Finansia HERO คำสั่งอัจฉริยะ  ลองด่วน!

Finansia HERO คำสั่งอัจฉริยะ ลองด่วน!

Finansia HERO : App เทรดหุ้นล้ำสมัยพร้อม 5 จุดเด่น

มีความเชื่อนึงในหมู่นักลงทุนที่ว่า “โบรกไหนก็เหมือนกัน” แต่นักลงทุนอีกส่วนนึงกลับเชื่อมั่นว่า “โบรกที่ดีต้องสร้างโอกาสที่เหนือกว่าให้นักลงทุน” แล้วมันจะดีแค่ไหนหากมีโบรกที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อนักลงทุน

วันนี้ทางทีมงานหุ้นปันผลขอแนะนำ App ใหม่  Finansia HERO ยอดมนุษย์นักวิเคราะห์หุ้น ที่โบรก Finansia Syrus พัฒนาร่วมกับ Kiwoom โบรกออนไลน์อันดับ1 ของประเทศเกาหลี โดย App HERO ในเกาหลีมีการพัฒนาต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี และมีการใช้งานสูงสุดในปัจจุบัน

Finansia HERO จึงเป็น App ที่มีนวัตกรรมล้ำสมัย และได้มีการปรับแต่งให้เข้ากับสภาพของตลาดหุ้นและนักลงทุนในไทย

ทีมงานหุ้นปันผลได้รวบรวม 5 จุดเด่นของ Finansia HERO ดังนี้

Screen Shot 2018-07-09 at 3.33.22 PM

1. ล้ำหน้ากว่า ด้วยคำสั่งอัจฉริยะ Conditional Order มากกว่า 10 แบบ

ที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยเงื่อนไขการส่งคำสั่งที่หลากหลาย ช่วยให้นักลงทุนไม่พลาดจังหวะการลงทุนนักลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา เหมือนมีผู้ช่วยคอยทำแทนเหมาะกับนักลงทุนที่ทำงานประจำหรือต้องการอิสระในการใช้เวลา
Screen Shot 2018-07-09 at 3.37.07 PM

 

2. เหนือกว่า ด้วยการแสดงต้นทุนของคนส่วนใหญ่เพื่อหาจังหวะทำกำไร

เจาะลึกข้อมูล รู้ต้นทุนเฉลี่ยของตลาด เพิ่มความได้เปรียบในการหาจุดซื้อจุดขายนักลงทุนที่รู้ต้นทุนเขา รู้ต้นทุนเรา จะสามารถกำหนดจุดซื้อขายอย่างมีแต้มต่อ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของผลตอบแทน

 

Screen Shot 2018-07-09 at 3.59.07 PM

3. ส่งคำสั่งได้ เร็วกว่า 5 เท่า ของ Order ปกติ

ส่งคำสั่งซื้อขายเพียงแค่คลิก ไม่พลาดโอกาสแม้เสี้ยววินาทีนักลงทุนสังเกตหุ้นที่เริ่มออกตัว จะสามารถขึ้นรถได้ทันเวลาก่อนคนอื่นเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการระบบที่ตอบสนองการตัดสินใจอย่างฉับไว

 

Screen Shot 2018-07-09 at 4.05.30 PM

 

4. มิติใหม่ของ Technical Chart ด้วย Auto Pattern & Back Test

ค้นหา Pattern ของราคาโดยอัตโนมัติ และ Back Test เพื่อเลือกใช้ Indicator ที่แม่นยำ นักลงทุนสามารถใช้ระบบที่ออกแบบอย่างทันสมัย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดของการซื้อขายเหมาะกับนักลงทุนสายเทคนิคที่ต้องการเทรดอย่างมั่นใจ

Screen Shot 2018-07-09 at 4.15.54 PM

5. จัดหน้าจออิสระได้ ตามสไตล์ของคุณ

สามารถปรับแต่งหน้าจออย่างอิสระ เพิ่มความคล่องตัวในการเทรดยิ่งขึ้นนักลงทุนสามารถปรับแต่งให้ถนัดตามแนวทางลงทุนของตนเองเหมาะกับนักลงทุนทั้งเริ่มต้นและมากประสบการณ์นอกนั้นยังมี Feature ใหม่ๆอีกมากมายที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้นักลงทุน

 

Screen Shot 2018-07-09 at 4.18.11 PM

โดยสรุป Finansia HERO 
มีการออกแบบฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อนักลงทุนทุกกลุ่ม สามารถสร้างความแตกต่างต่อผลลัพธ์ในการลงทุน ทั้งยังรองรับทุกระบบ Android, iOS และ PC สามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาจึงดีครบจบใน App เดียว

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.finansiahero.com
ขอรหัสทดลองใช้ได้ที่ http://www.finansiahero.com/request-trial-account/
Download App & Free Trial ได้ที่ https://www.finansiahero.com/download/
ดู Demo การใช้งานได้ที่ https://www.fnsyrus.com/channel
สอบถามการใช้งานได้ที่ Call center 02-782-2400
สนใจเปิดพอร์ตลงทุนกับ บล. ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)
โทร 02-782-2400 หรือสมัคร Online ได้ที่ http://onlinefss.fnsyrus.com/requestonline/OPENACCOUNT/register?sectionurl=HOME&boothcode=BZ009
#FINANSIAHERO #FINANSIA #HERO #เทรดหุ้น #TRADE #APP #APPหุ้น #ล้ำหน้ากว่าที่เคยมี

DIF : 10 เรื่องสำคัญต้องรู้ก่อนลงทุน

DIF : 10 เรื่องสำคัญต้องรู้ก่อนลงทุน

สำหรับท่านที่ไม่เคยลงทุนหุ้น

1. DIF ลงทุนอะไร

  • เสาโทรคมนาคม 15271 เสา
  • ใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณ 2576873 คอร์กิโลเมตร
  • ระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด 1.2 ล้านพอร์ต ครอบคลุม 198085 คอร์กิโลเมตร

2. ซื้อขาด หรือ เช่า

  • มีทั้ง 2 แบบ จากกลุ่มTRUE โดยส่วนที่เป็นสิทธิการเช่า ทางDIF มีสิทธิ์ในการซื้อขาดในราคาที่ต่ำ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาสิทธิการเช่า
  • ในทางปฏิบัติจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของ DIF นั่นเอง
  • ทำให้ DIF ไม่มีหมดอายุ

3. DIFคาดหวังปันผลได้มากน้อยแค่ไหน

  • ปันผล(คาด) ประมาณ 1.04 บาท/หน่วย/ปี
  • ถ้าราคาขาย 13.9 บาท
  • (ราคาขายอยู่ระหว่าง 13.6 – 13.9 บาท)
  • (ราคาขายจะสรุปก่อน 14 พ.ค. 61)
  • คิดเป็นปันผลประมาณ 7.5% ต่อปี

DIF จึงเหมาะกับนักลงทุนที่คาดหวังปันผล

4. DIFเงินปันผลต้องเสียภาษีหรือไม่

  • ได้รับการงดเว้นภาษี 10%
  • จนถึงประมาณปี 2566 หรืออีก 6 ปี
  • เงินปันผลที่กองทุนจ่ายให้นักลงทุน 100 บาท ไม่ต้องเสียภาษี 10 บาท ไปอีก 6 ปี หลังจากนั้นเงินปันผลก็ถูกหักภาษี 10% คล้ายๆ การปันผลของหุ้น
  • ถ้าเทียบเคียงกับดอกเบี้ยเงินฝากจะถูกหักภาษี 15%

5. DIFปันผลถี่แค่ไหน

  • ทุก 3 เดือน ประมาณ 0.25 บาท/ครั้ง
  • โดยเงินปันผลโอนเข้าบัญชีธนาคาร ที่ทางผู้ลงทุนแจ้งไว้ หรือบางกรณีอาจส่งเป็นเช็คถึงบ้าน
  • ปันผลรอบแรก ประมาณปลายเดือน ส.ค.61 – ต้นเดือนก.ย.61
  • รอบแรกจะได้ไม่ถึง 0.25 บาท/หน่วย อาจจะประมาณ 0.15-0.18 บาท/หน่วย
  • เพราะเป็นผลดำเนินงาน 2 เดือน พ.ค.61-มิ.ย.61

6.DIF ลงทุนได้ไหม ถ้าไม่เคยลงทุนหุ้นมาก่อน

  • ลงทุนได้ แม้ไม่เคยลงทุนหุ้นมาก่อนท่านจะได้เป็นใบหุ้นในภายหลัง

7. DIF ขายต่อได้ไหม หรือต้องถือยาวไปตลอด

  • ขายต่อได้ แนะนำให้เปิดพอร์ทหุ้นไปด้วยเลย (เปิดพอร์ทหุ้นแทบไม่เสียตังนะ) เพื่อให้สามารถขายผ่านระบบของตลาดหุ้น
  • ราคาขายต่อ อาจสูงกว่าหรือต่ำกว่าที่ท่านลงทุนตอนแรก ขึ้นกับหลายปัจจัย
  • เช่น ผลดำเนินงานของกองทุน ภาวะการซื้อขายของตลาดหุ้น ภาวะผลตอบแทนของทรัพย์สินอื่น เป็นต้น
  • การลงทุนใน DIF ไม่ใช่การฝากธนาคาร
  • เงินต้นที่ลงทุนอาจเพิ่มหรือลดก็เป็นได้
  • 1ปี ที่ผ่านมา DIF มีราคาซื้อขายในตลาดหุ้น
  • ระหว่าง 13.9 – 14.9 บาท/หน่วย
  • ความผันผวนประมาณ 7% ใน1ปีที่ผ่านมา

8. DIF ซื้อยังไงที่ไหนเมื่อไร

  • จองซื้อได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย (แนะนำให้ไปสาขาใหญ่ๆจะสะดวกกว่า)
  • ระหว่างวันที่ 2-4 พ.ค.61 และวันที่ 7-11 พ.ค.61
  • วันที่ 11 พ.ค.61 จะเปิดจองถึง 15:30
  • จองก่อนหลังมีค่าเท่ากัน
  • เพราะจัดสรรแบบ Small lot first
  • เอาว่า จองน้อยๆได้แน่
  • ไม่ใช่ว่าจองก่อนได้ก่อน ไม่ใช่ของหมดอดเลย
  • ราคาจอง คือ 13.9 บาท/หน่วย
  • (ราคาขายอยู่ระหว่าง 13.6 – 13.9 บาท)
  • (ราคาขายจะสรุปก่อน 14 พ.ค. 61)
  • ถ้าราคาขายสุดท้ายต่ำกว่า 13.9 บาท สมมติว่าสุดท้าย 13.7 บาท ส่วนต่าง 0.2 บาท จะคืนให้ภายหลัง

