดทุนและออกจากตลาดไปถึง2ใน3 ใน2ปีแรก และจะเหลือเพียง1ใน3 ที่จะก้าวต่อไปในปีที่3จนเป็นผู้ชนะในอนาคต

อะไรเป็นความแตกต่างของผู้แพ้กับผู้ชนะในตลาดหุ้น 
คำตอบ คือ ระบบการลงทุน

ระบบ คืออะไร ทำไมสร้างความแตกต่างให้ผู้ชนะกับผู้แพ้

ระบบการลงทุนจะถูกออกแบบโดยผู้ลงทุนเอง ซึ่งจะมาจากเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน ไม่ต้องสร้างเองก็ได้ ศึกษาจากคนอื่นแล้วมาต่อยอดอีกที

ปรับแก้เอาที่ตัวเองสบายใจ เพื่อความสุขในการลงทุน พูดคำว่า ระบบ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องซ้บซ้อนมาก ๅจะทำให้การลงทุนยากรึเปล่านะ บางระบบก็เรียบง่าย

เช่น

  • MACD ตัดขึ้น ซื้อ ตัดลง ขาย
  • MOS >20% ซื้อ MOS <0% ขาย
  • DCA ซื้อทุกวันที่5 ของทุกเดือน

มีระบบจะเป็นผู้ชนะระยะยาว ไม่ใช่เพราะระบบดีตั้งแต่แรก แต่การมีระบบจะทำให้เกิดการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีระบบไหนที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น

เมื่อลงทุนตามระบบผิดพลาด เราจะหาจุดอ่อนของระบบ จะเกิดการพัฒนาตามมาทุกครั้ง ระบบแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

Win rate กับ Return rate จะสูงขึ้นเรื่อยๆ การไม่มีระบบลงทุน จะผ่านไปกี่ปีก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนก็ย่ำอยู่กับที่ โชคดีไม่ได้อยู่กับเราตลอดไประบบจะทำให้เราลดเรื่องอารมณ์ลงไปได้

มีจุดซื้อจุดขายที่ชัดเจน

เพื่อที่จะให้การลงทุนอยู่ในเกมของเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีหลายระบบ แต่ต้องมีระบบที่เป็นท่าไม้ตายหรือท่าถนัดอย่างน้อย1ท่า ถ้านึกไม่ออก ลองให้ปู่บัฟเฟตต์ลงทุนโดยใช้สายเทคนิค หรือถ้าปู่แกลงทุนโดยไม่คำนึงถึง MOS

ท่านว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?


[คำแนะนำข้อที่4]  มีวินัยในการลงทุนอย่างเคร่งครัด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ นอกจากจะมีการวางแผนที่ดีแล้ว การทำตามแผนที่วางไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

เช่น การขายเมื่อถึงจุดคัทลอสของสายเทคนิค การรอเพื่อให้มีMOSที่ต้องการถึงเข้าซื้อของสายพื้นฐาน

การ DCA ทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อออมหุ้นระยะยาว อย่าให้ความผิดพลาดในการลงทุนระยะสั้น เปลี่ยนเป็นกลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวแบบจำยอม อย่าให้อารมณ์ตลาดอยู่เหนือวินัยของตัวเองไปได้ เพราะระยะยาวอารมณ์ตลาดกับผู้แพ้มักจะไปด้วยกัน 

ถ้าผู้ชนะไหลไปกับอารมณ์ตลาดเสมอๆ คนลงทุนในหุ้นคงรวยกันเกือบทุกคนไปแล้ว ถ้ามีเซียนหรือใครก็ตาม มาบอกว่าหุ้นนี้ดีนะอย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อในทีแรก เปิดใจรับฟังเสมอให้ใช้ระบบของเราเข้าไปจับหุ้นก่อนถ้าขัดแย้งกับระบบของเรา หรือทำให้เราเสียวินัยก็หลีกเลี่ยงซะ

