ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

ออมหุ้น VS ออมกองทุน เอาไงดี

เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น และเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าสำหรับคนที่ลงทุนมาสักระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน แถมยังมีความกังวลต่างๆเกิดขึ้นในใจมากมาย

 “ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุด แต่มีสิ่งที่เหมาะกับตัวเราเองมากที่สุด ในเส้นทางการลงทุน” 

ปัจจุบันหากมองเรื่องอัตราผลตอบแทนจากเงินฝาก ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอดีตมากเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนในยุคปัจจุบันหันไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และกองทุนรวมกันมากขึ้น คำถามสุดฮิต ระหว่างกองทุนหรือหุ้นแบบไหนดีกว่ากัน ผมมีข้อสรุปในเบื้องต้นให้ก่อนว่า ไม่มีอะไรดีกว่ากันแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราแน่นอน

เมื่อเราพูดถึงกองทุน ภาพที่เห็นคือการลงทุนที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย โดยยึดเอาหลักการที่ว่า กองทุนย่อมมีนโยบายลงทุนที่ชัดเจนและเป็นไปตามที่เราต้องการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สามารถจัดตั้งกองทุนได้หลายกอง เพราะแต่ละกองมีนโยบายในการลงทุนที่แตกต่างกัน บ้านเรามีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเยอะมาก ปัจจุบันมีกองทุน มากกว่า 1400 กองทุน (อ้างอิงจาก สมาคมบริษัทจัดการลงทุน )

การที่จะหากองที่ดีที่สุดอาจเป็นเรื่องยากเพราะการดูผลตอบแทนในอดีต ถึง ปัจจุบันไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเท่าไหร่นักแต่การหากองทุน ที่มีนโยบายในการลงทุนเหมาะกับภาพในอนาคตของเราจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด   เพื่อนๆ สามารถดู แนวและวิธีการเลือกกองทุน ได้ที่ Krungsri GURU    มีผู้เขียนที่มากประสบการณ์หลายท่านได้แนะนำลำดับวิธีการไว้ให้อย่างละเอียดแล้ว

ข้อได้เปรียบ กองทุนรวม
  1. มีนโยบายที่ชัดเจนและทำตามนโยบายนั้นนั้นที่เราต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมาย
  2. มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้และความเข้าใจในตลาดเงินและตลาดการลงทุนเป็นอย่างดีคอยติดตามและวิเคราะห์เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยลงทุน
  3. กองทุนรวมประเภท LTF RMF ทุกบาทที่ซื้อกองทุนได้กำไรทันทีจากสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักในการลงทุนที่ชัดที่สุดแล้ว
  4. สามารถลงทุนออมทุกเดือนได้ด้วยเงินต่ำสุดเพียง 500 บาทเท่านั้น เปรียบเสมือนได้เป็นเจ้าของกิจการมูลค่าหลาย 100,000 ล้านบาทโดยใช้เงินทุนเพียง 500 บาทเท่านั้น
ข้อเสียเปรียบ กองทุนรวม
  1. หากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมีนโยบายในการจ่ายปันผล กองทุนจะจ่ายเงินปันผลจากสินทรัพย์ของกองทุน ซึ่งหากจ่ายปันผลมากกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นของกองทุน จะทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนลดลงด้วยเช่นกัน
  2. กองทุนจัดเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองโดยจะมีอัตราการเรียกเก็บไม่เท่ากัน
  3. กองทุนที่จ่ายปันผล เงินปันผลนั้นไม่สามารถนำมาเครดิตเงินปันผล แต่จะทำได้เฉพาะขอคืนภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่ายจำนวน 10% เท่านั้น (เฉพาะกรณีที่คาดว่าจะได้คืน)
  4. การสั่งซื้อ หรือ ขาย สามารถทำได้ทันที แต่ผลลัพธ์ที่เกิดจากคำสั่งนั้นจะเสร็จสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่กองทุนเป็นผู้กำหนด

ส่วนการลงทุนในหุ้นรายตัวนั้น หลายคนมักเข้าตลาดหุ้นมาด้วยไอเดียที่ว่า ขอแค่ชนะเงินฝากเงินเฟ้อก็พอ แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริงความโลภมักทำให้ ทัศนคติและวิธีคิดทุกอย่างเปลี่ยนไป อยากได้โดยไม่กลัวเสีย จากที่มีแนวคิดง่ายๆกลายเป็นคนที่ลงทุนไร้ระบบอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นถ้าหากท่านลงทุนในหุ้นรายตัว ต้องมีแนวทางในการลงทุนที่ชัดเจนและทำตามแนวทางนั้นจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่ต้องการยกตัวอย่างเช่น