9. DIFมีความเสี่ยงสำคัญหลักๆมีอะไร

  • เนื่องจากกลุ่มTRUEเป็นผู้เช่าหลักของ DIF การจ่ายค่าเช่าของTRUE จะส่งผลต่อผลดำเนินงานของDIFอย่างมีนัยสำคัญ
  • คล้ายๆมีบ้านปล่อยเช่าถ้าผู้เช่าจ่ายตรงจ่ายครบ ก็จบ ถ้าผู้เช่าไม่จ่าย ก็เจ้ง
  • TRUE คือใคร มีความเสี่ยงจะเบี้ยวค่าเช่ามากน้อยแค่ไหน ท่านลองประเมินด้วยตัวเองก่อนลงทุน

10. DIFนอกนั้นมีความเสี่ยงสำคัญอะไรอีก

  • เนื่องจากทรัพย์สินของ DIFมีมากมายหลายส่วน การทำสัญญาเช่าระหว่าง TRUE (ผู้เช่า) กับ DIF (ผู้ให้เช่า)
  • มีอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยประมาณ 20 ปี
  • มีการหมดอายุไม่พร้อมกัน
  • บางส่วนก็หมดอายุปี68 (หรืออีก7ปี)
  • บางส่วนก็หมดอายุปี76 (หรืออีก15ปี)
  • หลังจากนั้นการต่ออายุระยะเวลาการเช่า อาจทำให้ค่าเช่ามีการเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อผลดำเนินงานของ DIF ได้เช่นกัน

หมายเหตุ

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะกำไรและขาดทุนเป็นของท่านนักลงทุนเอง  ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานหุ้นปันผล

หลุมหลบภัยในช่วงตลาด Panic : เคล็ดลับเลือกหุ้นปันผลสูง

หลุมหลบภัยในช่วงตลาด Panic : เคล็ดลับเลือกหุ้นปันผลสูง

เดือนแห่งความรัก เป็นเวลาแห่งความสุขของทุกท่าน
ทว่าการลงทุนในตลาดหุ้นกลับมีความผันผวนสูง สร้างความกังวลกับนักลงทุนหลายท่าน
หรือจะฝากธนาคาร แม้มีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่ก็ได้ผลตอบแทนต่ำเช่นเดียวกัน
หรือจะลงทุนตราสารหนี้โดยตรง หรือผ่านกองทุนรวม ก็อาจสร้างผลตอบแทนสูงขึ้น บนความเสี่ยงที่สูงขึ้น

ทางเลือกที่หลายท่านแนะนำ คือ การลงทุนใน “หุ้นปันผลสูง” ที่เปรียบเสมือน “ห่านทองคำ”
หลายครั้งตารางจัดอันดับหุ้นปันผล แชร์กันตามโลกโซเชียล หากลงทุนโดยไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติม
ขอเตือน!! ท่านอาจติด “กับดักปันผล” ทั้งปันผลไม่ได้ตามคาดและติดดอย

เพื่อให้ปลอดภัยในการต่อยอดเงินด้วยการลงทุนในหุ้นอย่างไรดี แนะนำให้ลองอ่านบทความจาก Plearn เพลิน By Krungsri Guru นี้ดู

ด้วยความปรารถนาดีจากทีมงานหุ้นปันผล จึงขอมอบเคล็ดลับการค้นหา “หุ้นปันผลสูง” เบื้องต้นให้ท่าน แน่นอนว่าเคล็ดลับเบื้องต้นการค้นหา “หุ้นปันผลสูง” มีการบ้านที่ต้องทำพอสมควร
เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้นในการลงทุนหุ้นปันผล ผ่านกองทุนรวมหุ้นที่มีนโยบายจ่ายปันผลจากธนาคารกรุงศรี เช่น KFSDIV, KFSEQ-D, KFDNM-D, KFFIN-D, KFTSTAR-D

และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น KFLTFD70, KFLTFEQ70D, KFLTFDIV, KFLTFSTARD, KFLTFAST-D, KFLTFA50-D, KFLTFTSM-D
โดยท่านสามารถเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนตรงกับสไตล์ของท่าน
รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก goo.gl/wjkNFj

สำหรับท่านที่ต้องการค้นหาหุ้นปันผลสูงด้วยตนเอง เริ่มจากพื้นฐานดังนี้

อัตราปันผล (%) = [ เงินปันผล (บาท) / ราคาหุ้น (บาท) ] x 100% ถ้าท่านลงทุนหุ้นราคา 100 บาท แล้วจ่ายปันผล 5 บาท อัตราปันผลจะเท่ากับ 5% ดังนั้น ตัวกำหนดว่าจะได้อัตราปันผลที่ต้องการหรือไม่ คือ 1.เงินปันผล (ที่จ่าย) กับ 2.ราคาหุ้น (ที่ลงทุน)

Screen Shot 2018-02-26 at 11.09.26 AM

1.เงินปันผล (ที่จ่าย)

สิ่งที่ท่านต้องคาดการณ์อันดับแรก คือ เงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายให้ท่านในอนาคต โดยปกติเงินปันผลมาจากบริษัททำธุรกิจมีกำไร จึงแบ่งกำไรตอบแทนผู้ถือหุ้นในรูป “เงินปันผล”
ตัวอย่างคร่าวๆ

บริษัทกำไรสุทธิ 200 ล้านบาท จ่ายปันผล 140 ล้านบาท โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 100 ล้านหุ้น
กำไรต่อหุ้น 200/100 = 2.0 บาท/หุ้น จ่ายปันผล 140/100 = 1.4 บาท/หุ้น

แบบนี้ “อัตราการจ่ายปันผล” เท่ากับ ( 1.4 / 2.0 ) x 100% = 70% อีก 60 ล้านบาทที่เหลือ บริษัทอาจลงทุนขยายธุรกิจเพื่อสร้างกำไรเพิ่มขึ้นและปันผลมากขึ้นในอนาคต

Screen Shot 2018-02-26 at 11.13.26 AM
วิธีการที่ท่านจะเห็นภาพ คือ การสรุปข้อมูลย้อนหลัง และใช้คาดการณ์การจ่ายปันผลไปด้วย
ยกตัวอย่างตามรูป เป็นข้อมูลของหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถค้นหาได้จาก www.set.or.th
เห็นว่าปี 58-60 บริษัทมีอัตราการจ่ายปันผล 70% หรือ “เมื่อบริษัทมีกำไร 100 บาท จะจ่ายปันผล 70 บาท”  จึงมีสมมติฐานว่าในปี61 ก็น่าจะมีอัตราการจ่ายปันผล 70% เช่นเดิม

Screen Shot 2018-02-26 at 11.14.30 AM

จากนั้นคาดการณ์กำไรต้อหุ้นในปี61
จากแนวโน้มของกำไรต้อหุ้น ปี58=1.93 บาท/หุ้น ปี59=2.01 บาท/หุ้น ปี60=2.12 บาท/หุ้น
มีการเพิ่มขึ้นประมาณ4%-5%ต่อปี เราก็อาจคาดการณ์ให้ปี 61 เพิ่มขึ้น4% จากปี60 เป็น 2.12 x (100+4)% = 2.20 บาท/หุ้น (การคาดการณ์นี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น)

จากข้อมูลข้างต้น ถ้าอัตราการจ่ายปันผลคงเดิม70% และกำไรต่อหุ้น 2.20 บาท/หุ้น ในปี61 เราก็พอจะคาดการณ์ว่าปันผล 2.20 x 70% = 1.54 บาท/หุ้น

Screen Shot 2018-02-26 at 11.16.05 AM

2.ราคาหุ้น (ที่ลงทุน)

หลังจากคาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลเท่าไรไปแล้ว สิ่งถัดมาที่สำคัญ คือ ราคาหุ้นที่ลงทุน
หุ้นที่ดี หากลงทุนในราคาที่สูงเกินไป ก็อาจเป็นการลงทุนที่แย่ก็เป็นได้ จากการคาดการณ์ว่าปันผล 1.54 บาท/หุ้น

หากลงทุนในราคา 15.4 บาท อัตราปันผล(%) จะเป็น ( 1.54 / 15.4 ) x 100% = 10%
หากลงทุนในราคา 30.8 บาท อัตราปันผล(%) จะเป็น ( 1.54 / 30.8 ) x 100% = 5%
หากลงทุนในราคา 61.6 บาท อัตราปันผล(%) จะเป็น ( 1.54 / 61.6 ) x 100% = 2.5%

สำหรับการลงทุนใน หุ้นปันผลสูง ควรคาดหวัง อัตราปันผล(%) > 5%
ดังนั้นต้องตรวจสอบราคาหุ้นก่อนที่จะลงทุนว่า สามารถสร้างอัตราปันผล(%) > 5% ได้หรือไม่

สำหรับเทคนิคอีกอย่างหนึ่งจากทีมงานหุ้นปันผล เพื่อเสริมการลงทุนให้มีแต้มต่อมากขึ้น
คือการเปรียบเทียบกับ “ค่าเฉลี่ยของอัตราปันผล(%)” ย้อนหลัง4ปี สามารถค้นหาข้อมูลได้จาก www.set.or.th จากรูปคำนวณ “ค่าเฉลี่ยของอัตราปันผล(%)” ได้ ( 5.19 + 6.63 + 5.84 + 5.88 ) / 4 = 5.9% หมายความว่า หากท่านจะลงทุนอย่างมีแต้มต่อควรคาดหวัง อัตราปันผล(%) > 5.9%

Screen Shot 2018-02-26 at 11.18.11 AM

ภายหลังการลงทุน เราควรตรวจสอบว่าสิ่งที่เราคาดการณ์มีแนวโน้มเป็นอย่างไร การตรวจสอบอย่างน้อยที่สุด ควรทำอย่างน้อยทุก 3เดือน จากงบการเงินทุกไตรมาส กรณีที่เราคาดการณ์กำไรต้อหุ้นในปี61 เท่ากับ 2.20 บาท/หุ้น แสดงว่า โดยเฉลี่ยแต่ละไตรมาสควรจะมีกำไรต่อหุ้น 2.20 / 4 = 0.55 บาท/หุ้น หากงบประกาศออกมาต่ำกว่า 0.55 บาท/หุ้น อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปันผลที่คาดการณ์ไว้ 1.54 บาท/หุ้น น่าจะเป็นไปได้ยาก และควรพิจารณาสาเหตุและปรับพอร์ทหากกำไรต้อหุ้นมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