เสียดายดีกว่าเสียใจนะ

ความทุกข์จะมาก็ตอนที่ซื้อแล้วราคาลงนี่แหละ ไม่ใช่ซื้อหุ้นตามคนอื่นไม่ได้ แต่ให้ซื้อไอเดียด้วย ลอกหุ้นได้ปลา แต่บางทีก็เป็นปลาเน่า

ลอกไอเดียได้คันเบ็ดไว้จับปลาไม่รู้จบ และอย่าลืม เราไม่กำไรจากหุ้นตัวที่เขาบอกก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังยึดวินัยและระบบของเราเมื่อถึงที่สุดของการลงทุน ความสุขความทุกข์จะหายไปเหลือแค่การทำตามวินัยในระบบของตัวเอง

ซื้อด้วยเหตุผลไหน ก็ขายด้วยเหตุผลนั้น เว้นแต่มีเหตุผลใหม่ที่ดีกว่าเหตุผลเดิม


[คำแนะนำข้อที่5] ตั้งคำถามให้ตัวเองตอบบ่อยๆ

เกี่ยวข้องกับความสุขในการลงทุนได้อย่างไรกัน? ในการลงทุน ทุกข์ส่วนนึงเกิดจากการไม่รู้ บางครั้งถามคนอื่น เราก็ไม่แน่ใจว่าคำตอบจะเชื่อได้แค่ไหน การที่เราจะมีความมั่นใจในการลงทุน เราต้องมั่นใจในข้อมูล


หากข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่วางใจได้ เห็นข้อมูลกับตาตัวเอง ย่อมดีกว่ามีคนอื่นบอกผ่านมาอีกทีนึง การจะหาคำตอบ สิ่งมีค่าที่ได้นอกเหนือจากคำตอบ คือ กระบวนการหรือวิธีการที่จะหาคำตอบ ลองปรับเปลี่ยนการถาม แล้วชีวิตการลงทุนจะเปลี่ยน ตัวอย่างคำถามแบบเดิมๆ

  • ตอนนี้หุ้นตัวไหนน่าซื้อ
  • หุ้น A เป็นไง
  • หุ้น B เป้าเท่าไร
  • หุ้น C จะลงต่ออีกไหม
  • หุ้น D ซื้อตอนนี้ทันไหม
  • หุ้น E กับ F ซื้อตัวไหนดี
  • หุ้น G ลงทุนระยะยาวดีไหม
  • หุ้น H ถัวเพิ่มหรือคัทลอสดี
  • หุ้น I ถือต่อแล้วจะขึ้นไหม
  • หุ้น J กำไรดี ทำไมไม่ขึ้น
  • หุ้น K ลงแรง มีอะไรที่เราไม่รู้
  • หุ้น L ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้ไหม
  • หุ้น M น่าจะเทินอะราวไหม

ถ้าจะไล่ถึง Z ก็คงได้อยู่ แต่พอดีกว่าที่มีคำถามแบบนี้เพราะเราไม่มีระบบหรือไม่มีวินัย หรือขาดทั้งระบบและขาดทั้งวินัย ถ้าไม่อินกับข้อมูลจริงๆ เมื่อหุ้นที่เราซื้อลงจะเห็นแต่วิกฤตเกิดความทุกข์ จะซื้อเพิ่มก็กลัวลงต่อ จะคัทลอสก็กลัวเด้งไม่เห็นโอกาสที่จะได้ซื้อเพิ่มในราคาที่ถูกลง

แต่ถ้าเราอินกับข้อมูล ก็จะมีความสุขในการซื้อเพิ่มส่วนถ้าไม่มีเงินซื้อเพิ่มก็อาจจะทุกข์อีกแบบคงต้องบริหารเงินลงทุนให้ดีๆด้วย

มีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

แน่นอน การจะก้าวข้ามอะไรบางอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายลองนึกภาพตัวเองขี่จักรยานหรือว่ายน้ำครั้งแรกก็ได้คำตอบของคำถามA-Zเหล่านี้ ไม่ได้ยากเกินไปนักหากเราตั้งใจจะเอาดีกับการลงทุนหุ้นอย่างจริงจัง