  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการเติบโตไปตลอด 10 ปีข้างหน้าและมีเงินปันผล จ่ายตลอดต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผล 6% ขึ้นไปมีผลการดำเนินงานที่ดีไม่จำเป็นต้องมีกำไรที่เติบโตมากขอให้บริษัทนั้นมีหนี้สินต่ำและ สามารถจ่ายปันผลในระดับที่ใกล้เคียงเดิมต่อเนื่อง
  • ต้องการลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทอันดับหนึ่งของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างขั้นต้นซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างกับการที่เราเอาเงินไปให้กองทุนบริหารจัดการเพราะเราก็ต้องมีนโยบายหรือเป้าหมายในการลงทุนที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน

ข้อได้เปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. การลงทุนในหุ้นรายตัวเมื่อได้ปันผลเงินปันผลจะถูกจ่ายจากกำไรจริง เมื่อราคาหุ้นปรับลงในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD เวลาผ่านไปพื้นฐานกำไรบริษัทไม่เปลี่ยนแปลงราคาหุ้นก็มีโอกาสปรับขึ้นมาเพื่อสะท้อนความคาดหวังเงินปันผลในรอบถัดไป
  2. มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในกองทุนแต่ต้องอาศัย ประสบการณ์ ความรู้  และ ความมั่นใจที่มากด้วยเช่นกัน
  3. สามารถเอาเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทที่เสียภาษีโดยปกติ  มาคำนวณกับรายได้เพื่อขอเครดิตเงินปันผลคืนได้อีกต่อหนึ่ง
  4. สามารถสับเปลี่ยนหุ้นได้ทันทีที่ต้องการในช่วงเวลาที่ตลาดมีการเปิดให้ซื้อขาย
ข้อเสียเปรียบ การลงทุนในหุ้น
  1. หากต้องการลงทุนในบริษัทใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากจะไม่สามารถทำได้ต้องพึ่งพาโปรแกรมออมหุ้นของบางบริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดให้บริการ
  2. ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเหมือน LTF RMF ได้
  3. จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้สร้างประสบการณ์เพื่อให้เกิดความมั่นใจ อาจต้องใช้เวลา 1ปี 2ปี 3ปี 10ปี หรือ ทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจเลยก็เป็นไปได้
  4. ต้องมีเวลาให้กับการติดตามผลประกอบการของบริษัทและเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุดซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ได้มาอาจทำให้เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจและตัดสินใจผิดพลาดเอาได้เช่นกัน

 

ผมขอเปรียบเทียบการลงทุนใน กองทุนรวม ก็ไม่ต่างกับการที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปิดที่มีระเบียบข้อบังคับชัดเจนและท่านต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่การลงทุนในหุ้นรายตัวเหมือนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดจะเรียนกี่ปี จะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียน ก็ตามแต่ใจ สุดท้ายไปวัดกันที่คะแนนปลายภาค ถ้าสอบตกก็ลงซ่อม หน่วยกิตไม่ถึงก็ลงใหม่ เสียเวลา เสียเงินเสียทอง ถ้าสอบผ่านนอกจากจะได้ไปต่อแล้ว ยังได้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ฉะนั้นคนที่จะเลือกแบบหลังจึงต้องมีความรับผิดชอบ และวินัยสูงกว่าคนปกติทั่วไป

ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายท่านคงได้ข้อสรุปแล้วล่ะว่าอยากเรียนในมหาวิทยาลัยปิดหรือต้องการหาประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยเปิด ไม่มีสิ่งที่ดีที่สุดแต่มีสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับท่านอยู่แน่นอน

 

 

คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

เนื่องจากมีสมาชิกท่านหนึ่งในห้อง Line ของ online basic1 บอกว่า ลงทุนหุ้นแล้วมีความเครียดกังวล คิดว่า เกิดจากพื้นความรู้ ใจร้อน รอไม่เป็น ผมจึงพยายามเรียบเรียงความคิดของผม ให้อ่านกันดูบ้าง

มาจากทั้งที่ผมคุยกับอ.นุ้ย และอ่านหนังสือต่างๆ ดูแนวคิดกูรูหลายท่านๆสิ่งแรกที่คนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นต้องการ คือ กำไร

แต่อีกปัจจัยนึงที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ความสุข

กำไร vs ความสุข

[คำแนะนำข้อที่1] ทำใจเผชิญหน้ากับอารมณ์ภายในตนเองให้ได้ ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ขาดความสมดุลและขาดความพอดี สามารถสร้างความทุกข์ให้กับทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ขายหมู ตกรถ ติดดอย เป็นเรื่องปกติ

ถ้าท่านจัดการรับมือกับอารมณ์ภายในไม่ได้ ตลอดชีวิตการลงทุนก็จะอยู่กับความทุกข์ คงไม่คุ้มแน่นอนกับกำไรที่ได้มา บางคนบอกว่าถ้าพอร์ตโตๆ ความสุขก็มาเอง

ไม่ใช่เสมอไปหรอก ลองนึกว่าท่านเป็น VI พอร์ทพันล้าน วันที่หุ้นค้าปลีกลงจาก 50 บาท เหลือ 40 บาท ใน1-2วัน จากข่าวธรรมาภิบาลของผู้บริหาร

