คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

คำแนะนำ 5ข้อ เพื่อความสุขในการลงทุนหุ้น

เนื่องจากมีสมาชิกท่านหนึ่งในห้อง Line ของ online basic1 บอกว่า ลงทุนหุ้นแล้วมีความเครียดกังวล คิดว่า เกิดจากพื้นความรู้ ใจร้อน รอไม่เป็น ผมจึงพยายามเรียบเรียงความคิดของผม ให้อ่านกันดูบ้าง

มาจากทั้งที่ผมคุยกับอ.นุ้ย และอ่านหนังสือต่างๆ ดูแนวคิดกูรูหลายท่านๆสิ่งแรกที่คนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นต้องการ คือ กำไร

แต่อีกปัจจัยนึงที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ ความสุข

กำไร vs ความสุข

[คำแนะนำข้อที่1] ทำใจเผชิญหน้ากับอารมณ์ภายในตนเองให้ได้ ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ขาดความสมดุลและขาดความพอดี สามารถสร้างความทุกข์ให้กับทุกคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ขายหมู ตกรถ ติดดอย เป็นเรื่องปกติ

ถ้าท่านจัดการรับมือกับอารมณ์ภายในไม่ได้ ตลอดชีวิตการลงทุนก็จะอยู่กับความทุกข์ คงไม่คุ้มแน่นอนกับกำไรที่ได้มา บางคนบอกว่าถ้าพอร์ตโตๆ ความสุขก็มาเอง

ไม่ใช่เสมอไปหรอก ลองนึกว่าท่านเป็น VI พอร์ทพันล้าน วันที่หุ้นค้าปลีกลงจาก 50 บาท เหลือ 40 บาท ใน1-2วัน จากข่าวธรรมาภิบาลของผู้บริหาร

เงินท่านหายไปในอากาศหลายร้อยล้าน

ถ้าท่านเป็น VI ท่านนั้น ท่านจะรู้สึกอย่างไร? ลองตอบตัวเองดู

แล้วท่านรับมือความรู้สึกแบบนั้นไหวไหม หลายครั้งที่เราลงทุนแล้วไม่ได้ขายที่ราคาสูงสุด พอคิดเป็นเงินที่หายไปในอากาศ จะเกิดคำว่า เสียดาย ทั้งที่กำไรแล้วแท้ๆ ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ดี กรณีของเราอาจเป็นหลักพันหลักหมื่นหลักแสนหลักล้าน แล้ววันที่ท่านมีพอร์ทพันล้าน จะทุกข์กว่าเดิมกี่เท่า

ความสุขอยู่แห่งหนใดหนอ?

[คำแนะนำข้อที่2] ต้องมีเป้าหมายและรู้จักคำว่า พอ คำว่า พอ เป็นคำที่ต้องผ่านและต้องมี


หากต้องการความสุขในการลงทุนอย่างแท้จริงเป้าหมายในการลงทุนของท่านคืออะไรกันแน่ หากท่านไม่มีเป้าหมาย คำว่า พอ จะไม่มีวันเกิดเลยแล้วความสุขก็มีแต่ห่างไกลท่านออกไปทุกทีๆๆ

หรือท่านกำลังหาในสิ่งที่ตลาดหุ้นไม่มีให้ท่านอยู่รึเปล่า เป้าหมายแบบง่ายๆ เช่น กี่%ต่อปีที่ท่านต้องการ เป้าหมายเป็นแบบปัจเจกตามแต่ละคน

ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหรือไม่ต้องลอกกันก็ได้

  • บางคนเป้าหมาย >20%
  • บางคนต้องการดีกว่าฝากธนาคารที่ดอกเบี้ยต่ำ
  • บางคนอยากได้ปันผลสัก 5-7%ต่อปี
  • หรือจะลงทุน DCA เพื่ออนาคต 5-10 ปีข้างหน้า

จริงใจและซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากที่สุด

เป้าหมายจะเป็นตัวแบ่งลักษณะหุ้นที่ลงทุน และความเสี่ยงในการลงทุน เมื่อลงทุนแล้วก็อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เก่งกว่าตัวเองเมื่อวาน ทำได้ทุกวันก็พอละ แล้วจะทำไงให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ?