Screen Shot 2018-02-26 at 11.19.53 AM

สำหรับการเลือกหุ้นปันผลสูงเราควรศึกษารายละเอียดของแต่ละบริษัท

1.ทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจ

เราควรจะทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน ปัจจัยที่ส่งผลกระทบเชิงบวกและลบ สามารถศึกษาจากแบบ56-1,Oppday,ประชุมผู้ถือหุ้น,อื่นๆ เมื่อมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงจะได้เห็นโอกาสหรือหลบวิกฤต เช่น
– บริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนอาจส่งผลเชิงบวก ค่าเงินบาทแข็งอาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทขายปัจจัยสนับสนุนการเกษตร เช่น ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช ช่วงขาดแคลนน้ำทำเกษตรอาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทใช้วัตถุดิบที่อิงราคาตลาด หากราคาตลาดลดก็อาจส่งผลเชิงบวก หากราคาตลาดเพิ่มก็อาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ที่อยู่ในภาวะมีการแข่งขันสูงขึ้นอาจส่งผลเชิงลบ
– บริษัทอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ ก็อาจส่งผลเชิงบวก

2.ลักษณะธุรกิจอยู่ในช่วงใด

ควรเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสิ่งสำคัญ คือ หลีกเลี่ยงธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลง เพราะแนวโน้มกำไรจะลดลง ทำให้ปันผลลดลงด้วย เช่น
– ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่น เช่น สมุดโฆษณาร้านค้า มีกูเกิ้ลเข้ามาแทน
– ช่องทีวีที่มีน้อยช่องในอดีต ผู้ชมมีทางเลือกการดูมากขึ้น หลังการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอล
– ธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบจากสื่อสมัยใหม่ในโลกออนไลน์

3.กระแสเงินสดของบริษัท

เนื่องจากการจ่ายปันผลที่เราต้องการ คือ “เงินสด” ดังนั้นบริษัทจึงควรมีกระแสเงินสดที่ดีต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถจ่ายปันผลได้คล่องตัว สังเกตได้จากงบกระแสเงินสดควรมี “เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน” เป็น “บวก” เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทได้รับเงินสดจากการทำธุรกิจมาจ่ายปันผลในลำดับต่อไป ถ้าท่านมีเวลาเราแนะนำให้ศึกษาวิธีการอ่านงบการเงินอย่างละเอียด

4.กำไรพิเศษ

ในบางปีบริษัทอาจมีกำไรนอกเหนือจากการทำธุรกิจหลัก เช่น กำไรจากการขายที่ดิน,กำไรจากการขายเงินลงทุน,เงินชดเชยจากประกันอุทกภัย ทำให้จ่ายปันผลสูงกว่าปกติในปีนั้น หากเราคาดว่าปีถัดไปไม่มีกำไรพิเศษ บริษัทก็ไม่น่าจะจ่ายปันผลได้สูงเช่นเดิม นอกจากนั้นกำไรพิเศษบางรายการก็ไม่ใช่เป็นรายการเงินสด

แม้ว่าจะมีการบันทึกรายการเข้ามาในงบก็ตาม ก็ไม่สามารถจ่ายปันผลจากกำไรที่เกิดขึ้นได้
เช่น กำไรจากการประเมินมูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สิน,กำไรจากการซื้อธุรกิจต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม

5
.การเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินปันผล

การเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินปันผล บางบริษัทอาจเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินปันผล ทำให้การจ่ายปันผลลดลง แม้ว่ากำไรสุทธิจะเท่าเดิม เช่น บริษัทสื่อสารแห่งหนึ่ง เปลี่ยนอัตราการจ่ายปันผลจาก100% ของกำไรสุทธิ เป็น ไม่ต่ำกว่า70% ของกำไรสุทธิ ทำให้อัตราปันผลจาก 7%-8% ลดลงเหลือ 3%-4% หากว่าเราดูเพียงอัตราปันผลย้อนหลังในอดีตแล้วลงทุน ก็อาจได้อัตราปันผลต่ำกว่าที่ต้องการ

Screen Shot 2018-02-26 at 11.24.51 AM

SKE IPO นี้พี่ขอ ปตทไปไหน SKE ไปด้วย

SKE IPO นี้พี่ขอ ปตทไปไหน SKE ไปด้วย

ภายใต้สัมปทานของ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)

การขยายตัวของภาคเศรษฐกิจในประเทศและภูมิภาคอาเซียน ทำให้ภาคการขนส่งเติบโตเป็นอย่างมาก และ มีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น พลังงาน NGV จึงถือว่าเป็นอีกพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

มีน้อยคนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังการจำหน่ายก๊าซ NGV ของ PTT มีบริษัทหนึ่งคอยให้การสนับสนุน และ พร้อมจะเติบโตไปพร้อกันก็คือ บริษัท สากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ SKE IPO น้องใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้

บริษัท สากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจสถานีก๊าซธรรมชาติหลักเอกชน (Private Mother Station: PMS) โดยให้บริการอัดก๊าซธรรมชาติ NGV ให้รถขนส่งก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (“ปตท.”) เพื่อขนส่งไปให้กับสถานีบริการ NGV นอกแนวท่อส่งก๊าซ หรือสถานีลูก (Daughter Station) รวมถึงดำเนินการปรับปรุงคุณภาพก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดก่อนที่จะนำไปใช้ในส่วนอื่นๆ ต่อไป โดยมี ลูกค้า คือ ปตท.

ปัจจุบันสถานีก๊าซธรรมชาติ ของบริษัทฯ มี 2 สถานี คือ

1. สถานีก๊าซธรรมชาติหลักเอกชนจังหวัดปทุมธานี
2. สถานีก๊าซธรรมชาติหลักเอกชนจังหวัดสระบุรี

โดยมีการทำสัญญาจ้างอัดก๊าซธรรมชาติ พร้อมตั้งสถานีก๊าซธรรมชาติหลักเอกชน (“สัญญาจ้างอัดก๊าซฯ”) กับ ปตท.

วัตถุประสงค์การใช้เงิน

1.ชำระคืนเงินกู้ยืมธนาคารพาณิชย์
2.โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบสูบอัดและจ่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV)
3.โครงการจัดตั้งสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ NGV ตามแนวท่อ (Conventional Station) แบบ Ex-Pipeline
4.เงินทุนหมุนเวียนและใช้สำหรับการดำเนินการทั่วไป

ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ
  • ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่ : บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจกับลูกค้ารายใหญ่ 1 ราย ได้แก่ ปตท. ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายก๊าซ NGV รายเดียวของประเทศ
  • ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเงื่อนไขในสัญญากับ ปตท.
  • ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงองค์กรหรือบริษัทผู้จัดหาสินค้าและบริการให้กับธุรกิจ
  • ความเสี่ยงจากเครื่องอัดก๊าซธรรมชาติเกิดความเสียหาย
  • ความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุในสถานีก๊าซธรรมชาติหลักเอกชน
  • ความเสี่ยงจากการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ
  • ความเสี่ยงจากการลอยตัวราคา NGV ภาครัฐ
  • ความเสี่ยงจากผลต่างระหว่างราคาน้ำมันและราคาก๊าซ NGV ลดลง และความต้องการใช้ก๊าซ NGV ที่ลดล
  • ความเสี่ยงอันอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมกรณีฉุกเฉิน หรือภาวะวิกฤต เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การเปลี่ยนกลยุทธ์ของคู่แข่ง ลักษณะของอุตสาหกรรม ภาวะตลาดในประเทศ และต่างประเทศ
  • ความเสี่ยงจากการดำเนินการตามโครงการในอนาคตของกลุ่มบริษัทฯ  ในการจัดตั้งสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ NGV conventional แบบ Ex-pipeline จังหวัดนครสวรรค์ ตามแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่โครงการอาจไม่เป็นไปตามแผนการ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากความล่าช้าในการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ความล่าช้าในการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ปัญหาเชิงเทคนิคทางวิศวกรรม การได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ความเสี่ยงในธุรกิจ คือ เรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่บริษัทได้ทำการประเมินความเสี่ยงและวางแนวทางในการแก้ไขไว้ทั้งหมดแล้วเข่นกัน

โครงการในอนาคต

โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบสูบอัดและจ่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV)

  • เพิ่มจำนวนช่องจ่ายก๊าซธรรมชาติ NGV (Trailer Bay) ที่สาขาบ้านนา-แก่งคอย จังหวัดสระบุรี
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchanger System)
  • ปรับปรุงระบบ Pipe line ท่อก๊าซธรรมชาติและระบบควบคุมภายในสถานี (Automation System)
  • ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักรในการสูบอัดก๊าซธรรมชาติ (Improvement and increase performance of compressed natural gas)

Conventional Station Ex-pipe line

ที่ตั้ง : ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะ จังหวัดนครสวรรค์
กลุ่มเป้าหมาย : รถขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ และรถบัสขนส่งผู้โดยสาร

Truck Station

กำลังการอัดก๊าซธรรมชาติ : 30 ตัน/วัน
ประมาณการยอดขายก๊าซธรรมชาติ : 20 ตัน/วัน
งบประมาณในการลงทุน : 100 ล้านบาท

IPO (ล้าน)

พาร์

ราคา (บาท)

ระยะเวลาเสนอขายหุ้น
14-16 พฤศจิกายน 2560

รายได้ และ กำไร ของบริษัทเติบโตมาตลอดตั้งแต่ช่วงปี 2557-2558 และ ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

อัตรากำไรขั้นต้นในระดับ 38% อัตรากำไรสุทธิ 23.52%  อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง D/E 0.54 ต่ำมาก  แบบนี้น่าจะมีโอกาสปันผลได้ดีในอนาคตเลย

SKE เป็นผู้ได้รับสัมปทาน ไม่แปลกที่บริษัทจะมี อัตรากำไรสุทธิที่ดีมาต่อเนื่อง ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็เห็นถึงความเสี่ยงด้วยเหมือนกันที่พึ่งพารายใหญ่ เพียงรายเดียว แต่จะบอกว่า ปตท จะทอดทิ้งให้ SKE เปล่าเปลี่ยวหัวใจคงไม่ใช่ที่ ใครถนัดอะไรก็ทำไปลงทุนท่อเองก็เสี่ยงมากมายให้ SKE รับผิดชอบไปไม่ดีกว่าเหรอ ท้ายคลิปด้านล่างผู้บริหารจะลุยพลังงานทดแทนด้วยนะ

[ บทความนี้เป็น Advertorial ] อ่านหนังสือชี้ชวนตราสารทุนฉบับเต็มได้ที่ :
http://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=143141

ADB น้องใหม่ IPO โตตามเศรษฐกิจ

ADB น้องใหม่ IPO โตตามเศรษฐกิจ

ช่วงที่ตลาดคึกคักแบบนี้ IPO หุ้นใหม่เข้ามาในตลาดเนื้อหอมไม่แพ้ดาราค่าตัว 7 หลักเลยนะ โดยเฉพาะตลาดกลุ่มที่กำลังจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ แว่วๆว่าจะมีการเลือกตั้งอยู่ปีหน้านี้ ใครจะเป็นผู้นำไม่รู้ แต่ที่แน่ๆมีการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไว้เติบโต 3.5-3.8%