ไม่มีใครเกิดมาแล้วเก่งทันทีมีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

##แชร์ปสก.แนวทางการเล่นหุ้น จากห้อง BASIC1

☉คุณมาโนช

แนวทางของผมต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล6% และกำไรจากราคาปรับขึ้น6% รวม12%ต่อปีก็เพียงพอแล้ว
จึงต้องเลือกหุ้นพื้นฐานดีเพราะ ความเสี่ยงจะต่ำและเลือกแต่ละ ธุรกิจไม่เกิน2ตัว เมื่อได้หุ้นเป้า หมายแล้วก็จะรอจังหวะการเข้า
ตอนหุ้นย่อลง และถ้ามีหุ้นตัวใหนติดลบเนื่องจากผลประกอบการมีแนวโน้มแย่ลงก็จะรีบคัท โดยไม่ต้องรอให้ติดลบเยอะๆ

แต่ถ้าหุ้นติดลบจากสภาพตลาด  โดยรวมจะยังไม่คัทต้องใจเย็นรอเดี๋ยวมันก็กลับมา อยากให้สมาชิกในกลุ่มไลน์นี้ลองเอาแนวทางนี้ไปใช้จะได้สำเร็จไป พร้อมกันครับ

☉คุณgolf melody ผมขอลองแชร์ สิ่งที่ผมใช้ เผื่อเป็นไอเดียนะครับ

1. ผมบริหารพอร์ทโดย – หุ้น 80% , เงินสด 20%
***ยกเว้นกรณี เจอตัวที่มีจังหวะจริงๆ ก็อาจจะถือเงินสดน้อยลงกว่านี้ แต่ปกติจะรักษาไว้แบบนี้ครับ เพื่อเก็บเงินสดไว้ตอนโอกาสมา หรือมีตัวที่อยากซื้อแต่ราคายังไม่น่าซื้อ

2. ผมมีเป้าหมายชัดเจน 20% ต่อปี คือ ในการถือหุ้นในพอร์ท สมมติ ถือ 8 ตัว เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ
– หุ้นทุกตัวถือในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ 10% –> 8 ตัว –> 80%
– เงินสดอีก 20%

*** แต่การที่ผมถือเงินสด ก็จะมีข้อเสียคือ ถ้าผมอยากได้ 20% ผมต้องใช้หุ้น 80% ที่ถืออยู่ ทำผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ 0.2/0.8 = 25% ถึงจะทำให้พอร์ทโดยรวม + มาที่ 20%

แต่ข้อดีคือ ถ้ามีหุ้น 1 ตัว (ถืออยู่ 10%) ขาดทุนที่ 50% จะส่งผลต่อพอร์ทโดยรวมขาดทุนเพียง = 0.1*0.5 = 5%

*** แต่ก็ไม่ใช่ว่าถือหุ้นหลายตัวมากไปจะดีนะครับ เพราะถึงจะช่วยให้ภาพรวมการขาดทุนลดลง แต่ก็ต้องสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยให้มากขึ้น ถึงจะทำให้บรรลุเป้าหมาย และความเสี่ยงอาจสูงขึ้น ถ้าดูแลไม่ถูกหรือไม่เหมาะสม

3. ในการซื้อหุ้น ส่วนใหญ่จะ หา FV รอไว้ + ใส่ %mos เข้าไป เพื่อหาจุดที่น่าซื้อ ไว้ในใจก่อน แล้วก็ค่อยหาจังหวะเข้าที่ดีๆ บางครั้งก็ใช้ ข้อมูลทางเทคนิคซื้อบ้าง แต่ต้องมี จุด stop loss ที่ชัดเจน

4. ผมจะขยับจุด lock กำไรใหม่ทุกครั้ง(ที่ราคาวิ่งเกินเป้าหรือมาใกล้ๆเป้า) เพือรักษากำไรที่ได้ (ถึงบางครั้งอาจจะมีขายหมูไปบ้าง แต่ผมจะแบ่งขายเป็นไม้ๆ ไป เพื่อลดหมู แต่บางทีไม้แรก ดันเป็นจุดสูงสุด ก็มี แต่พอใจก็พอแล้ว)