เงินท่านหายไปในอากาศหลายร้อยล้าน

ถ้าท่านเป็น VI ท่านนั้น ท่านจะรู้สึกอย่างไร? ลองตอบตัวเองดู

แล้วท่านรับมือความรู้สึกแบบนั้นไหวไหม หลายครั้งที่เราลงทุนแล้วไม่ได้ขายที่ราคาสูงสุด พอคิดเป็นเงินที่หายไปในอากาศ จะเกิดคำว่า เสียดาย ทั้งที่กำไรแล้วแท้ๆ ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ดี กรณีของเราอาจเป็นหลักพันหลักหมื่นหลักแสนหลักล้าน แล้ววันที่ท่านมีพอร์ทพันล้าน จะทุกข์กว่าเดิมกี่เท่า

ความสุขอยู่แห่งหนใดหนอ?

[คำแนะนำข้อที่2] ต้องมีเป้าหมายและรู้จักคำว่า พอ คำว่า พอ เป็นคำที่ต้องผ่านและต้องมี


หากต้องการความสุขในการลงทุนอย่างแท้จริงเป้าหมายในการลงทุนของท่านคืออะไรกันแน่ หากท่านไม่มีเป้าหมาย คำว่า พอ จะไม่มีวันเกิดเลยแล้วความสุขก็มีแต่ห่างไกลท่านออกไปทุกทีๆๆ

หรือท่านกำลังหาในสิ่งที่ตลาดหุ้นไม่มีให้ท่านอยู่รึเปล่า เป้าหมายแบบง่ายๆ เช่น กี่%ต่อปีที่ท่านต้องการ เป้าหมายเป็นแบบปัจเจกตามแต่ละคน

ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหรือไม่ต้องลอกกันก็ได้

  • บางคนเป้าหมาย >20%
  • บางคนต้องการดีกว่าฝากธนาคารที่ดอกเบี้ยต่ำ
  • บางคนอยากได้ปันผลสัก 5-7%ต่อปี
  • หรือจะลงทุน DCA เพื่ออนาคต 5-10 ปีข้างหน้า

จริงใจและซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากที่สุด

เป้าหมายจะเป็นตัวแบ่งลักษณะหุ้นที่ลงทุน และความเสี่ยงในการลงทุน เมื่อลงทุนแล้วก็อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เก่งกว่าตัวเองเมื่อวาน ทำได้ทุกวันก็พอละ แล้วจะทำไงให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ?


[คำแนะนำข้อที่3] มีระบบการลงทุนของตัวเอง

โชคอาจทำให้เกิดกำไรเป็นครั้งคราว ระบบจะทำให้เกิดกำไรยั่งยืนในระยะยาว จากสถิตินักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้าตลาดมาปีละแสนราย

ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม จะมีผู้แพ้ที่ขาดทุนและออกจากตลาดไปถึง2ใน3 ใน2ปีแรก และจะเหลือเพียง1ใน3 ที่จะก้าวต่อไปในปีที่3จนเป็นผู้ชนะในอนาคต

อะไรเป็นความแตกต่างของผู้แพ้กับผู้ชนะในตลาดหุ้น 
คำตอบ คือ ระบบการลงทุน

ระบบ คืออะไร ทำไมสร้างความแตกต่างให้ผู้ชนะกับผู้แพ้

ระบบการลงทุนจะถูกออกแบบโดยผู้ลงทุนเอง ซึ่งจะมาจากเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน ไม่ต้องสร้างเองก็ได้ ศึกษาจากคนอื่นแล้วมาต่อยอดอีกที

ปรับแก้เอาที่ตัวเองสบายใจ เพื่อความสุขในการลงทุน พูดคำว่า ระบบ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องซ้บซ้อนมาก ๅจะทำให้การลงทุนยากรึเปล่านะ บางระบบก็เรียบง่าย

เช่น

  • MACD ตัดขึ้น ซื้อ ตัดลง ขาย
  • MOS >20% ซื้อ MOS <0% ขาย
  • DCA ซื้อทุกวันที่5 ของทุกเดือน

มีระบบจะเป็นผู้ชนะระยะยาว ไม่ใช่เพราะระบบดีตั้งแต่แรก แต่การมีระบบจะทำให้เกิดการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีระบบไหนที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น

เมื่อลงทุนตามระบบผิดพลาด เราจะหาจุดอ่อนของระบบ จะเกิดการพัฒนาตามมาทุกครั้ง ระบบแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

Win rate กับ Return rate จะสูงขึ้นเรื่อยๆ การไม่มีระบบลงทุน จะผ่านไปกี่ปีก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนก็ย่ำอยู่กับที่ โชคดีไม่ได้อยู่กับเราตลอดไประบบจะทำให้เราลดเรื่องอารมณ์ลงไปได้

มีจุดซื้อจุดขายที่ชัดเจน

เพื่อที่จะให้การลงทุนอยู่ในเกมของเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีหลายระบบ แต่ต้องมีระบบที่เป็นท่าไม้ตายหรือท่าถนัดอย่างน้อย1ท่า ถ้านึกไม่ออก ลองให้ปู่บัฟเฟตต์ลงทุนโดยใช้สายเทคนิค หรือถ้าปู่แกลงทุนโดยไม่คำนึงถึง MOS

ท่านว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?