บริษัทกลุ่มที่กำลังซื้อหดตัวไปก็มีโอกาสได้กลับมาเชิดฉายกันอีกรอบ โดยเฉพาะเรื่องของการซ๋อมและสร้างในอุตสาหกรรมการก่อสร้างตัวเลขประกาศออกมาแทบจะทุกตัวดีหมดในช่วงกลางปีที่ผ่าน วันนี้เลยต้องหยิบหุ้นน้องใหม่อย่าง ADB มาเปิดให้ดูสักนิด ตามประสาคนขี้อิจฉาที่อยากมีหุ้นบ้าง

บริษัท แอ๊พพลาย ดีบี จำกัด (มหาชน) หรือมีชื่อเรียกสั้นๆ ว่าADB เป็นผู้ประกอบกิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าประเภทพลาสติกให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมสายไฟ  สายเคเบิ้ล พื้นรองเท้า เฟอร์นิเจอร์ งานก่อสร้าง ยานยนต์ รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้รายย่อย

ธุรกิจของ ADB แบ่งเป็น 2 ส่วน

ผลิตภัณฑ์กาวและยาแนว

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์กาวและผลิตภัณฑ์ยาแนว (Adhesive and Sealant) ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์กาวเพื่อใช้ยึดติดวัสดุ เช่น กาวยาง กาวขาว กาวพลังช้าง กาวแทนตะปู เป็นต้น และผลิตภัณฑ์ยาแนว ซึ่งแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์อะคริลิกยาแนวสำหรับอุดรอยต่อที่มีความยืดหยุ่นน้อยและคงทนต่อสภาพแวดล้อมได้ต่ำ โดยมีทั้งผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ เช่น ADB DB SPARKO DAI-I-CHI และ OMAKU และการรับจ้างผลิต (OEM) ให้แก่แบรนด์ชั้นนำ

ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์

กลุ่มผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ (Plastic compound) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกพีวีซี (PVC compound) ทั้งแบบนิ่มที่ใช้ในอุตสาหกรรมสายไฟและสายเคเบิ้ล และแบบแข็งซึ่งที่ใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ บรรจุภัณฑ์ และข้อต่อท่อพีวีซี รวมไปถึงเส้นใยสังเคราะห์โพลีโพรพิลีน (Polypropylene split yarn) ที่ใช้ในกระบวนการผลิตสายไฟและสายเคเบิ้ล และเม็ดเทอร์โมพลาสติกอิลาสโตเมอร์ (Thermoplastic Elastomer : TPE) ซึ่งสามารถนำไปขึ้นรูปเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น พื้นรองเท้า

แผนการในอนาคต

การแพทย์

ขยายสินค้าไปในกลุ่มทางการแพทย์ เพื่อรองรับเทรนด์ในอนาคตเช่น สังคมผู้สูงอายุ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกพีวีซีเพื่ออุตสาหกรรมทางการแพทย์ที่นำไปใช้ผลิตภัณฑ์อุปกรณ์หรือเครื่องมือทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกฮาโลเจนฟรีที่นำมาใช้ผลิตสายไฟที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่มีส่วนประกอบของธาตุฮาโลเจนที่เป็นสารพิษต่อร่างกายเมื่อเกิดการลุกไหม้

ขยายโรงงาน

ขยายโรงงาน ADB อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ คาดว่าใช้งบลงทุนรวม 230 ล้านบาท เพื่อผลิตสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์กาวและยาแนวรองรับแผนขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยผลิตภัณฑ์ยาแนวถือว่ามีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตให้แก่บริษัทฯ คาดว่าโรงงานแห่งใหม่จะเริ่มผลิตและจำหน่ายสินค้าเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4/61

วิจัยและพัฒนา

พัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์นี้เพื่อรองรับเทรนด์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต

อัตรากำไรขั้นต้น

จากธุรกิจกลุ่มกาวและยาแนว มีอัตราเติบโตต่อเนื่องทุกปี
ธุรกิจกลุ่มพลาสติกคอมปาวด์ ปี 59 ปรับลดลงมาเทียบเท่ากับปี 2557

ตัวเลขสำคัญทางการเงิน

จากงบการเงินปี 2559 อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมอยู่ที่ 20.27% กำไรสุทธิ 5.30%, D/E 2.60 เท่า, ROA 7.49% และ ROE 26.54% หลังจากเข้าตลาดแล้วหนี้สินของบริษัทจะปรับตัวลดลงอย่างมาก จากเงินที่ได้จากการระดมทุน

รายละเอียดการเสนอขาย

IPO 180,000,000 หุ้น ที่ราคา PAR 0.50 บาท   ระยะเวลาจองซื้อช่วง 1-3 พฤศจิกายน 2560
ราคา IPO  1.69 บาท  เริ่มซื้อขาย 9 พฤศจิกายน 2560

ความเสี่ยง

ต้นทุนการผลิตของบริษัทอิงกับราคาน้ำมันค่อนข้างมาก ส่งผลต่อกำไรของบริษัท ทั้งในแง่ที่มากขึ้นหรือน้อยลง

ส่วนที่แข็งแรงที่สุดของบริษัทนี้ คือ กาว และ ยาแนว ที่สามารถทำอัตตรากำไรขั้นต้นเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง มีกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 70% และ 30% ตามลำดับ ในช่วงปี 2557 2558 2559 บริษัทมีรายได้จากการขาย เติบโตอย่างต่อเนื่อง 1,397  ล้าน  1,434 ล้าน และ  1,411.78 ล้าน ตามลำดับ ถึงแม้เศรษฐกิจในประเทศจะมีแนวโน้มไม่ดีในปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังสามารถรักษายอดขายไว้ได้อย่างต่อเนื่อง  หลังจาก IPO เข้ามาแล้ว ต้นทุนทางการเงินจะลดลง ประกอบกับเงินสำหรับการลงทุนในโรงงานแห่งใหม่จะช่วยสร้างยอดขายเพิ่มให้กับบริษัทได้อีกอย่างแน่นอน

 

[ บทความนี้เป็น Advertorial ] อ่านหนังสือชี้ชวนตราสารทุนฉบับเต็มได้ที่ :
http://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=129588

 

โหราศาสตร์ และ หุ้นเรื่องราวที่เข้ากันได้ดี

โหราศาสตร์ และ หุ้นเรื่องราวที่เข้ากันได้ดี

การดูดวง บางคนว่า “งมงาย” บางคนว่า อยู่ที่ “การกระทำ” ผมว่าก็ไม่ผิดอะไร เพราะก่อนหน้าที่ผมจะเรียน โหราศาสตร์ ก็คิดแบบหลัง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “การกระทำ”

หลังจากได้เรียนรู้ศาสตร์ของดวงดาว พื้นฐานชีวิต เหตุและผลก็ชัดขึ้น

เรื่องของงาน ในวันที่อยู่ CompgamerNews Cgn ผมได้รับการสอนให้คิด และ พูดมากขึ้น
ในวันที่อยู่กับทาง Global Concern ผมได้รับมอบหมายให้ต้องพูดและคุมสถานการณ์ในเวทีใหญ่ๆ บ่อยครั้งในภาคของรัฐวิสาหกิจที่มีผู้ทรงคุณวุติหลายร้อยคนผมต้องใช้วิธีการพูดเพื่อโน้มน้าว ให้เห็นสอดคล้องในหลักการ ทั้งๆที่ท่านเหล่านั้นทราบดีกว่าผมก็แค่เด็กจบ ปวส คนนึง การพูดจึงเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิต และ ดูเหมือนยิ่งพูดก็ยิ่งดี และ ในอีกทางยิ่งพูดก็ยิ่งแย่ด้วยเหมือนกัน

ผมมาทราบในภายหลังว่าหากวางลัคนาแล้ว ผมเด่นเรื่องการพูดที่สุด โชคลาภมาจากการทำงาน แบบไม่ประจำ ใช้เงินเก่ง และ มีโอกาสเลิกลากับคู่ได้ง่าย สิ่งนี้ทำให้ผมรู้ความเสี่ยง ในเชิงของการบริหารความเสี่ยงทำให้ผมเห็นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ง่ายขึ้น ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องของคู่ขีวิต

พรีเว้ดดิ้งใสใส

 

เรื่องของชีวิตคู่ ครั้งหนึ่งก่อนที่ผมจะเรียนเรื่องโหราศาสตร์ (10 ลัค อ.สอ้าน นาคเพชรพูล) ผมเคยได้ไปดูดวงก่อนที่คุณพ่อจะเสีย และ ก่อนแต่งงานที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ สิ่งที่ท่านทำนายผมยังจำได้ถึงปัจจุบันโดยเฉพาะเรื่อง ถ้าจะมีคู่

“ห้ามแต่งงาน”

แต่ผมก็รั้นจะแต่ง เพราะการแต่งงานคือการสร้างความมั่นใจให้กับทางครอบครัวและ คนรอบตัว ซึ่งมันขัดแย้งในทางพื้นฐานชะตา แต่เป็นเรื่องที่ “ควรจะทำในชีวิตคู่” ที่เหลือคือ การบริหารความเสี่ยงที่เรารู้อยู่แล้วว่า มีโอกาสเลิกกันเพราะอะไร ถ้ารู้แล้วไม่ทำก็ไม่เกิด ไม่มีเหตุก็ไม่มีผลของมัน

เรื่องการลงทุน และ การเงิน ผมใช้เงินเก่ง เงินหาได้เท่าไหร่ก็หมด โดยเฉพาะช่วงที่ราหูค้นทรัพย์ปี ปลายปี 2558 2559 2560 ที่ผ่านมา รู้แบบนี้แล้วเราก็ใช้เงินไปในทางที่สร้างสินทรัพย์แทน ราหูมาค้นทรัพย์เอาไปอยู่ในพอร์ตหุ้นหมด ถึงแม้หุ้นในพอร์ตจะไม่ได้ดีดเด้งอะไรมากแต่ก็ได้เงินออกมาในรูปแบบปันผล พอร์ตก็ติดลบไป
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ราหูจะพ้นจาก สิงห์ เข้า กรกฏ ทับลัคนา ผมมองว่าตัวเองอยู่ในสายงานที่เหมาะสมแล้ว น่าจะส่งผลดีต่อเนื่องไป ที่เหลือคือ อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวก็พอ โดยเฉพาะเรื่องมือที่ 3 หรือ มัวเมาในสิ่งที่ไม่ควร (ผิดศีล 5)