***จุด stop loss หรือ จุด lock กำไรใหม่ ขึ้นอยู่กับ ผมซื้ิอด้วยอะไร ก็จะใช้สิ่งนั้นกำหนด

*** แต่ถ้าตลาดไม่ชัดเจน บางครั้งก็มีลดสัดส่วนหุ้นลงนะครับ และจะถือเน้นๆตัวที่ปันผลดีๆไว้ก่อน 6%+

*** ลองตั้งเป้าหมายดูครับ แล้วลองเขียนมันขึ้นมาดูก่อนก็ได้ ว่าสิ่งที่เราพอใจคืออะไร และเราจะบริหารมันยังไง เพราะอย่างถ้าผมต้องการ 6% ต่อปี ผมก็เน้นปันผลก็พอ แต่ถ้าผมต้องการ 15% หรือ 20% มันก็จะมีเรื่องเก็งกำไรมาด้วย (ก็ต้องซื้อให้ได้ในราคาที่ปลอดภัยไว้ก่อน)

☉ คุณjoe jesada

ผมลงทุนมา1ปีครึ่ง ขวบปีแรก รู้สึกถึงความสะเปะสะปะมาก แต่อ่านหนังสือพวกออมในหุ้นมาเลยไปลงใน หุ้นปันผล เลยไม่เจ็บตัวครับ เพราะปันผล4-5%บวกแคปเกนพอร์ทรวมอีก5-6%ก็บวกประมาน 10% ครับ

แต่มาครึ่งปีหลังเริ้มจับทางถูก คำนวนราคาด้วยวิธี dvm แล้วรู้สึกว่าค่อนข้างแม่น เดือนพฤศจิกายนไปช้อนหุ้นเด็ดเพิ่มกับจารย์นุ้ย เริ่มมองแบบกล้าถือมากขึ้น เมื่อปลายปีถือว่าชนะตลาดมากพอสมควร หุ้นชุดใหม่ ถือจากปลายปีข้ามมาต้นปีก็ทำกำไรได้8%ละ

แต่ทั้งหมดนี้ ผมใช้เวลากับการศึกษาหุ้น วันละ 3-5 ชม. ทั้งดูยูทูปรายการต่างๆ money talk ,business model,business super coash, oppday
ย่อนหลัง ,หุ้น5up ,สดจากset แล้วก็อ่านข่าว อ่านงบ คำนวนๆๆๆๆ

สรุปแล้วคือต้องทุ่มเทครับ

DCA ปลอดภัย รู้แบบนี้ซื้อไปนานแล้ว

DCA ปลอดภัย รู้แบบนี้ซื้อไปนานแล้ว

ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ทีมงานหุ้นปันผล ทุ่มเทสุดกำลังบุกตลุยงบการเงินของทุกๆบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจบปี 2559 ว่ามีบริษัทใดบ้างที่น่าลงทุน เราได้ข้อสรุปว่า ภาคบริการยังทำผลการดำเนินงานได้อย่างดีเยี่ยม

ตัวอย่าง บริษัทในภาคการบริการ ที่มีผลการดำเนินดีต่อเนื่อง

หุ้นที่นำมาเป็นตัวอย่างทั้ง 3 ตัวนี้อยู่ในภาคบริการที่จัดว่ามีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากหันกลับไปมองราคาหุ้นย้อนหลังของ หุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ก็พบว่าเมื่อเทียบราคากับกำไรต่อหุ้นแล้วสูงเอาเรื่องเลยทีเดียว

HMPRO  หุ้นค้าปลีกชื่อดังรายนี้ในรอบ 9 เดือนของปี 2559 มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง  19.03%  แต่เมื่อย้อนไปดูในช่วงปี 2557 (A)  ถึงแม้จะปันผลเข้ามาเพียง 15:1 ราคากลับปรับตัวลงแรงจนถึงปลายปี 2558 (B)  ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาในช่วงต้นปี 2559   อาจมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ซื้อในช่วงที่ราคาต่ำสุดล่ะ ระหว่างปี 2558 ราคายืนให้ซื้ออยู่ตั้งนาน (คำถามนี้ต้องถาม ณ ตอนนั้นครับ ไม่ใช่​ ณ ตอนนี้ อารมณ์มันต่างกันเยอะ)

ทำอย่างไรถึงจะซื้อราคาต่ำสุดได้ ?