[คำแนะนำข้อที่4]  มีวินัยในการลงทุนอย่างเคร่งครัด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ นอกจากจะมีการวางแผนที่ดีแล้ว การทำตามแผนที่วางไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

เช่น การขายเมื่อถึงจุดคัทลอสของสายเทคนิค การรอเพื่อให้มีMOSที่ต้องการถึงเข้าซื้อของสายพื้นฐาน

การ DCA ทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อออมหุ้นระยะยาว อย่าให้ความผิดพลาดในการลงทุนระยะสั้น เปลี่ยนเป็นกลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวแบบจำยอม อย่าให้อารมณ์ตลาดอยู่เหนือวินัยของตัวเองไปได้ เพราะระยะยาวอารมณ์ตลาดกับผู้แพ้มักจะไปด้วยกัน 

ถ้าผู้ชนะไหลไปกับอารมณ์ตลาดเสมอๆ คนลงทุนในหุ้นคงรวยกันเกือบทุกคนไปแล้ว ถ้ามีเซียนหรือใครก็ตาม มาบอกว่าหุ้นนี้ดีนะอย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อในทีแรก เปิดใจรับฟังเสมอให้ใช้ระบบของเราเข้าไปจับหุ้นก่อนถ้าขัดแย้งกับระบบของเรา หรือทำให้เราเสียวินัยก็หลีกเลี่ยงซะ

เสียดายดีกว่าเสียใจนะ

ความทุกข์จะมาก็ตอนที่ซื้อแล้วราคาลงนี่แหละ ไม่ใช่ซื้อหุ้นตามคนอื่นไม่ได้ แต่ให้ซื้อไอเดียด้วย ลอกหุ้นได้ปลา แต่บางทีก็เป็นปลาเน่า

ลอกไอเดียได้คันเบ็ดไว้จับปลาไม่รู้จบ และอย่าลืม เราไม่กำไรจากหุ้นตัวที่เขาบอกก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังยึดวินัยและระบบของเราเมื่อถึงที่สุดของการลงทุน ความสุขความทุกข์จะหายไปเหลือแค่การทำตามวินัยในระบบของตัวเอง

ซื้อด้วยเหตุผลไหน ก็ขายด้วยเหตุผลนั้น เว้นแต่มีเหตุผลใหม่ที่ดีกว่าเหตุผลเดิม


[คำแนะนำข้อที่5] ตั้งคำถามให้ตัวเองตอบบ่อยๆ

เกี่ยวข้องกับความสุขในการลงทุนได้อย่างไรกัน? ในการลงทุน ทุกข์ส่วนนึงเกิดจากการไม่รู้ บางครั้งถามคนอื่น เราก็ไม่แน่ใจว่าคำตอบจะเชื่อได้แค่ไหน การที่เราจะมีความมั่นใจในการลงทุน เราต้องมั่นใจในข้อมูล


หากข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่วางใจได้ เห็นข้อมูลกับตาตัวเอง ย่อมดีกว่ามีคนอื่นบอกผ่านมาอีกทีนึง การจะหาคำตอบ สิ่งมีค่าที่ได้นอกเหนือจากคำตอบ คือ กระบวนการหรือวิธีการที่จะหาคำตอบ ลองปรับเปลี่ยนการถาม แล้วชีวิตการลงทุนจะเปลี่ยน ตัวอย่างคำถามแบบเดิมๆ

  • ตอนนี้หุ้นตัวไหนน่าซื้อ
  • หุ้น A เป็นไง
  • หุ้น B เป้าเท่าไร
  • หุ้น C จะลงต่ออีกไหม
  • หุ้น D ซื้อตอนนี้ทันไหม
  • หุ้น E กับ F ซื้อตัวไหนดี
  • หุ้น G ลงทุนระยะยาวดีไหม
  • หุ้น H ถัวเพิ่มหรือคัทลอสดี
  • หุ้น I ถือต่อแล้วจะขึ้นไหม
  • หุ้น J กำไรดี ทำไมไม่ขึ้น
  • หุ้น K ลงแรง มีอะไรที่เราไม่รู้
  • หุ้น L ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้ไหม
  • หุ้น M น่าจะเทินอะราวไหม

ถ้าจะไล่ถึง Z ก็คงได้อยู่ แต่พอดีกว่าที่มีคำถามแบบนี้เพราะเราไม่มีระบบหรือไม่มีวินัย หรือขาดทั้งระบบและขาดทั้งวินัย ถ้าไม่อินกับข้อมูลจริงๆ เมื่อหุ้นที่เราซื้อลงจะเห็นแต่วิกฤตเกิดความทุกข์ จะซื้อเพิ่มก็กลัวลงต่อ จะคัทลอสก็กลัวเด้งไม่เห็นโอกาสที่จะได้ซื้อเพิ่มในราคาที่ถูกลง