[คำแนะนำข้อที่3] มีระบบการลงทุนของตัวเอง

โชคอาจทำให้เกิดกำไรเป็นครั้งคราว ระบบจะทำให้เกิดกำไรยั่งยืนในระยะยาว จากสถิตินักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้าตลาดมาปีละแสนราย

ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม จะมีผู้แพ้ที่ขาดทุนและออกจากตลาดไปถึง2ใน3 ใน2ปีแรก และจะเหลือเพียง1ใน3 ที่จะก้าวต่อไปในปีที่3จนเป็นผู้ชนะในอนาคต

อะไรเป็นความแตกต่างของผู้แพ้กับผู้ชนะในตลาดหุ้น 
คำตอบ คือ ระบบการลงทุน

ระบบ คืออะไร ทำไมสร้างความแตกต่างให้ผู้ชนะกับผู้แพ้

ระบบการลงทุนจะถูกออกแบบโดยผู้ลงทุนเอง ซึ่งจะมาจากเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน ไม่ต้องสร้างเองก็ได้ ศึกษาจากคนอื่นแล้วมาต่อยอดอีกที

ปรับแก้เอาที่ตัวเองสบายใจ เพื่อความสุขในการลงทุน พูดคำว่า ระบบ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องซ้บซ้อนมาก ๅจะทำให้การลงทุนยากรึเปล่านะ บางระบบก็เรียบง่าย

เช่น

  • MACD ตัดขึ้น ซื้อ ตัดลง ขาย
  • MOS >20% ซื้อ MOS <0% ขาย
  • DCA ซื้อทุกวันที่5 ของทุกเดือน

มีระบบจะเป็นผู้ชนะระยะยาว ไม่ใช่เพราะระบบดีตั้งแต่แรก แต่การมีระบบจะทำให้เกิดการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีระบบไหนที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น

เมื่อลงทุนตามระบบผิดพลาด เราจะหาจุดอ่อนของระบบ จะเกิดการพัฒนาตามมาทุกครั้ง ระบบแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

Win rate กับ Return rate จะสูงขึ้นเรื่อยๆ การไม่มีระบบลงทุน จะผ่านไปกี่ปีก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนก็ย่ำอยู่กับที่ โชคดีไม่ได้อยู่กับเราตลอดไประบบจะทำให้เราลดเรื่องอารมณ์ลงไปได้

มีจุดซื้อจุดขายที่ชัดเจน

เพื่อที่จะให้การลงทุนอยู่ในเกมของเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีหลายระบบ แต่ต้องมีระบบที่เป็นท่าไม้ตายหรือท่าถนัดอย่างน้อย1ท่า ถ้านึกไม่ออก ลองให้ปู่บัฟเฟตต์ลงทุนโดยใช้สายเทคนิค หรือถ้าปู่แกลงทุนโดยไม่คำนึงถึง MOS

ท่านว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?


[คำแนะนำข้อที่4]  มีวินัยในการลงทุนอย่างเคร่งครัด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ นอกจากจะมีการวางแผนที่ดีแล้ว การทำตามแผนที่วางไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

เช่น การขายเมื่อถึงจุดคัทลอสของสายเทคนิค การรอเพื่อให้มีMOSที่ต้องการถึงเข้าซื้อของสายพื้นฐาน

การ DCA ทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อออมหุ้นระยะยาว อย่าให้ความผิดพลาดในการลงทุนระยะสั้น เปลี่ยนเป็นกลยุทธ์การลงทุนในระยะยาวแบบจำยอม อย่าให้อารมณ์ตลาดอยู่เหนือวินัยของตัวเองไปได้ เพราะระยะยาวอารมณ์ตลาดกับผู้แพ้มักจะไปด้วยกัน 

ถ้าผู้ชนะไหลไปกับอารมณ์ตลาดเสมอๆ คนลงทุนในหุ้นคงรวยกันเกือบทุกคนไปแล้ว ถ้ามีเซียนหรือใครก็ตาม มาบอกว่าหุ้นนี้ดีนะอย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อในทีแรก เปิดใจรับฟังเสมอให้ใช้ระบบของเราเข้าไปจับหุ้นก่อนถ้าขัดแย้งกับระบบของเรา หรือทำให้เราเสียวินัยก็หลีกเลี่ยงซะ

เสียดายดีกว่าเสียใจนะ

ความทุกข์จะมาก็ตอนที่ซื้อแล้วราคาลงนี่แหละ ไม่ใช่ซื้อหุ้นตามคนอื่นไม่ได้ แต่ให้ซื้อไอเดียด้วย ลอกหุ้นได้ปลา แต่บางทีก็เป็นปลาเน่า