หากท่านเป็นนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมานานพอ จะทราบดีว่าราคาต่ำสุดไม่มีอยู่จริง เพราะหลังจากซื้อแล้ว ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้น ลงทันที หรือ นิ่งๆ ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก  ผมเชื่อว่าหากท่านได้ลงมือศึกษาอย่างจริงจัง สิ่งที่น่าจะมองออกได้อย่างชัดเจนมากกว่าราคาหุ้นที่ขึ้นลง คือ บริษัทนี้ทำกำไรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และ มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในอนาคต จากการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน เพิ่มหน่วยธุรกิจใหม่ๆ และ การลงทุนเพิ่มสาขาอย่างต่อเนื่อง  ฉะนั้นหากถามหาราคาต่ำสุด คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นล่ะมั้งครับที่ล่วงรู้

ในเรื่องความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เรื่องนี้จำเป็นต้องศึกษาเรื่องงบการเงิน และ แผนการลงทุนของบริษัทโดยละเอียดเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน จนเกิดความมั่นใจ ส่วนสุดท้ายที่เหลือแล้วจะซื้อราคาไหนดี ? เป็นคำถามสุดคลาสสิคของนักลงทุนหลายคน ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ หรือ มีประสบการณ์มาก แต่ขาดการฝึกฝนอย่างถูกวิธี พอซื้อผิดที่ผิดเวลาก็พาลให้ดอย และ เผลอคัททิ้งกันอยู่บ่อยครั้งพอเห็นเค้าดีก็ตามกันไป เหล่านี้เป็นเรื่องของจิตวิทยาการลงทุนทั้งสิ้น ถ้าไม่อยากพลาดอีกมาลองศึกษาวิธีการซื้อหุ้นทั้งสองแบบนี้กันครับ เชื่อเหลือเกินว่าจะทำให้ท่านได้พบกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยล่ะ

วิธีการซื้อหุ้น 2 วิธีใหญ่ๆ ที่ผมใช้อยู่เสมอ และ ได้ผลดีมากในทุกช่วงตลาดคือ 

  1. ซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (Valuation)
  2. ซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนด้วยวิธี DCA (dollar-cost averaging)
  3. แบบที่ 1 + แบบที่ 2

ทั้งสองวิธีนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกัน และ ในแต่ละวิธียังมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปแต่โดยสรุปสามารถอธิบายได้จากตารางดังนี้

วิธีแบบที่ 1 Valuation ได้ผลตอบแทนดีมาก และ สามารถรับรู้ผลตอบแทนได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องอาศัยทักษะที่ต้องฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เพราะหากคาดการณ์กำไร และ ความคาดหวังของตลาดผิดพลาด มีโอกาสดอยสูงเลยทีเดียว เพราะวิธีนี้ในช่วงที่ซื้อแล้วหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงหมายถึงโอกาสในการทำกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ใช่หมายถึงติดลบมากขึ้นฉะนั้นในเชิงของการคำนวณราคามูลค่าที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องมีความเชื่อมั่นต่อข้อมูลเป็นอันมาก และ ได้ทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายมากขนาดไหนถ้าข้อมูลที่ได้มานั้นผิด