แต่ถ้าเราอินกับข้อมูล ก็จะมีความสุขในการซื้อเพิ่มส่วนถ้าไม่มีเงินซื้อเพิ่มก็อาจจะทุกข์อีกแบบคงต้องบริหารเงินลงทุนให้ดีๆด้วย

มีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

แน่นอน การจะก้าวข้ามอะไรบางอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายลองนึกภาพตัวเองขี่จักรยานหรือว่ายน้ำครั้งแรกก็ได้คำตอบของคำถามA-Zเหล่านี้ ไม่ได้ยากเกินไปนักหากเราตั้งใจจะเอาดีกับการลงทุนหุ้นอย่างจริงจัง

ไม่มีใครเกิดมาแล้วเก่งทันทีมีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

##แชร์ปสก.แนวทางการเล่นหุ้น จากห้อง BASIC1

☉คุณมาโนช

แนวทางของผมต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล6% และกำไรจากราคาปรับขึ้น6% รวม12%ต่อปีก็เพียงพอแล้ว
จึงต้องเลือกหุ้นพื้นฐานดีเพราะ ความเสี่ยงจะต่ำและเลือกแต่ละ ธุรกิจไม่เกิน2ตัว เมื่อได้หุ้นเป้า หมายแล้วก็จะรอจังหวะการเข้า
ตอนหุ้นย่อลง และถ้ามีหุ้นตัวใหนติดลบเนื่องจากผลประกอบการมีแนวโน้มแย่ลงก็จะรีบคัท โดยไม่ต้องรอให้ติดลบเยอะๆ

แต่ถ้าหุ้นติดลบจากสภาพตลาด  โดยรวมจะยังไม่คัทต้องใจเย็นรอเดี๋ยวมันก็กลับมา อยากให้สมาชิกในกลุ่มไลน์นี้ลองเอาแนวทางนี้ไปใช้จะได้สำเร็จไป พร้อมกันครับ

☉คุณgolf melody ผมขอลองแชร์ สิ่งที่ผมใช้ เผื่อเป็นไอเดียนะครับ

1. ผมบริหารพอร์ทโดย – หุ้น 80% , เงินสด 20%
***ยกเว้นกรณี เจอตัวที่มีจังหวะจริงๆ ก็อาจจะถือเงินสดน้อยลงกว่านี้ แต่ปกติจะรักษาไว้แบบนี้ครับ เพื่อเก็บเงินสดไว้ตอนโอกาสมา หรือมีตัวที่อยากซื้อแต่ราคายังไม่น่าซื้อ

2. ผมมีเป้าหมายชัดเจน 20% ต่อปี คือ ในการถือหุ้นในพอร์ท สมมติ ถือ 8 ตัว เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ
– หุ้นทุกตัวถือในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ 10% –> 8 ตัว –> 80%
– เงินสดอีก 20%

*** แต่การที่ผมถือเงินสด ก็จะมีข้อเสียคือ ถ้าผมอยากได้ 20% ผมต้องใช้หุ้น 80% ที่ถืออยู่ ทำผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ 0.2/0.8 = 25% ถึงจะทำให้พอร์ทโดยรวม + มาที่ 20%

แต่ข้อดีคือ ถ้ามีหุ้น 1 ตัว (ถืออยู่ 10%) ขาดทุนที่ 50% จะส่งผลต่อพอร์ทโดยรวมขาดทุนเพียง = 0.1*0.5 = 5%

*** แต่ก็ไม่ใช่ว่าถือหุ้นหลายตัวมากไปจะดีนะครับ เพราะถึงจะช่วยให้ภาพรวมการขาดทุนลดลง แต่ก็ต้องสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยให้มากขึ้น ถึงจะทำให้บรรลุเป้าหมาย และความเสี่ยงอาจสูงขึ้น ถ้าดูแลไม่ถูกหรือไม่เหมาะสม

3. ในการซื้อหุ้น ส่วนใหญ่จะ หา FV รอไว้ + ใส่ %mos เข้าไป เพื่อหาจุดที่น่าซื้อ ไว้ในใจก่อน แล้วก็ค่อยหาจังหวะเข้าที่ดีๆ บางครั้งก็ใช้ ข้อมูลทางเทคนิคซื้อบ้าง แต่ต้องมี จุด stop loss ที่ชัดเจน

4. ผมจะขยับจุด lock กำไรใหม่ทุกครั้ง(ที่ราคาวิ่งเกินเป้าหรือมาใกล้ๆเป้า) เพือรักษากำไรที่ได้ (ถึงบางครั้งอาจจะมีขายหมูไปบ้าง แต่ผมจะแบ่งขายเป็นไม้ๆ ไป เพื่อลดหมู แต่บางทีไม้แรก ดันเป็นจุดสูงสุด ก็มี แต่พอใจก็พอแล้ว)