ลอกไอเดียได้คันเบ็ดไว้จับปลาไม่รู้จบ และอย่าลืม เราไม่กำไรจากหุ้นตัวที่เขาบอกก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังยึดวินัยและระบบของเราเมื่อถึงที่สุดของการลงทุน ความสุขความทุกข์จะหายไปเหลือแค่การทำตามวินัยในระบบของตัวเอง

ซื้อด้วยเหตุผลไหน ก็ขายด้วยเหตุผลนั้น เว้นแต่มีเหตุผลใหม่ที่ดีกว่าเหตุผลเดิม


[คำแนะนำข้อที่5] ตั้งคำถามให้ตัวเองตอบบ่อยๆ

เกี่ยวข้องกับความสุขในการลงทุนได้อย่างไรกัน? ในการลงทุน ทุกข์ส่วนนึงเกิดจากการไม่รู้ บางครั้งถามคนอื่น เราก็ไม่แน่ใจว่าคำตอบจะเชื่อได้แค่ไหน การที่เราจะมีความมั่นใจในการลงทุน เราต้องมั่นใจในข้อมูล


หากข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่วางใจได้ เห็นข้อมูลกับตาตัวเอง ย่อมดีกว่ามีคนอื่นบอกผ่านมาอีกทีนึง การจะหาคำตอบ สิ่งมีค่าที่ได้นอกเหนือจากคำตอบ คือ กระบวนการหรือวิธีการที่จะหาคำตอบ ลองปรับเปลี่ยนการถาม แล้วชีวิตการลงทุนจะเปลี่ยน ตัวอย่างคำถามแบบเดิมๆ

  • ตอนนี้หุ้นตัวไหนน่าซื้อ
  • หุ้น A เป็นไง
  • หุ้น B เป้าเท่าไร
  • หุ้น C จะลงต่ออีกไหม
  • หุ้น D ซื้อตอนนี้ทันไหม
  • หุ้น E กับ F ซื้อตัวไหนดี
  • หุ้น G ลงทุนระยะยาวดีไหม
  • หุ้น H ถัวเพิ่มหรือคัทลอสดี
  • หุ้น I ถือต่อแล้วจะขึ้นไหม
  • หุ้น J กำไรดี ทำไมไม่ขึ้น
  • หุ้น K ลงแรง มีอะไรที่เราไม่รู้
  • หุ้น L ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้ไหม
  • หุ้น M น่าจะเทินอะราวไหม

ถ้าจะไล่ถึง Z ก็คงได้อยู่ แต่พอดีกว่าที่มีคำถามแบบนี้เพราะเราไม่มีระบบหรือไม่มีวินัย หรือขาดทั้งระบบและขาดทั้งวินัย ถ้าไม่อินกับข้อมูลจริงๆ เมื่อหุ้นที่เราซื้อลงจะเห็นแต่วิกฤตเกิดความทุกข์ จะซื้อเพิ่มก็กลัวลงต่อ จะคัทลอสก็กลัวเด้งไม่เห็นโอกาสที่จะได้ซื้อเพิ่มในราคาที่ถูกลง

แต่ถ้าเราอินกับข้อมูล ก็จะมีความสุขในการซื้อเพิ่มส่วนถ้าไม่มีเงินซื้อเพิ่มก็อาจจะทุกข์อีกแบบคงต้องบริหารเงินลงทุนให้ดีๆด้วย

มีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

แน่นอน การจะก้าวข้ามอะไรบางอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายลองนึกภาพตัวเองขี่จักรยานหรือว่ายน้ำครั้งแรกก็ได้คำตอบของคำถามA-Zเหล่านี้ ไม่ได้ยากเกินไปนักหากเราตั้งใจจะเอาดีกับการลงทุนหุ้นอย่างจริงจัง

ไม่มีใครเกิดมาแล้วเก่งทันทีมีพรแสวงมากๆ แล้วพรสวรรค์จะมาเอง

##แชร์ปสก.แนวทางการเล่นหุ้น จากห้อง BASIC1

☉คุณมาโนช

แนวทางของผมต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล6% และกำไรจากราคาปรับขึ้น6% รวม12%ต่อปีก็เพียงพอแล้ว
จึงต้องเลือกหุ้นพื้นฐานดีเพราะ ความเสี่ยงจะต่ำและเลือกแต่ละ ธุรกิจไม่เกิน2ตัว เมื่อได้หุ้นเป้า หมายแล้วก็จะรอจังหวะการเข้า
ตอนหุ้นย่อลง และถ้ามีหุ้นตัวใหนติดลบเนื่องจากผลประกอบการมีแนวโน้มแย่ลงก็จะรีบคัท โดยไม่ต้องรอให้ติดลบเยอะๆ