วิธีที่ 2 แบบ ถัวเฉลี่ยต้นทุนด้วยวิธี DCA (dollar-cost averaging) ถึงแม้จะใช้เวลาที่ยาวมากในการสะสมหุ้น แต่ผลตอบแทนก็ถือว่าดีใช้ได้ ถ้าเทียบกับความเสี่ยงระดับต่ำ และ ไม่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์มาก วิธีการ DCA จึงถือเป็นวิธีการที่เข้าสู่สมดุลอย่างแท้จริง ภาระและหน้าที่เรื่องเดียวที่จำเป็นต้องทำคือการศึกษาในรายละเอียดของบริษัทให้ท่องแท้ ซึ่งถือว่าเป็นภาระอันน้อยนิดถ้าเทียบกับวิธีแรก และ ยังเหมาะสำหรับนักลงทุนที่กำลังเริ่มต้นด้วย ผมแนะนำลองเข้าไปดูที่ https://www.krungsri.com/bank/th/krungsri-guru/home.html ที่นี่เป็นเหมือนประตูบานแรกที่มีเคล็ดลับมากมายสามารถนำท่านไปสู่ความสำเร็จได้แน่นอน

จำลองการซื้อขายในช่วงเวลาที่ (A) (B) (C)

เปรียบเทียบระหว่าง วิธีที่ 1 และ วิธีที่ 2 โดยใช้ราคา (A) วันที่  27/08/2557 (B) วันที่ 18/02/2559 (C) วันที่ 21/11/2559 (ใช้ราคาที่ปรับเรื่องการไดรูทของหุ้นเรียบร้อยแล้ว)

จากตารางข้างต้นจะเห็นว่าผลตอบแทนที่ดีที่สุดของวิธีที่ 1 สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 50.77% แต่ถ้าซื้อผิดช่วงเวลาสามารถติดลบได้ถึง -28.41% ด้วยเหมือนกัน ผู้ที่ลงทุนในวิธีนี้เป็นหลักจึงต้องอาศัยความสามารถทางด้านการคิดวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งประสบการณ์เฉพาะด้านที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจนมีสภาพจิตใจที่มั่นคงพอจะเชื่อได้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกต้อง เพราะหากผิดทางแต่ยังเชื่อว่าถูกต้องแล้วล่ะก็ ฮึ ฮึ อาจส่งผลร้ายแรงต่อการลงทุนได้มากเลยทีเดียว

แต่ถ้าเทียบกับวิธีที่ 2 การ DCA ซื้อทุกเดือนตามช่วงเวลาที่แตกต่างกัน สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างดี ถึงแม้จะใช้เวลานานและผลตอบแทนไม่ได้มากเหมือนวิธีที่ 1 แต่เป็นการลงทุนที่สบายกว่ามาก ผมเชื่อว่าหลายท่านที่ได้อ่านบทความนี้น่าจะได้ประโยชน์ไปไม่มากก็น้อย

วิธีการลงทุน DCA มีเคล็ดลับอยู่เรื่องเดียวเลือกหุ้นให้ถูกตัวแค่นี้ก็ปลอดภัย และ ยังมีเงินเก็บรวยเกษียณได้สมใจกันแน่นอนครับ

ลับสุดยอด 5 ความเสี่ยง กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์

ลับสุดยอด 5 ความเสี่ยง กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์

ภาวะปัจจุบัน ดอกเบี้ยจากการฝากธนาคารลดต่ำลงรวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนลดต่ำลงเช่นเดียวกัน
นักลงทุนจึงพยายามหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมอื่นๆ
ซึ่งต้องใช้ทักษะและประสบการณ์รวมถึงการติดตามสถานการณ์ต่างๆรอบด้าน (เพิ่มเติม…)

รู้ทันประกัน ออม เงิน ลดหย่อน หรือ ซื้อเพราะใจอ่อน

รู้ทันประกัน ออม เงิน ลดหย่อน หรือ ซื้อเพราะใจอ่อน

“Smart financial plan for Salaryman Ep.5″

” การทำประกันให้รู้ทันตัวแทนและคุ้มค่าในการออมสำหรับมนุษย์เงินเดือนแถมได้เงินคืน ควรทำยังไง ผมมีคำตอบที่ง่ายๆครับ”

(เพิ่มเติม…)