***จุด stop loss หรือ จุด lock กำไรใหม่ ขึ้นอยู่กับ ผมซื้ิอด้วยอะไร ก็จะใช้สิ่งนั้นกำหนด

*** แต่ถ้าตลาดไม่ชัดเจน บางครั้งก็มีลดสัดส่วนหุ้นลงนะครับ และจะถือเน้นๆตัวที่ปันผลดีๆไว้ก่อน 6%+

*** ลองตั้งเป้าหมายดูครับ แล้วลองเขียนมันขึ้นมาดูก่อนก็ได้ ว่าสิ่งที่เราพอใจคืออะไร และเราจะบริหารมันยังไง เพราะอย่างถ้าผมต้องการ 6% ต่อปี ผมก็เน้นปันผลก็พอ แต่ถ้าผมต้องการ 15% หรือ 20% มันก็จะมีเรื่องเก็งกำไรมาด้วย (ก็ต้องซื้อให้ได้ในราคาที่ปลอดภัยไว้ก่อน)

☉ คุณjoe jesada

ผมลงทุนมา1ปีครึ่ง ขวบปีแรก รู้สึกถึงความสะเปะสะปะมาก แต่อ่านหนังสือพวกออมในหุ้นมาเลยไปลงใน หุ้นปันผล เลยไม่เจ็บตัวครับ เพราะปันผล4-5%บวกแคปเกนพอร์ทรวมอีก5-6%ก็บวกประมาน 10% ครับ

แต่มาครึ่งปีหลังเริ้มจับทางถูก คำนวนราคาด้วยวิธี dvm แล้วรู้สึกว่าค่อนข้างแม่น เดือนพฤศจิกายนไปช้อนหุ้นเด็ดเพิ่มกับจารย์นุ้ย เริ่มมองแบบกล้าถือมากขึ้น เมื่อปลายปีถือว่าชนะตลาดมากพอสมควร หุ้นชุดใหม่ ถือจากปลายปีข้ามมาต้นปีก็ทำกำไรได้8%ละ

แต่ทั้งหมดนี้ ผมใช้เวลากับการศึกษาหุ้น วันละ 3-5 ชม. ทั้งดูยูทูปรายการต่างๆ money talk ,business model,business super coash, oppday
ย่อนหลัง ,หุ้น5up ,สดจากset แล้วก็อ่านข่าว อ่านงบ คำนวนๆๆๆๆ

สรุปแล้วคือต้องทุ่มเทครับ

DCA ปลอดภัย รู้แบบนี้ซื้อไปนานแล้ว

DCA ปลอดภัย รู้แบบนี้ซื้อไปนานแล้ว

ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ทีมงานหุ้นปันผล ทุ่มเทสุดกำลังบุกตลุยงบการเงินของทุกๆบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจบปี 2559 ว่ามีบริษัทใดบ้างที่น่าลงทุน เราได้ข้อสรุปว่า ภาคบริการยังทำผลการดำเนินงานได้อย่างดีเยี่ยม

ตัวอย่าง บริษัทในภาคการบริการ ที่มีผลการดำเนินดีต่อเนื่อง

หุ้นที่นำมาเป็นตัวอย่างทั้ง 3 ตัวนี้อยู่ในภาคบริการที่จัดว่ามีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากหันกลับไปมองราคาหุ้นย้อนหลังของ หุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ก็พบว่าเมื่อเทียบราคากับกำไรต่อหุ้นแล้วสูงเอาเรื่องเลยทีเดียว

HMPRO  หุ้นค้าปลีกชื่อดังรายนี้ในรอบ 9 เดือนของปี 2559 มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง  19.03%  แต่เมื่อย้อนไปดูในช่วงปี 2557 (A)  ถึงแม้จะปันผลเข้ามาเพียง 15:1 ราคากลับปรับตัวลงแรงจนถึงปลายปี 2558 (B)  ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาในช่วงต้นปี 2559   อาจมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ซื้อในช่วงที่ราคาต่ำสุดล่ะ ระหว่างปี 2558 ราคายืนให้ซื้ออยู่ตั้งนาน (คำถามนี้ต้องถาม ณ ตอนนั้นครับ ไม่ใช่​ ณ ตอนนี้ อารมณ์มันต่างกันเยอะ)

ทำอย่างไรถึงจะซื้อราคาต่ำสุดได้ ?