แต่ถ้าหุ้นติดลบจากสภาพตลาด  โดยรวมจะยังไม่คัทต้องใจเย็นรอเดี๋ยวมันก็กลับมา อยากให้สมาชิกในกลุ่มไลน์นี้ลองเอาแนวทางนี้ไปใช้จะได้สำเร็จไป พร้อมกันครับ

☉คุณgolf melody ผมขอลองแชร์ สิ่งที่ผมใช้ เผื่อเป็นไอเดียนะครับ

1. ผมบริหารพอร์ทโดย – หุ้น 80% , เงินสด 20%
***ยกเว้นกรณี เจอตัวที่มีจังหวะจริงๆ ก็อาจจะถือเงินสดน้อยลงกว่านี้ แต่ปกติจะรักษาไว้แบบนี้ครับ เพื่อเก็บเงินสดไว้ตอนโอกาสมา หรือมีตัวที่อยากซื้อแต่ราคายังไม่น่าซื้อ

2. ผมมีเป้าหมายชัดเจน 20% ต่อปี คือ ในการถือหุ้นในพอร์ท สมมติ ถือ 8 ตัว เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ
– หุ้นทุกตัวถือในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ 10% –> 8 ตัว –> 80%
– เงินสดอีก 20%

*** แต่การที่ผมถือเงินสด ก็จะมีข้อเสียคือ ถ้าผมอยากได้ 20% ผมต้องใช้หุ้น 80% ที่ถืออยู่ ทำผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ 0.2/0.8 = 25% ถึงจะทำให้พอร์ทโดยรวม + มาที่ 20%

แต่ข้อดีคือ ถ้ามีหุ้น 1 ตัว (ถืออยู่ 10%) ขาดทุนที่ 50% จะส่งผลต่อพอร์ทโดยรวมขาดทุนเพียง = 0.1*0.5 = 5%

*** แต่ก็ไม่ใช่ว่าถือหุ้นหลายตัวมากไปจะดีนะครับ เพราะถึงจะช่วยให้ภาพรวมการขาดทุนลดลง แต่ก็ต้องสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยให้มากขึ้น ถึงจะทำให้บรรลุเป้าหมาย และความเสี่ยงอาจสูงขึ้น ถ้าดูแลไม่ถูกหรือไม่เหมาะสม

3. ในการซื้อหุ้น ส่วนใหญ่จะ หา FV รอไว้ + ใส่ %mos เข้าไป เพื่อหาจุดที่น่าซื้อ ไว้ในใจก่อน แล้วก็ค่อยหาจังหวะเข้าที่ดีๆ บางครั้งก็ใช้ ข้อมูลทางเทคนิคซื้อบ้าง แต่ต้องมี จุด stop loss ที่ชัดเจน

4. ผมจะขยับจุด lock กำไรใหม่ทุกครั้ง(ที่ราคาวิ่งเกินเป้าหรือมาใกล้ๆเป้า) เพือรักษากำไรที่ได้ (ถึงบางครั้งอาจจะมีขายหมูไปบ้าง แต่ผมจะแบ่งขายเป็นไม้ๆ ไป เพื่อลดหมู แต่บางทีไม้แรก ดันเป็นจุดสูงสุด ก็มี แต่พอใจก็พอแล้ว)

***จุด stop loss หรือ จุด lock กำไรใหม่ ขึ้นอยู่กับ ผมซื้ิอด้วยอะไร ก็จะใช้สิ่งนั้นกำหนด

*** แต่ถ้าตลาดไม่ชัดเจน บางครั้งก็มีลดสัดส่วนหุ้นลงนะครับ และจะถือเน้นๆตัวที่ปันผลดีๆไว้ก่อน 6%+

*** ลองตั้งเป้าหมายดูครับ แล้วลองเขียนมันขึ้นมาดูก่อนก็ได้ ว่าสิ่งที่เราพอใจคืออะไร และเราจะบริหารมันยังไง เพราะอย่างถ้าผมต้องการ 6% ต่อปี ผมก็เน้นปันผลก็พอ แต่ถ้าผมต้องการ 15% หรือ 20% มันก็จะมีเรื่องเก็งกำไรมาด้วย (ก็ต้องซื้อให้ได้ในราคาที่ปลอดภัยไว้ก่อน)