ผมมีหุ้นตัวหนึ่งในพอร์ต +160% ด้วยเงิน 200k ปัจจุบัน ในความเป็นจริงระบบของ Valuation ที่ผมใช้ควรขายแล้ว แต่ผมโดนบังคับไม่ให้ขายด้วยหุ้นที่ปรับขึ้นมาเร้วแบบไม่ได้ย่อ ช่วงที่ย่อก็จำเป็นต้องซื้อเพิ่มเพราะมี ตัวเลขใหม่เข้ามาประกอบ

มองในมุมระบบของ Valuation เท่ากับผมก็ทำตามเหตุและผล มองในมุมของ โหราศาสตร์ ราหูเลื่อนออกจากเรือนการเงิน เข้าทับลัคนาพอดี ก็อาจเป็นทีที่ส่งผลก็เป็นด้ายยยยย

ขึ้นเงินเดือนเอง ไม่ต้องง้อเจ้านาย ลงทุนแบบนี้ก็ได้

ขึ้นเงินเดือนเอง ไม่ต้องง้อเจ้านาย ลงทุนแบบนี้ก็ได้

ผมเชื่อว่า มือใหม่หลายคนที่กำลังเข้าตลาด คงคาดหวังถึงชีวิตการลงทุนที่สะดวกสบาย มีเงินมีทองใช้ได้อย่างไม่จำกัด คุณคิดไม่ผิดครับ เรื่องนั้นเป็นไปได้จริงแต่ ต้องอาศัยวินัย การฝึกฝน และ ประสบการณ์ หนังสือเล่มไหน บทความอะไร ก็ช่วยคุณประสพความสำเร็จไม่ได้ สิ่งเดียวที่ต้องมีคือ “ความพยายาม”

มีหลายคนเฝ้าแต่ถามว่า ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะลงทุนได้ แค่เริ่มต้นถามก็ผิดแล้ว เพราะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แค่100 บาท ก็สามารถลงทุนได้ “คำถามที่ดี ใช้เป็นคีย์ไขสู่ความสำเร็จ”

สิ่งที่คุณควรจะตั้งคำถามแรกก่อนข้าตลาดคือ ในวันที่เราไม่ได้ทำงาน ต้องใช้เงินจำนวนกี่บาท ต่อเดือน ในการใช้ชีวิต บางคน 5,000 ต่อเดือน บางคนก็ว่า 30,000 บาทต่อเดือน หรือบางคนอาจจะต้องการ 100,000 บาทต่อเดือน เพราะการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบเที่ยว บางคนชอบกิน บางคนชอบจ่ายให้กับ “ความสะดวกสะบายในชีวิต”

ตัวเลขจำนวนเงินต่อเดือนจึงเป็นเป้าหมาย เพื่อยืนยันความต้องการของตัวเอง เส้นทางการลงทุนของท่านจะปรากฏชัดขึ้นทันที ลองไปทำ Workshop เพื่อหาตัวเองก่อนที่  รวยหุ้น ด้วย 10 วิธีที่มือใหม่ก็ทำได้ Part 1 / Part 2 เพื่อสร้างเส้นทางการลงทุนให้กับตัวเอง

รูปแบบเงินเดือน

ในระหว่างที่ผมทำงานเกี่ยวด้านทรัพยกรบุคคล มีโอกาสทำเรื่องฐานเงินเดือน ระบบวัดผลการปฏิบัติงาน และ ด้านอื่นๆอีกมาก ในส่วนงาน ราชการก็ดี รัฐวิสาหกิจก็ดี หรือ ภาคเอกชนเองก็ดี มีระบบการจัดสรรเงินเดือน เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งที่แตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะอ้างอิงไปที่ ผลการปฏิบัติงาน

ผลการปฏิบัติงานผูกกับค่า KPI และ Competency ซึ่งมีองค์ประกอบอีกมาก ถ้าดวงจู๋ พูดไม่เก่ง เจ้านายไม่รัก ลืมเรื่องเงินเดือน โบนัส ไปได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น บางองค์กรมีลักษณะของจำนวนเงินที่จำกัดจึงใช้ระบบโควต้ามาครอบอีกทีในสไตล์บ้านเรา

 

จำลองผลการลงทุนที่ 5% 10% 15% 20%

Screen Shot 2017-06-14 at 11.55.37 AM

ผลตอบแทนที่ 5%-10% เป็นช่วงที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น ถึงแม้การลงทุนจะมีความเสี่ยงแต่ก็คงไม่มากไปกว่าความพยายามของทุกท่านจริงมั้ยล่ะครับ

 

Screen Shot 2017-06-14 at 11.55.47 AM

 

ผมเป็นคนที่เรียนไม่สูง เวลาสมัครงานมักจะโดนปฏิเสธ หรือ ได้เงินเดือนน้อยกว่าปกติ หลังจากทำงานไปแล้ว ผมมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว ทำอย่างไรถึงจะขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้ แค่งานพิเศษธรรมดาทั่วไป คงไม่พอที่จะทำให้ชีวิตหลังเกษียณสบายได้ จึงเริ่มศึกษาและเข้าสู่โลกของการลงทุนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากภาพจำลองเหตุการณ์ ลงทุนปีละ 12000 บาท ทุกๆ สิ้นปี (เดือนละ 1,000 บาท)  ผลตอบแทนสูงสุดที่ 20% ภายใน 5 ปีสามารถถือเงินแสนได้สบายๆ จะเห็นว่า หากลงทุนอย่างสม่ำเสมอก็สามารถขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้แล้วจากทางฝั่งด้านการลงทุน

สมมุติตัวเลข 1 ล้านบาทปันผลที่ 7%

ในกรณีที่เราสามารถลงทุนเพิ่มขึ้นได้ จนวันหนึ่งมีเงินต้นประมาณ 1 ล้านบาท (ล้านบาทแรก ทำงานประจำกินเงินเดือน ก็ทำได้ ขอให้พยายาม) เงินปันผล 7% ของ 1 ล้านบาท เท่ากับ 70,000 บาทต่อปี คิดเป็นรายได้เดือนละ 5,833 บาท

ถ้าคุณมีเงินเดือน 15,000 ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 20,833 บาทต่อเดือน
ถ้าคุณมีเงินเดือน 20,000 ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 25,833 บาทต่อเดือน
ถ้าคุณมีเงินเดือน 30,000 ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 35,833 บาทต่อเดือน

ในระหว่างการลงทุน ถ้าหากคุณเพิ่มจำนวนเงินลงทุนไปเรื่อยๆ หรือ สามารถสร้างประสบการณ์ สร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น คุณก็เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองได้ไม่ต้องใคร

อย่ามาถามผมว่า แล้วจะหาเงิน 1 ล้านบาทแรกได้อย่างไร ถ้าคุณ ยังตั้งคำถามแบบนี้ ก็ปิดเกมได้เลย แต่ถ้าคิดใหม่ถามใหม่  บอกมาว่าคุณทำอะไรได้ และ จะทำอย่างไร ด้วยอะไร ที่ไหนเมื่อไหร่ เงาเศรษฐีก็ตามติดตัวคุณแล้ว

ลงมือซื้อไปเลย

หลังจากสร้างเส้นทางการลงทุนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือเทรดจริงไปเลย ตามตัวอักษร ที่ผมอยากแนะนำวันนี้เลยก็คือ Poems Play เป็นโปรแกรมจำลองการซื้อขายหุ้น เหมือนจริง เลิกตั้งคำถาม Just Do it NOW!! การลงมือทำ ด้วยตัวเอง คิดว่า ถูกบ้าง เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีกแล้ว

Poems Play

ดาวน์โหลดใช้งานได้ทั้ง Android และ iOS คลิกเพื่อดูวิธีการดาวน์โหลดได้ที่นี่ https://goo.gl/mvzxV8   ( ช่วงเดือนมิถุนายนนี้อยู่ระหว่างการแข่งขันยังไม่สมัครสมาชิกได้ ) หลังจากดาวน์โหลดมาแล้วสมัครสมาชิกง่ายมาก

วิธีการ สมัครสมาชิกและการซื้อขาย เบื้องต้น

วิธีการซื้อขายและเมนูที่แนะนำ

 

กล้ายืนยันได้เลยว่าการอ่านการฟังเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น แต่การลงมือทำด้วยตัวเอง อย่างสม่ำเสมอ สร้างการเปลี่ยนแปลง ในชีวิต ได้มากมาย ท่าน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตัวเองครับ โหลดเลย Poems Play

ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น และเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าสำหรับคนที่ลงทุนมาสักระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน แถมยังมีความกังวลต่างๆเกิดขึ้นในใจมากมาย

 “ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุด แต่มีสิ่งที่เหมาะกับตัวเราเองมากที่สุด ในเส้นทางการลงทุน” 

ปัจจุบันหากมองเรื่องอัตราผลตอบแทนจากเงินฝาก ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอดีตมากเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนในยุคปัจจุบันหันไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และกองทุนรวมกันมากขึ้น คำถามสุดฮิต ระหว่างกองทุนหรือหุ้นแบบไหนดีกว่ากัน ผมมีข้อสรุปในเบื้องต้นให้ก่อนว่า ไม่มีอะไรดีกว่ากันแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราแน่นอน

เมื่อเราพูดถึงกองทุน ภาพที่เห็นคือการลงทุนที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย โดยยึดเอาหลักการที่ว่า กองทุนย่อมมีนโยบายลงทุนที่ชัดเจนและเป็นไปตามที่เราต้องการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สามารถจัดตั้งกองทุนได้หลายกอง เพราะแต่ละกองมีนโยบายในการลงทุนที่แตกต่างกัน บ้านเรามีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเยอะมาก ปัจจุบันมีกองทุน มากกว่า 1400 กองทุน (อ้างอิงจาก สมาคมบริษัทจัดการลงทุน )

การที่จะหากองที่ดีที่สุดอาจเป็นเรื่องยากเพราะการดูผลตอบแทนในอดีต ถึง ปัจจุบันไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเท่าไหร่นักแต่การหากองทุน ที่มีนโยบายในการลงทุนเหมาะกับภาพในอนาคตของเราจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด   เพื่อนๆ สามารถดู แนวและวิธีการเลือกกองทุน ได้ที่ Krungsri GURU    มีผู้เขียนที่มากประสบการณ์หลายท่านได้แนะนำลำดับวิธีการไว้ให้อย่างละเอียดแล้ว