หากท่านเป็นนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมานานพอ จะทราบดีว่าราคาต่ำสุดไม่มีอยู่จริง เพราะหลังจากซื้อแล้ว ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้น ลงทันที หรือ นิ่งๆ ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก  ผมเชื่อว่าหากท่านได้ลงมือศึกษาอย่างจริงจัง สิ่งที่น่าจะมองออกได้อย่างชัดเจนมากกว่าราคาหุ้นที่ขึ้นลง คือ บริษัทนี้ทำกำไรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และ มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในอนาคต จากการเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน เพิ่มหน่วยธุรกิจใหม่ๆ และ การลงทุนเพิ่มสาขาอย่างต่อเนื่อง  ฉะนั้นหากถามหาราคาต่ำสุด คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นล่ะมั้งครับที่ล่วงรู้

ในเรื่องความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เรื่องนี้จำเป็นต้องศึกษาเรื่องงบการเงิน และ แผนการลงทุนของบริษัทโดยละเอียดเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน จนเกิดความมั่นใจ ส่วนสุดท้ายที่เหลือแล้วจะซื้อราคาไหนดี ? เป็นคำถามสุดคลาสสิคของนักลงทุนหลายคน ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ หรือ มีประสบการณ์มาก แต่ขาดการฝึกฝนอย่างถูกวิธี พอซื้อผิดที่ผิดเวลาก็พาลให้ดอย และ เผลอคัททิ้งกันอยู่บ่อยครั้งพอเห็นเค้าดีก็ตามกันไป เหล่านี้เป็นเรื่องของจิตวิทยาการลงทุนทั้งสิ้น ถ้าไม่อยากพลาดอีกมาลองศึกษาวิธีการซื้อหุ้นทั้งสองแบบนี้กันครับ เชื่อเหลือเกินว่าจะทำให้ท่านได้พบกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยล่ะ

วิธีการซื้อหุ้น 2 วิธีใหญ่ๆ ที่ผมใช้อยู่เสมอ และ ได้ผลดีมากในทุกช่วงตลาดคือ 

  1. ซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (Valuation)
  2. ซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนด้วยวิธี DCA (dollar-cost averaging)
  3. แบบที่ 1 + แบบที่ 2

ทั้งสองวิธีนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกัน และ ในแต่ละวิธียังมีรายละเอียดแยกย่อยออกไปแต่โดยสรุปสามารถอธิบายได้จากตารางดังนี้

วิธีแบบที่ 1 Valuation ได้ผลตอบแทนดีมาก และ สามารถรับรู้ผลตอบแทนได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องอาศัยทักษะที่ต้องฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เพราะหากคาดการณ์กำไร และ ความคาดหวังของตลาดผิดพลาด มีโอกาสดอยสูงเลยทีเดียว เพราะวิธีนี้ในช่วงที่ซื้อแล้วหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงหมายถึงโอกาสในการทำกำไรเพิ่มขึ้น ไม่ใช่หมายถึงติดลบมากขึ้นฉะนั้นในเชิงของการคำนวณราคามูลค่าที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องมีความเชื่อมั่นต่อข้อมูลเป็นอันมาก และ ได้ทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายมากขนาดไหนถ้าข้อมูลที่ได้มานั้นผิด

วิธีที่ 2 แบบ ถัวเฉลี่ยต้นทุนด้วยวิธี DCA (dollar-cost averaging) ถึงแม้จะใช้เวลาที่ยาวมากในการสะสมหุ้น แต่ผลตอบแทนก็ถือว่าดีใช้ได้ ถ้าเทียบกับความเสี่ยงระดับต่ำ และ ไม่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์มาก วิธีการ DCA จึงถือเป็นวิธีการที่เข้าสู่สมดุลอย่างแท้จริง ภาระและหน้าที่เรื่องเดียวที่จำเป็นต้องทำคือการศึกษาในรายละเอียดของบริษัทให้ท่องแท้ ซึ่งถือว่าเป็นภาระอันน้อยนิดถ้าเทียบกับวิธีแรก และ ยังเหมาะสำหรับนักลงทุนที่กำลังเริ่มต้นด้วย ผมแนะนำลองเข้าไปดูที่ https://www.krungsri.com/bank/th/krungsri-guru/home.html ที่นี่เป็นเหมือนประตูบานแรกที่มีเคล็ดลับมากมายสามารถนำท่านไปสู่ความสำเร็จได้แน่นอน

จำลองการซื้อขายในช่วงเวลาที่ (A) (B) (C)

เปรียบเทียบระหว่าง วิธีที่ 1 และ วิธีที่ 2 โดยใช้ราคา (A) วันที่  27/08/2557 (B) วันที่ 18/02/2559 (C) วันที่ 21/11/2559 (ใช้ราคาที่ปรับเรื่องการไดรูทของหุ้นเรียบร้อยแล้ว)

จากตารางข้างต้นจะเห็นว่าผลตอบแทนที่ดีที่สุดของวิธีที่ 1 สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 50.77% แต่ถ้าซื้อผิดช่วงเวลาสามารถติดลบได้ถึง -28.41% ด้วยเหมือนกัน ผู้ที่ลงทุนในวิธีนี้เป็นหลักจึงต้องอาศัยความสามารถทางด้านการคิดวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งประสบการณ์เฉพาะด้านที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจนมีสภาพจิตใจที่มั่นคงพอจะเชื่อได้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกต้อง เพราะหากผิดทางแต่ยังเชื่อว่าถูกต้องแล้วล่ะก็ ฮึ ฮึ อาจส่งผลร้ายแรงต่อการลงทุนได้มากเลยทีเดียว