☉ คุณjoe jesada

ผมลงทุนมา1ปีครึ่ง ขวบปีแรก รู้สึกถึงความสะเปะสะปะมาก แต่อ่านหนังสือพวกออมในหุ้นมาเลยไปลงใน หุ้นปันผล เลยไม่เจ็บตัวครับ เพราะปันผล4-5%บวกแคปเกนพอร์ทรวมอีก5-6%ก็บวกประมาน 10% ครับ

แต่มาครึ่งปีหลังเริ้มจับทางถูก คำนวนราคาด้วยวิธี dvm แล้วรู้สึกว่าค่อนข้างแม่น เดือนพฤศจิกายนไปช้อนหุ้นเด็ดเพิ่มกับจารย์นุ้ย เริ่มมองแบบกล้าถือมากขึ้น เมื่อปลายปีถือว่าชนะตลาดมากพอสมควร หุ้นชุดใหม่ ถือจากปลายปีข้ามมาต้นปีก็ทำกำไรได้8%ละ

แต่ทั้งหมดนี้ ผมใช้เวลากับการศึกษาหุ้น วันละ 3-5 ชม. ทั้งดูยูทูปรายการต่างๆ money talk ,business model,business super coash, oppday
ย่อนหลัง ,หุ้น5up ,สดจากset แล้วก็อ่านข่าว อ่านงบ คำนวนๆๆๆๆ

สรุปแล้วคือต้องทุ่มเทครับ

เงินครึ่งล้าน ฝังดิน 4 ปี ขุดขึ้นมาดูถึงกับร้องไม่ออก

เงินครึ่งล้าน ฝังดิน 4 ปี ขุดขึ้นมาดูถึงกับร้องไม่ออก

รายงานข่าวจากเว็บ News163.com  คุณแม่ชาวจีนหลังจากจำได้ว่าเอาเงินฝังไว้  ขุดขึ้นมาอีกทีสภาพดูไม่จืดจากเงินร่วมครึ่งล้านบาท ธนาคารอาจยอมแลกให้ไม่กี่แสน (เพิ่มเติม…)

นักลงทุน Vi คือ นักเก็งกำไร ใช่หรือไม่?

นักลงทุน Vi คือ นักเก็งกำไร ใช่หรือไม่?

แนวทางการลงทุนปัจจุบันมีความหลากหลายมาก ทั้งหนังสือเองที่เขียนเกี่ยวกับการลงทุนนั้นก็ไม่ได้ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจน วันนี้ผมจึงมาฟันธงให้ชัดเจนเลยว่า มันคือการลงทุนแบบเก็งกำไร

(เพิ่มเติม…)

ออมหุ้น เคล็ดลับ DCA ข้อที่ 2 อย่าสับสน

ออมหุ้น เคล็ดลับ DCA ข้อที่ 2 อย่าสับสน

อาการลังเลเกิดขึ้นกับนักลงทุนส่วนใหญ่เพราะมักใช้ราคาในใจเป็นตัวกำหนดราคาพื้นฐาน ลองเช็คดูว่าท่านเป็นแบบนี้หรือเปล่า

1. ดูราคาปิดทุกวันจนรู้สึกไปเองว่าถ้าจะซื้อหุ้นตัวนี้จะต้องรอจนกว่าราคาจะต่ำกว่าที่ตั้งใจไว้ ซึ่งในความเป็นจริง มันอาจขึ้นไปอีก หรือ ลงต่ำกว่านั้นได้เรื่อยๆ  “ยิ่งคิดมากก็ยิ่งสับสน ภาวะการตัดสินใจจะถูกแทนที่ด้วยอารมณ์”