ข้อได้เปรียบ กองทุนรวม
  1. มีนโยบายที่ชัดเจนและทำตามนโยบายนั้นนั้นที่เราต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  2. มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้และความเข้าใจในตลาดเงินและตลาดการลงทุนเป็นอย่างดีคอยติดตามและวิเคราะห์เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยลงทุน
  3. กองทุนรวมประเภท LTF RMF ทุกบาทที่ซื้อกองทุนได้กำไรทันทีจากสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักในการลงทุนที่ชัดที่สุดแล้ว
  4. สามารถลงทุนออมทุกเดือนได้ด้วยเงินต่ำสุดเพียง 500 บาทเท่านั้น เปรียบเสมือนได้เป็นเจ้าของกิจการมูลค่าหลาย 100,000 ล้านบาทโดยใช้เงินทุนเพียง 500 บาทเท่านั้น
ข้อเสียเปรียบ กองทุนรวม
  1. หากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมีนโยบายในการจ่ายปันผล กองทุนจะจ่ายเงินปันผลจากสินทรัพย์ของกองทุน ซึ่งหากจ่ายปันผลมากกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นของกองทุน จะทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนลดลงด้วยเช่นกัน
  2. กองทุนจัดเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองโดยจะมีอัตราการเรียกเก็บไม่เท่ากัน
  3. กองทุนที่จ่ายปันผล เงินปันผลนั้นไม่สามารถนำมาเครดิตเงินปันผล แต่จะทำได้เฉพาะขอคืนภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่ายจำนวน 10% เท่านั้น (เฉพาะกรณีที่คาดว่าจะได้คืน)
  4. การสั่งซื้อ หรือ ขาย สามารถทำได้ทันที แต่ผลลัพธ์ที่เกิดจากคำสั่งนั้นจะเสร็จสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่กองทุนเป็นผู้กำหนด

ส่วนการลงทุนในหุ้นรายตัวนั้น หลายคนมักเข้าตลาดหุ้นมาด้วยไอเดียที่ว่า ขอแค่ชนะเงินฝากเงินเฟ้อก็พอ แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริงความโลภมักทำให้ ทัศนคติและวิธีคิดทุกอย่างเปลี่ยนไป อยากได้โดยไม่กลัวเสีย จากที่มีแนวคิดง่ายๆกลายเป็นคนที่ลงทุนไร้ระบบอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นถ้าหากท่านลงทุนในหุ้นรายตัว ต้องมีแนวทางในการลงทุนที่ชัดเจนและทำตามแนวทางนั้นจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่ต้องการยกตัวอย่างเช่น

  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตไปตลอด 10 ปีข้างหน้าและมีเงินปันผล จ่ายตลอดต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผล 6% ขึ้นไปมีผลการดำเนินงานที่ดีไม่จำเป็นต้องมีกำไรที่เติบโตมากขอให้บริษัทนั้นมีหนี้สินต่ำและ สามารถจ่ายปันผลในระดับที่ใกล้เคียงเดิมต่อเนื่อง
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทอันดับหนึ่งของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างขั้นต้นซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างกับการที่เราเอาเงินไปให้กองทุนบริหารจัดการเพราะเราก็ต้องมีนโยบายหรือเป้าหมายในการลงทุนที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน

ข้อได้เปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. การลงทุนในหุ้นรายตัวเมื่อได้ปันผลเงินปันผลจะถูกจ่ายจากกำไรจริง เมื่อราคาหุ้นปรับลงในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD เวลาผ่านไปพื้นฐานกำไรบริษัทไม่เปลี่ยนแปลงราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับขึ้นมาเพื่อสะท้อนความคาดหวังเงินปันผลในรอบถัดไป
  2. มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในกองทุนแต่ต้องอาศัย ประสบการณ์ ความรู้  และ ความมั่นใจที่มากด้วยเช่นกัน
  3. สามารถเอาเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทที่เสียภาษีโดยปกติ  มาคำนวณกับรายได้เพื่อขอเครดิตเงินปันผลคืนได้อีกต่อหนึ่ง
  4. สามารถสับเปลี่ยนหุ้นได้ทันทีที่ต้องการในช่วงเวลาที่ตลาดมีการเปิดให้ซื้อขาย
ข้อเสียเปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. หากต้องการลงทุนในบริษัทใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากจะไม่สามารถทำได้ต้องพึ่งพาโปรแกรมออมหุ้นของบางบริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดให้บริการ
  2. ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเหมือน LTF RMF ได้
  3. จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้สร้างประสบการณ์เพื่อให้เกิดความมั่นใจ อาจต้องใช้เวลา 1ปี 2ปี 3ปี 10ปี หรือ ทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจเลยก็เป็นไปได้
  4. ต้องมีเวลาให้กับการติดตามผลประกอบการของบริษัทและเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุดซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ได้มาอาจทำให้เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจและตัดสินใจผิดพลาดเอาได้เช่นกัน

 

ผมขอเปรียบเทียบการลงทุนใน กองทุนรวม ก็ไม่ต่างกับการที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปิดที่มีระเบียบข้อบังคับชัดเจนและท่านต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่การลงทุนในหุ้นรายตัวเหมือนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดจะเรียนกี่ปี จะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียน ก็ตามแต่ใจ สุดท้ายไปวัดกันที่คะแนนปลายภาค ถ้าสอบตกก็ลงซ่อม หน่วยกิตไม่ถึงก็ลงใหม่ เสียเวลา เสียเงินเสียทอง ถ้าสอบผ่านนอกจากจะได้ไปต่อแล้ว ยังได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ฉะนั้นคนที่จะเลือกแบบหลังจึงต้องมีความรับผิดชอบ และวินัยสูงกว่าคนปกติทั่วไป

ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายท่านคงได้ข้อสรุปแล้วล่ะว่าอยากเรียนในมหาวิทยาลัยปิดหรือต้องการหาประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยเปิด ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับท่านอยู่แน่นอน

 

 

คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

เนื่องจากมีสมาชิกท่านหนึ่งในห้อง Line ของ online basic1 บอกว่า ลงทุนหุ้นแล้วมีความเครียดกังวล คิดว่า เกิดจากพื้นความรู้ ใจร้อน รอไม่เป็น ผมจึงพยายามเรียบเรียงความคิดของผม ให้อ่านกันดูบ้าง

มาจากทั้งที่ผมคุยกับอ.นุ้ย และอ่านหนังสือต่างๆ ดูแนวคิดกูรูหลายท่านๆสิ่งแรกที่คนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นต้องการ คือ กำไร

แต่อีกปัจจัยนึงที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ความสุข

กำไร vs ความสุข

[คำแนะนำข้อที่1] ทำใจเผชิญหน้ากับอารมณ์ภายในตนเองให้ได้ ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ขาดความสมดุลและขาดความพอดี สามารถสร้างความทุกข์ให้กับทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ขายหมู ตกรถ ติดดอย เป็นเรื่องปกติ

ถ้าท่านจัดการรับมือกับอารมณ์ภายในไม่ได้ ตลอดชีวิตการลงทุนก็จะอยู่กับความทุกข์ คงไม่คุ้มแน่นอนกับกำไรที่ได้มา บางคนบอกว่าถ้าพอร์ตโตๆ ความสุขก็มาเอง

ไม่ใช่เสมอไปหรอก ลองนึกว่าท่านเป็น VI พอร์ทพันล้าน วันที่หุ้นค้าปลีกลงจาก 50 บาท เหลือ 40 บาท ใน1-2วัน จากข่าวธรรมาภิบาลของผู้บริหาร

เงินท่านหายไปในอากาศหลายร้อยล้าน

ถ้าท่านเป็น VI ท่านนั้น ท่านจะรู้สึกอย่างไร? ลองตอบตัวเองดู

แล้วท่านรับมือความรู้สึกแบบนั้นไหวไหม หลายครั้งที่เราลงทุนแล้วไม่ได้ขายที่ราคาสูงสุด พอคิดเป็นเงินที่หายไปในอากาศ จะเกิดคำว่า เสียดาย ทั้งที่กำไรแล้วแท้ๆ ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ดี กรณีของเราอาจเป็นหลักพันหลักหมื่นหลักแสนหลักล้าน แล้ววันที่ท่านมีพอร์ทพันล้าน จะทุกข์กว่าเดิมกี่เท่า

ความสุขอยู่แห่งหนใดหนอ?

[คำแนะนำข้อที่2] ต้องมีเป้าหมายและรู้จักคำว่า พอ คำว่า พอ เป็นคำที่ต้องผ่านและต้องมี


หากต้องการความสุขในการลงทุนอย่างแท้จริงเป้าหมายในการลงทุนของท่านคืออะไรกันแน่ หากท่านไม่มีเป้าหมาย คำว่า พอ จะไม่มีวันเกิดเลยแล้วความสุขก็มีแต่ห่างไกลท่านออกไปทุกทีๆๆ

หรือท่านกำลังหาในสิ่งที่ตลาดหุ้นไม่มีให้ท่านอยู่รึเปล่า เป้าหมายแบบง่ายๆ เช่น กี่%ต่อปีที่ท่านต้องการ เป้าหมายเป็นแบบปัจเจกตามแต่ละคน

ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหรือไม่ต้องลอกกันก็ได้

  • บางคนเป้าหมาย >20%
  • บางคนต้องการดีกว่าฝากธนาคารที่ดอกเบี้ยต่ำ
  • บางคนอยากได้ปันผลสัก 5-7%ต่อปี
  • หรือจะลงทุน DCA เพื่ออนาคต 5-10 ปีข้างหน้า

จริงใจและซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากที่สุด

เป้าหมายจะเป็นตัวแบ่งลักษณะหุ้นที่ลงทุน และความเสี่ยงในการลงทุน เมื่อลงทุนแล้วก็อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เก่งกว่าตัวเองเมื่อวาน ทำได้ทุกวันก็พอละ แล้วจะทำไงให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ?