แต่ถ้าเทียบกับวิธีที่ 2 การ DCA ซื้อทุกเดือนตามช่วงเวลาที่แตกต่างกัน สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างดี ถึงแม้จะใช้เวลานานและผลตอบแทนไม่ได้มากเหมือนวิธีที่ 1 แต่เป็นการลงทุนที่สบายกว่ามาก ผมเชื่อว่าหลายท่านที่ได้อ่านบทความนี้น่าจะได้ประโยชน์ไปไม่มากก็น้อย

วิธีการลงทุน DCA มีเคล็ดลับอยู่เรื่องเดียวเลือกหุ้นให้ถูกตัวแค่นี้ก็ปลอดภัย และ ยังมีเงินเก็บรวยเกษียณได้สมใจกันแน่นอนครับ

ลับสุดยอด 5 ความเสี่ยง กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์

ลับสุดยอด 5 ความเสี่ยง กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์

ภาวะปัจจุบัน ดอกเบี้ยจากการฝากธนาคารลดต่ำลงรวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนลดต่ำลงเช่นเดียวกัน
นักลงทุนจึงพยายามหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมอื่นๆ
ซึ่งต้องใช้ทักษะและประสบการณ์รวมถึงการติดตามสถานการณ์ต่างๆรอบด้าน (เพิ่มเติม…)

ลงทุนหุ้น 5000 บาทแรก ซื้อตัวไหนให้ประทับใจ

ลงทุนหุ้น 5000 บาทแรก ซื้อตัวไหนให้ประทับใจ

ทุนก้อนแรกสำหรับมือใหม่ ผมอยากให้จ่ายเป็นค่ายกครู ซื้อเอาตามอารมณ์เป็นหลักเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างซื่อตรงกับจิตใต้สำนึก แต่ว่าถ้าอยากได้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจและรู้สึกสนุกกับการลงทุนในหุ้นผมมีวิธีเจ๋งๆ มาแนะนำครับ
(เพิ่มเติม…)

3 ข้อที่มักเข้าใจผิดเรื่อง Passive Income ในหุ้น

3 ข้อที่มักเข้าใจผิดเรื่อง Passive Income ในหุ้น

Passive Income เป็นกระแสอยู่พักหนึ่ง ได้คุยกับนักลงทุนหลายท่านยังมีความเข้าใจที่ขัดแย้งกับเป้าหมาย ต้องการสร้าง Passive Income จากหุ้นแต่การลงทุนมีการกระจายออกไปแบบไร้ทิศทาง แบบนี้อาจทำให้การสร้าง Passive Income ทำไม่ได้จริง

(เพิ่มเติม…)

รวยหุ้น ด้วย 10 วิธีที่มือใหม่ก็ทำได้ Part 2

รวยหุ้น ด้วย 10 วิธีที่มือใหม่ก็ทำได้ Part 2

ตลาดอยู่ในช่วงขาลงแบบนี้เหตุผลเดียวที่ผมนึกออกคือ “ต้องซื้อ” เท่านั้น หากคุณต้องการรวยได้จริงจากตลาดหุ้นความผันผวนของตลาดคือเพื่อนที่ดีที่สุดในการลงทุน ไม่ว่าคุณจะลงทุนด้วยวิธีไหนก็ตามความผันผวนจะช่วยให้คุณรวยขึ้นหรือไม่ก็จนลง (ถ้าไปผิดทาง)

(เพิ่มเติม…)

หุ้นตก! ก็ยังรับปันผล จ่ายแน่ถ้าคุณเป็นหุ้นส่วนกิจการ

หุ้นตก! ก็ยังรับปันผล จ่ายแน่ถ้าคุณเป็นหุ้นส่วนกิจการ

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมชอบทำเวลาหุ้นตกคือ เอาหุ้นที่ติดแดงคามืออยู่มาดุว่าปีนี้จะได้ปันผลกี่บาท  เพราะหุ้นส่วนใหญ่ที่คามืออยู่จะได้ปันผลอยู่ในระดับ 3-7% ต่อปี (พอร์ตเน้นกินปันผล)

(เพิ่มเติม…)

3 วิธีเริ่มต้นง่ายๆ กับการลงทุน แบบวอร์เรน บัฟเฟตต์

3 วิธีเริ่มต้นง่ายๆ กับการลงทุน แบบวอร์เรน บัฟเฟตต์

การลงทุนมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าการตัดสินใจลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะได้กำไรทุกครั้ง เพราะเหตุของกำไรเกิดได้ 2 ทางคือ ส่วนต่างจากการขายหุ้น และ เงินปันผล เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหลังจากซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นจะตกหรือขึ้น ส่วนเงินปันผลนั้นเป็นของจริงที่เกิดจากการทำธุรกิจมีกำไร และ จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นในรูปแบบของ หุ้น หรือ เงินสด วอร์เรน บัฟเฟต บอกว่า

“Price is what you pay Value is what you get”

(เพิ่มเติม…)