เหตุการณ์สมมุติ

–  นายเจ๊ง สม่ำเสมอ ต้องการซื้อหุ้น A ด้วยราคา 35 บาท แต่ปัจจุบันเสนอขายอยู่ที่ 35.25 บาท รอแล้วรอเล่าราคาก็ยังไม่ลงมาสักทีหลายวันผ่านไปราคาขึ้นไป  36 บาท นายเจ๊งกลัวว่าราคาจะขึ้นไปอีกจึงซื้อไปที่ 36 บาทนอนยิ้มอย่างสบายใจแต่ผ่านไป 2 วันราคากลับมาไหลลงมาที่ 35.25 บาท และ ลงต่อไปที่ 34.75 บาท คงมีคำถามตามมาว่า  หุ้น A เกิดไรขึ้นหรือครับพี่ ?  ทำไงต่อดีล่ะครับแบบนี้

2. มีต้นทุนอยู่ในราคาต่ำกว่าตลาด ถ้าจะซื้อหุ้นอยากรอให้ต่ำกว่าต้นทุนที่ถืออยู่ หรือ อย่างน้อยเข้าใกล้ต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริง  มันอาจขึ้นไปอีก หรือ ลงต่ำกว่านั้นได้เรื่อยๆ

หุ้นมีอยู่แค่ 2 อย่างจำไว้  “ไม่ขึ้นก็ลง”

– นายกำไร กลัวดอย  ถือหุ้น A อยู่ที่ราคา 37 บาท แต่ราคาขึ้นหุ้นไต่จากราคา 37 บาท ไปปิดอยู่ที่ราคาที่ 40 บาท คำถามคงเหมือนเดิม “หุ้น A เกิดอะไรขึ้นครับพี่?”  นายกำไรต้องการซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่าต้นทุน (แต่นายกำไรอาจลืมไปว่าถ้าซื้อต่ำกว่าต้นทุนนั่นหมายถึงขาดทุนนะ) วันหนึ่งราคาหุ้นลงไปที่ 36.75 บาท นายกำไร กลัวดอย ได้ซื้อหุ้นสมใจแต่ไม่นานราคาหุ้นลงต่อเหลือ 36.00 บาท  35.00 และ 33.00 บาท อุ๊บ แบบนี้แล้วนายกำไร กลัวดอย  จะต้องเปลี่ยนชื่อหรือเปล่า เพราะหากราคายังลงต่อก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ว่า ความสับสนในวิธีคิดของตนเองจะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นได้แทนที่จะทำตามวินัยที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

หรือ ในอีกทางหนึ่งหากนายกำไร กลัวดอย ไม่รอหุ้นลงถึงต้นทุนตัวเองที่ 37 บาท แต่ซื้อที่ 40 บาท ตั้งแต่แรกแน่นอนว่า ถ้าหุ้นกลับมาที่ 37 บาทก็เกิดภาวะขาดทุนเหมือนกัน

จาก 2 ตัวอย่างด้านบน ท่านจะเห็นว่าไม่ผมไม่ได้พูดถึงกำไรที่จะเกิดขึ้นเลย นั่นเพราะเหตุผลสำคัญที่ท่านต้องตระหนักไว้ให้มากคือ “การปิดความเสี่ยง”  เพื่อสร้างโอกาสกำไรในอนาคต

สรุป อาการสับสนที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ซื้อขายหุ้น เกิดจากการติดตามราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดเกินไป ฉะนั้นวิธีแก้ไขก็คือ

1. เลือกหุ้นที่วิเคราะห์มาอย่างดีแล้วว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่ถ้าไม่วิเคราะห์มาก่อนรับรองหายนะมาถึงท่านแน่ลองอ่าน ออมหุ้น เคล็ดลับ DCA ข้อที่ 1 ซื้อไม่ดูอนาคต  ดูแล้วจะรู้ว่า ออมหุ้น DCA  ไม่ใช่เรื่องง่ายหวานหมูอย่างที่บางคนเข้าใจ

2. พยายามให้ความสำคัญกับการจัดการเงินที่ต้องนำมาลงทุนทุกเดือน มากกว่าราคาปิดของหุ้นในแต่ละวัน

3. ติดตามข่าวแผนการลงทุน และ การประสิทธิภาพในการทำกำไรของบริษัททุกๆ ไตรมาส มากกว่า ดูรายงานผลกำไรขาดทุนของพอร์ต

4. หากเป็นไปได้ให้ซื้อหุ้นผ่านระบบของ POEMS หรือ CIMB เพื่อตัดปัญหาการติดตามราคาหุ้นรายวัน