[คำแนะนำข้อที่3] มีระบบการลงทุนของตัวเอง

โชคอาจทำให้เกิดกำไรเป็นครั้งคราว ระบบจะทำให้เกิดกำไรยั่งยืนในระยะยาว จากสถิตินักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้าตลาดมาปีละแสนราย

ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม จะมีผู้แพ้ที่ขาดทุนและออกจากตลาดไปถึง2ใน3 ใน2ปีแรก และจะเหลือเพียง1ใน3 ที่จะก้าวต่อไปในปีที่3จนเป็นผู้ชนะในอนาคต

อะไรเป็นความแตกต่างของผู้แพ้กับผู้ชนะในตลาดหุ้น 
คำตอบ คือ ระบบการลงทุน

ระบบ คืออะไร ทำไมสร้างความแตกต่างให้ผู้ชนะกับผู้แพ้

ระบบการลงทุนจะถูกออกแบบโดยผู้ลงทุนเอง ซึ่งจะมาจากเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน ไม่ต้องสร้างเองก็ได้ ศึกษาจากคนอื่นแล้วมาต่อยอดอีกที

ปรับแก้เอาที่ตัวเองสบายใจ เพื่อความสุขในการลงทุน พูดคำว่า ระบบ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องซ้บซ้อนมาก ๅจะทำให้การลงทุนยากรึเปล่านะ บางระบบก็เรียบง่าย

เช่น

  • MACD ตัดขึ้น ซื้อ ตัดลง ขาย
  • MOS >20% ซื้อ MOS <0% ขาย
  • DCA ซื้อทุกวันที่5 ของทุกเดือน

มีระบบจะเป็นผู้ชนะระยะยาว ไม่ใช่เพราะระบบดีตั้งแต่แรก แต่การมีระบบจะทำให้เกิดการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีระบบไหนที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น

เมื่อลงทุนตามระบบผิดพลาด เราจะหาจุดอ่อนของระบบ จะเกิดการพัฒนาตามมาทุกครั้ง ระบบแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

Win rate กับ Return rate จะสูงขึ้นเรื่อยๆ การไม่มีระบบลงทุน จะผ่านไปกี่ปีก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนก็ย่ำอยู่กับที่ โชคดีไม่ได้อยู่กับเราตลอดไประบบจะทำให้เราลดเรื่องอารมณ์ลงไปได้

มีจุดซื้อจุดขายที่ชัดเจน

เพื่อที่จะให้การลงทุนอยู่ในเกมของเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีหลายระบบ แต่ต้องมีระบบที่เป็นท่าไม้ตายหรือท่าถนัดอย่างน้อย1ท่า ถ้านึกไม่ออก ลองให้ปู่บัฟเฟตต์ลงทุนโดยใช้สายเทคนิค หรือถ้าปู่แกลงทุนโดยไม่คำนึงถึง MOS

ท่านว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?


[คำแนะนำข้อที่4]  มีวินัยในการลงทุนอย่างเคร่งครัด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ นอกจากจะมีการวางแผนที่ดีแล้ว การทำตามแผนที่วางไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

เช่น การขายเมื่อถึงจุดคัทลอสของสายเทคนิค การรอเพื่อให้มีMOSที่ต้องการถึงเข้าซื้อของสายพื้นฐาน

การ DCA ทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อออมหุ้นระยะยาว อย่าให้ความผิดพลาดในการลงทุนระยะสั้น เปลี่ยนเป็นกลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวแบบจำยอม อย่าให้อารมณ์ตลาดอยู่เหนือวินัยของตัวเองไปได้ เพราะระยะยาวอารมณ์ตลาดกับผู้แพ้มักจะไปด้วยกัน 

ถ้าผู้ชนะไหลไปกับอารมณ์ตลาดเสมอๆ คนลงทุนในหุ้นคงรวยกันเกือบทุกคนไปแล้ว ถ้ามีเซียนหรือใครก็ตาม มาบอกว่าหุ้นนี้ดีนะอย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อในทีแรก เปิดใจรับฟังเสมอให้ใช้ระบบของเราเข้าไปจับหุ้นก่อนถ้าขัดแย้งกับระบบของเรา หรือทำให้เราเสียวินัยก็หลีกเลี่ยงซะ

เสียดายดีกว่าเสียใจนะ

ความทุกข์จะมาก็ตอนที่ซื้อแล้วราคาลงนี่แหละ ไม่ใช่ซื้อหุ้นตามคนอื่นไม่ได้ แต่ให้ซื้อไอเดียด้วย ลอกหุ้นได้ปลา แต่บางทีก็เป็นปลาเน่า

ลอกไอเดียได้คันเบ็ดไว้จับปลาไม่รู้จบ และอย่าลืม เราไม่กำไรจากหุ้นตัวที่เขาบอกก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังยึดวินัยและระบบของเราเมื่อถึงที่สุดของการลงทุน ความสุขความทุกข์จะหายไปเหลือแค่การทำตามวินัยในระบบของตัวเอง

ซื้อด้วยเหตุผลไหน ก็ขายด้วยเหตุผลนั้น เว้นแต่มีเหตุผลใหม่ที่ดีกว่าเหตุผลเดิม


[คำแนะนำข้อที่5] ตั้งคำถามให้ตัวเองตอบบ่อยๆ

เกี่ยวข้องกับความสุขในการลงทุนได้อย่างไรกัน? ในการลงทุน ทุกข์ส่วนนึงเกิดจากการไม่รู้ บางครั้งถามคนอื่น เราก็ไม่แน่ใจว่าคำตอบจะเชื่อได้แค่ไหน การที่เราจะมีความมั่นใจในการลงทุน เราต้องมั่นใจในข้อมูล


หากข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่วางใจได้ เห็นข้อมูลกับตาตัวเอง ย่อมดีกว่ามีคนอื่นบอกผ่านมาอีกทีนึง การจะหาคำตอบ สิ่งมีค่าที่ได้นอกเหนือจากคำตอบ คือ กระบวนการหรือวิธีการที่จะหาคำตอบ ลองปรับเปลี่ยนการถาม แล้วชีวิตการลงทุนจะเปลี่ยน ตัวอย่างคำถามแบบเดิมๆ

  • ตอนนี้หุ้นตัวไหนน่าซื้อ
  • หุ้น A เป็นไง
  • หุ้น B เป้าเท่าไร
  • หุ้น C จะลงต่ออีกไหม
  • หุ้น D ซื้อตอนนี้ทันไหม
  • หุ้น E กับ F ซื้อตัวไหนดี
  • หุ้น G ลงทุนระยะยาวดีไหม
  • หุ้น H ถัวเพิ่มหรือคัทลอสดี
  • หุ้น I ถือต่อแล้วจะขึ้นไหม
  • หุ้น J กำไรดี ทำไมไม่ขึ้น
  • หุ้น K ลงแรง มีอะไรที่เราไม่รู้
  • หุ้น L ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้ไหม
  • หุ้น M น่าจะเทินอะราวไหม

ถ้าจะไล่ถึง Z ก็คงได้อยู่ แต่พอดีกว่าที่มีคำถามแบบนี้เพราะเราไม่มีระบบหรือไม่มีวินัย หรือขาดทั้งระบบและขาดทั้งวินัย ถ้าไม่อินกับข้อมูลจริงๆ เมื่อหุ้นที่เราซื้อลงจะเห็นแต่วิกฤตเกิดความทุกข์ จะซื้อเพิ่มก็กลัวลงต่อ จะคัทลอสก็กลัวเด้งไม่เห็นโอกาสที่จะได้ซื้อเพิ่มในราคาที่ถูกลง

แต่ถ้าเราอินกับข้อมูล ก็จะมีความสุขในการซื้อเพิ่มส่วนถ้าไม่มีเงินซื้อเพิ่มก็อาจจะทุกข์อีกแบบคงต้องบริหารเงินลงทุนให้ดีๆด้วย

มีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

แน่นอน การจะก้าวข้ามอะไรบางอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายลองนึกภาพตัวเองขี่จักรยานหรือว่ายน้ำครั้งแรกก็ได้คำตอบของคำถามA-Zเหล่านี้ ไม่ได้ยากเกินไปนักหากเราตั้งใจจะเอาดีกับการลงทุนหุ้นอย่างจริงจัง

ไม่มีใครเกิดมาแล้วเก่งทันทีมีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

##แชร์ปสก.แนวทางการเล่นหุ้น จากห้อง BASIC1

☉คุณมาโนช

แนวทางของผมต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล6% และกำไรจากราคาปรับขึ้น6% รวม12%ต่อปีก็เพียงพอแล้ว
จึงต้องเลือกหุ้นพื้นฐานดีเพราะ ความเสี่ยงจะต่ำและเลือกแต่ละ ธุรกิจไม่เกิน2ตัว เมื่อได้หุ้นเป้า หมายแล้วก็จะรอจังหวะการเข้า
ตอนหุ้นย่อลง และถ้ามีหุ้นตัวใหนติดลบเนื่องจากผลประกอบการมีแนวโน้มแย่ลงก็จะรีบคัท โดยไม่ต้องรอให้ติดลบเยอะๆ

แต่ถ้าหุ้นติดลบจากสภาพตลาด  โดยรวมจะยังไม่คัทต้องใจเย็นรอเดี๋ยวมันก็กลับมา อยากให้สมาชิกในกลุ่มไลน์นี้ลองเอาแนวทางนี้ไปใช้จะได้สำเร็จไป พร้อมกันครับ

☉คุณgolf melody ผมขอลองแชร์ สิ่งที่ผมใช้ เผื่อเป็นไอเดียนะครับ

1. ผมบริหารพอร์ทโดย – หุ้น 80% , เงินสด 20%
***ยกเว้นกรณี เจอตัวที่มีจังหวะจริงๆ ก็อาจจะถือเงินสดน้อยลงกว่านี้ แต่ปกติจะรักษาไว้แบบนี้ครับ เพื่อเก็บเงินสดไว้ตอนโอกาสมา หรือมีตัวที่อยากซื้อแต่ราคายังไม่น่าซื้อ

2. ผมมีเป้าหมายชัดเจน 20% ต่อปี คือ ในการถือหุ้นในพอร์ท สมมติ ถือ 8 ตัว เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ
– หุ้นทุกตัวถือในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ 10% –> 8 ตัว –> 80%
– เงินสดอีก 20%

*** แต่การที่ผมถือเงินสด ก็จะมีข้อเสียคือ ถ้าผมอยากได้ 20% ผมต้องใช้หุ้น 80% ที่ถืออยู่ ทำผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ 0.2/0.8 = 25% ถึงจะทำให้พอร์ทโดยรวม + มาที่ 20%

แต่ข้อดีคือ ถ้ามีหุ้น 1 ตัว (ถืออยู่ 10%) ขาดทุนที่ 50% จะส่งผลต่อพอร์ทโดยรวมขาดทุนเพียง = 0.1*0.5 = 5%

*** แต่ก็ไม่ใช่ว่าถือหุ้นหลายตัวมากไปจะดีนะครับ เพราะถึงจะช่วยให้ภาพรวมการขาดทุนลดลง แต่ก็ต้องสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยให้มากขึ้น ถึงจะทำให้บรรลุเป้าหมาย และความเสี่ยงอาจสูงขึ้น ถ้าดูแลไม่ถูกหรือไม่เหมาะสม

3. ในการซื้อหุ้น ส่วนใหญ่จะ หา FV รอไว้ + ใส่ %mos เข้าไป เพื่อหาจุดที่น่าซื้อ ไว้ในใจก่อน แล้วก็ค่อยหาจังหวะเข้าที่ดีๆ บางครั้งก็ใช้ ข้อมูลทางเทคนิคซื้อบ้าง แต่ต้องมี จุด stop loss ที่ชัดเจน

4. ผมจะขยับจุด lock กำไรใหม่ทุกครั้ง(ที่ราคาวิ่งเกินเป้าหรือมาใกล้ๆเป้า) เพือรักษากำไรที่ได้ (ถึงบางครั้งอาจจะมีขายหมูไปบ้าง แต่ผมจะแบ่งขายเป็นไม้ๆ ไป เพื่อลดหมู แต่บางทีไม้แรก ดันเป็นจุดสูงสุด ก็มี แต่พอใจก็พอแล้ว)