ออม เงิน ให้ตายก็ไม่รวย ถ้าลืมทำสิ่งนี้ EP4.2

ออม เงิน ให้ตายก็ไม่รวย ถ้าลืมทำสิ่งนี้ EP4.2

“Smart financial plan for Salaryman Ep.4.2″

“การเข้าใจการประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง และยังทำให้ลงทุนแบบสบายใจ “

จากการที่เราเริ่มต้นประเมินความเสี่ยงในแบบทดสอบ คำถามในแต่ละข้อมีนัยยะในการประเมินว่าเรามีการทำความรู้จักในอุปนิสัยของตัวเราอย่างไร เพื่อวางแผนการลงทุนให้เหมาะกับ lifestyle จากบทความที่แล้ว หยิบคำถามมาแกะนัยยะสำคัญในการถาม และ เรามาคุ้ยความหมายเชิงลึกกันต่อนะครับ

(เพิ่มเติม…)

ก่อน 35 ออม เงิน ให้หนัก หลัง 60 เก็บเกี่ยวความมั่งคั่ง EP4.1

ก่อน 35 ออม เงิน ให้หนัก หลัง 60 เก็บเกี่ยวความมั่งคั่ง EP4.1

“Smart financial plan for Salaryman Ep.4.1″

“ช่วง 35 – 49 ปี เป็น period ที่น่าจะเหมาะสมในการลงทุนในหุ้น เพราะเป็นช่วงที่เริ่มมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ กำลังสร้างฐานะ และที่สำคัญมีเวลาที่นานพอจะสร้างความมั่งคั่ง ผมถือว่าช่วงชีวิตในช่วงนี้ถือเป็น prime period “

ลดความเสี่ยงเพื่อรักษาเงินต้น พร้อมประเมินความเสี่ยงที่เรารับได้ ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ที่นี่มีคำตอบ

(เพิ่มเติม…)

การประเมินความเสี่ยง เงิน ออม ก่อนลุยหุ้น EP3

การประเมินความเสี่ยง เงิน ออม ก่อนลุยหุ้น EP3

“Smart financial plan for Salaryman Ep.3″

“นำกระแสเงินสด (เงิน ออม) ที่เป็นบวกเพิ่มขึ้น มาลดความเสี่ยงในการเสียเงินต้นสำหรับการลงทุน”

หลังจากเรารู้แนวคิดเพื่อเพิ่มกระแสเงินสดที่เป็นบวก กับคาถาที่ผมให้ไว้ใน smart financial plan ep.2 ไปแล้ว เราในฐานะมนุษย์เงินเดือน คงต้องมามองว่าความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้น มีอะไรได้บ้าง และมาดูวิธีป้องกันความเสี่ยง เรียกว่า มานั่งวางแผนทำให้เงินต้นงอกเงย เพราะฉะนั้น เราต้องมั่นใจก่อนว่าเราป้องกันความเสี่ยงไว้ให้มากที่สุด  (เพิ่มเติม…)

Warning: file_exists(): open_basedir restriction in effect. File(/home/panphol/domains/panphol.com/public_html/wp-content/uploads/et_temp/Kbank-Q159-1024x654-243416_1080x675.jpg) is not within the allowed path(s): (/var/www/vhosts/panphol.com/:/tmp/) in /var/www/vhosts/panphol.com/httpdocs/wp-content/themes/Divi/epanel/custom_functions.php on line 1010 หุ้น KBANK งบกำไรขาดทุน Q1/57-Q1/59 ข้อสังเกตุที่สำคัญ

หุ้น KBANK งบกำไรขาดทุน Q1/57-Q1/59 ข้อสังเกตุที่สำคัญ

KBANK งบกำไรขาดทุน Q1/57-Q1/59 แม้ว่าจะตามคาดของนักวิเคราะห์ แต่ก็มีข้อสังเกตุ
– รายได้จากประกันภัยเพิ่มขึ้น (+)
– ตั้งสำรองฯเพิ่มขึ้น (-)

หุ้น Kbank Q1/59