***จุด stop loss หรือ จุด lock กำไรใหม่ ขึ้นอยู่กับ ผมซื้ิอด้วยอะไร ก็จะใช้สิ่งนั้นกำหนด

*** แต่ถ้าตลาดไม่ชัดเจน บางครั้งก็มีลดสัดส่วนหุ้นลงนะครับ และจะถือเน้นๆตัวที่ปันผลดีๆไว้ก่อน 6%+

*** ลองตั้งเป้าหมายดูครับ แล้วลองเขียนมันขึ้นมาดูก่อนก็ได้ ว่าสิ่งที่เราพอใจคืออะไร และเราจะบริหารมันยังไง เพราะอย่างถ้าผมต้องการ 6% ต่อปี ผมก็เน้นปันผลก็พอ แต่ถ้าผมต้องการ 15% หรือ 20% มันก็จะมีเรื่องเก็งกำไรมาด้วย (ก็ต้องซื้อให้ได้ในราคาที่ปลอดภัยไว้ก่อน)

☉ คุณjoe jesada

ผมลงทุนมา1ปีครึ่ง ขวบปีแรก รู้สึกถึงความสะเปะสะปะมาก แต่อ่านหนังสือพวกออมในหุ้นมาเลยไปลงใน หุ้นปันผล เลยไม่เจ็บตัวครับ เพราะปันผล4-5%บวกแคปเกนพอร์ทรวมอีก5-6%ก็บวกประมาน 10% ครับ

แต่มาครึ่งปีหลังเริ้มจับทางถูก คำนวนราคาด้วยวิธี dvm แล้วรู้สึกว่าค่อนข้างแม่น เดือนพฤศจิกายนไปช้อนหุ้นเด็ดเพิ่มกับจารย์นุ้ย เริ่มมองแบบกล้าถือมากขึ้น เมื่อปลายปีถือว่าชนะตลาดมากพอสมควร หุ้นชุดใหม่ ถือจากปลายปีข้ามมาต้นปีก็ทำกำไรได้8%ละ

แต่ทั้งหมดนี้ ผมใช้เวลากับการศึกษาหุ้น วันละ 3-5 ชม. ทั้งดูยูทูปรายการต่างๆ money talk ,business model,business super coash, oppday
ย่อนหลัง ,หุ้น5up ,สดจากset แล้วก็อ่านข่าว อ่านงบ คำนวนๆๆๆๆ

สรุปแล้วคือต้องทุ่มเทครับ

DCA ปลอดภัย รู้แบบนี้ซื้อไปนานแล้ว

DCA ปลอดภัย รู้แบบนี้ซื้อไปนานแล้ว

ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ทีมงานหุ้นปันผล ทุ่มเทสุดกำลังบุกตลุยงบการเงินของทุกๆบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจบปี 2559 ว่ามีบริษัทใดบ้างที่น่าลงทุน เราได้ข้อสรุปว่า ภาคบริการยังทำผลการดำเนินงานได้อย่างดีเยี่ยม

ตัวอย่าง บริษัทในภาคการบริการ ที่มีผลการดำเนินดีต่อเนื่อง

หุ้นที่นำมาเป็นตัวอย่างทั้ง 3 ตัวนี้อยู่ในภาคบริการที่จัดว่ามีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากหันกลับไปมองราคาหุ้นย้อนหลังของ หุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ก็พบว่าเมื่อเทียบราคากับกำไรต่อหุ้นแล้วสูงเอาเรื่องเลยทีเดียว

HMPRO  หุ้นค้าปลีกชื่อดังรายนี้ในรอบ 9 เดือนของปี 2559 มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง  19.03%  แต่เมื่อย้อนไปดูในช่วงปี 2557 (A)  ถึงแม้จะปันผลเข้ามาเพียง 15:1 ราคากลับปรับตัวลงแรงจนถึงปลายปี 2558 (B)  ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาในช่วงต้นปี 2559   อาจมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ซื้อในช่วงที่ราคาต่ำสุดล่ะ ระหว่างปี 2558 ราคายืนให้ซื้ออยู่ตั้งนาน (คำถามนี้ต้องถาม ณ ตอนนั้นครับ ไม่ใช่​ ณ ตอนนี้ อารมณ์มันต่างกันเยอะ)

ทำอย่างไรถึงจะซื้อราคาต่ำสุดได้ ?

หากท่านเป็นนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมานานพอ จะทราบดีว่าราคาต่ำสุดไม่มีอยู่จริง เพราะหลังจากซื้อแล้ว ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้น ลงทันที หรือ นิ่งๆ ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก  ผมเชื่อว่าหากท่านได้ลงมือศึกษาอย่างจริงจัง สิ่งที่น่าจะมองออกได้อย่างชัดเจนมากกว่าราคาหุ้นที่ขึ้นลง คือ บริษัทนี้ทำกำไรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และ มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในอนาคต จากการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน เพิ่มหน่วยธุรกิจใหม่ๆ และ การลงทุนเพิ่มสาขาอย่างต่อเนื่อง  ฉะนั้นหากถามหาราคาต่ำสุด คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นล่ะมั้งครับที่ล่วงรู้

ในเรื่องความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เรื่องนี้จำเป็นต้องศึกษาเรื่องงบการเงิน และ แผนการลงทุนของบริษัทโดยละเอียดเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน จนเกิดความมั่นใจ ส่วนสุดท้ายที่เหลือแล้วจะซื้อราคาไหนดี ? เป็นคำถามสุดคลาสสิคของนักลงทุนหลายคน ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ หรือ มีประสบการณ์มาก แต่ขาดการฝึกฝนอย่างถูกวิธี พอซื้อผิดที่ผิดเวลาก็พาลให้ดอย และ เผลอคัททิ้งกันอยู่บ่อยครั้งพอเห็นเค้าดีก็ตามกันไป เหล่านี้เป็นเรื่องของจิตวิทยาการลงทุนทั้งสิ้น ถ้าไม่อยากพลาดอีกมาลองศึกษาวิธีการซื้อหุ้นทั้งสองแบบนี้กันครับ เชื่อเหลือเกินว่าจะทำให้ท่านได้พบกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยล่ะ

วิธีการซื้อหุ้น 2 วิธีใหญ่ๆ ที่ผมใช้อยู่เสมอ และ ได้ผลดีมากในทุกช่วงตลาดคือ 

  1. ซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (Valuation)
  2. ซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนด้วยวิธี DCA (dollar-cost averaging)
  3. แบบที่ 1 + แบบที่ 2

ทั้งสองวิธีนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกัน และ ในแต่ละวิธียังมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปแต่โดยสรุปสามารถอธิบายได้จากตารางดังนี้

วิธีแบบที่ 1 Valuation ได้ผลตอบแทนดีมาก และ สามารถรับรู้ผลตอบแทนได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องอาศัยทักษะที่ต้องฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เพราะหากคาดการณ์กำไร และ ความคาดหวังของตลาดผิดพลาด มีโอกาสดอยสูงเลยทีเดียว เพราะวิธีนี้ในช่วงที่ซื้อแล้วหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงหมายถึงโอกาสในการทำกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ใช่หมายถึงติดลบมากขึ้นฉะนั้นในเชิงของการคำนวณราคามูลค่าที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องมีความเชื่อมั่นต่อข้อมูลเป็นอันมาก และ ได้ทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายมากขนาดไหนถ้าข้อมูลที่ได้มานั้นผิด

วิธีที่ 2 แบบ ถัวเฉลี่ยต้นทุนด้วยวิธี DCA (dollar-cost averaging) ถึงแม้จะใช้เวลาที่ยาวมากในการสะสมหุ้น แต่ผลตอบแทนก็ถือว่าดีใช้ได้ ถ้าเทียบกับความเสี่ยงระดับต่ำ และ ไม่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์มาก วิธีการ DCA จึงถือเป็นวิธีการที่เข้าสู่สมดุลอย่างแท้จริง ภาระและหน้าที่เรื่องเดียวที่จำเป็นต้องทำคือการศึกษาในรายละเอียดของบริษัทให้ท่องแท้ ซึ่งถือว่าเป็นภาระอันน้อยนิดถ้าเทียบกับวิธีแรก และ ยังเหมาะสำหรับนักลงทุนที่กำลังเริ่มต้นด้วย ผมแนะนำลองเข้าไปดูที่ https://www.krungsri.com/bank/th/krungsri-guru/home.html ที่นี่เป็นเหมือนประตูบานแรกที่มีเคล็ดลับมากมายสามารถนำท่านไปสู่ความสำเร็จได้แน่นอน

จำลองการซื้อขายในช่วงเวลาที่ (A) (B) (C)

เปรียบเทียบระหว่าง วิธีที่ 1 และ วิธีที่ 2 โดยใช้ราคา (A) วันที่  27/08/2557 (B) วันที่ 18/02/2559 (C) วันที่ 21/11/2559 (ใช้ราคาที่ปรับเรื่องการไดรูทของหุ้นเรียบร้อยแล้ว)

จากตารางข้างต้นจะเห็นว่าผลตอบแทนที่ดีที่สุดของวิธีที่ 1 สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 50.77% แต่ถ้าซื้อผิดช่วงเวลาสามารถติดลบได้ถึง -28.41% ด้วยเหมือนกัน ผู้ที่ลงทุนในวิธีนี้เป็นหลักจึงต้องอาศัยความสามารถทางด้านการคิดวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งประสบการณ์เฉพาะด้านที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจนมีสภาพจิตใจที่มั่นคงพอจะเชื่อได้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกต้อง เพราะหากผิดทางแต่ยังเชื่อว่าถูกต้องแล้วล่ะก็ ฮึ ฮึ อาจส่งผลร้ายแรงต่อการลงทุนได้มากเลยทีเดียว

แต่ถ้าเทียบกับวิธีที่ 2 การ DCA ซื้อทุกเดือนตามช่วงเวลาที่แตกต่างกัน สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างดี ถึงแม้จะใช้เวลานานและผลตอบแทนไม่ได้มากเหมือนวิธีที่ 1 แต่เป็นการลงทุนที่สบายกว่ามาก ผมเชื่อว่าหลายท่านที่ได้อ่านบทความนี้น่าจะได้ประโยชน์ไปไม่มากก็น้อย

วิธีการลงทุน DCA มีเคล็ดลับอยู่เรื่องเดียวเลือกหุ้นให้ถูกตัวแค่นี้ก็ปลอดภัย และ ยังมีเงินเก็บรวยเกษียณได้สมใจกันแน่นอนครับ