5. ลืมๆ ต้นทุนราคาหุ้นที่ซื้อมาซะ ให้จำไว้ว่าคุณมีหน้าที่ใส่เงินเข้าไปอย่างเดียว
หากท่านสนใจเรียนรู้การวิเคราะห์หุ้นที่ดี น่าลงทุนผมแนะนำ หลักสูตร เลือกหุ้นเด่น เน้นออมหุ้น ล่าสุด จัด 25 เมษายน 2558 นี้ห้ามพลาดนะครับ เหลืออีก 10 ท่านเท่านั้น คลิกดูรายละเอียดที่นี่ http://www.panphol.com/สินค้า/อบรมหุ้น-course-02-23/

5 ข้อนี้ผมเชื่อว่าหากท่านทำได้ จะไม่มีอาการสับสนเกิดขึ้น ไม่ต้องมาตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นที่ถืออยู่ เพราะท่านวิเคราะห์มาดีแล้ว ท่านติดตามผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ และ มีเป้าหมายการออมในอนาคตอย่างชัดเจน 

 

 

007 สูตรเด็ดหาเงินต้น เพื่อ อิสรภาพทางการเงิน

007 สูตรเด็ดหาเงินต้น เพื่อ อิสรภาพทางการเงิน

อิสรภาพทางการเงิน

คือ สภาวะที่ รายรับจากสินทรัพย์ท่ีเราไม่ต้องใช้แรงในการทำงาน มากว่า ภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน ผมเชื่อว่าเป็นจุดสูงสุดของมนุษย์เงินเดือนที่ฐานะทางบ้านเป็นชนชั้นกลาง หรือ แย่กว่านั้นต้องการตะเกียกตะกายไปให้ถึง

จุดนี้อย่าเพิ่มท้อครับ อย่าลืมว่าทุกคนมีสมองกับมือเหมือนกัน เหลือแค่เพียงลงมือทำเท่านั้น
(เพิ่มเติม…)

ก่อนจะมาเป็น หุ้นปันผล

ก่อนจะมาเป็น หุ้นปันผล

ก่อนจะเป็นหุ้นปันผล
จัดเป็นเทปพิเศษแชร์ประสบการณ์ในหุ้นและการลงทุน ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวผู้ก่อตั้งเว็บไซต์หุ้นปันผลและแฟนเพจผม “พรพรหม” เรียกสั้นๆ กันเองว่า นุ้ยแล้วกันนะครับ ความคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 เป็นช่วงที่เริ่มได้เข้ามาลงทุน ซึ่งก่อนที่จะมาลงทุนในหุ้นอย่างจริงจังผมได้ผ่านจากการลงทุนในกองทุนมาก่อน ในกองทุนที่มีเกณฑ์ดอกเบี้ยค่อนข้างดีเลยที่เดียว โดยเริ่มลงทุนในกองทุนของ SCBSFF, SCBSET ,SCBDV, SCBRF, SCBAUD เมื่อก่อนไม่ค่อยรู้จักการลงทุนสักเท่าใดนักเหมือนกับนักลงทุนหลายๆ ท่านที่ไม่รู้ว่าจะลงทุนที่ไหนแล้วลงยังไงจึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีพอ มีอยู่ช่วงหนึ่งลงทุนในกสิกรเป็นที่แรกโดยใช้เงินต้นประมาณ 100,000 บาท ฝากประจำ 4 เดือนได้ดอกเบี้ย 4 % ในความเข้าใจตอนนั้นยังงงๆ แค่ 4 เดือนก็ได้ถึง 4 % แล้ว แต่ทำไปทำมาถึงได้เข้าใจว่าเค้าต้องหา 4 % ทั้งปีก่อน แล้วจึงมาหารด้วย 365 วัน เพื่อให้ได้จำนวนวันว่าจริงๆ แล้วเค้าต้องจ่ายเราวันละเท่าไหร่ ซึ่งเราฝากกับเค้าอยู่ 4 เดือน ก็เท่ากับ 4 คูณ 30 (4*30) เป็น 120 วัน แล้วเอาจำนวนวันมาคูณจำนวนผลตอบแทนที่ได้ เมื่อถึงบางอ้อก็สรุปได้ว่า 4 % ของเค้าเราก็ไม่ค่อยได้อะไรสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็น 4 % ใน 4 เดือนอันนี้จะเห็นน้ำเห็นเนื้อซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่มี ธนาคารก็จะมีกลวิธีของเค้า 3 เดือน หรือ 4 เดือน ซึ่งในช่วงหลังๆ จะเห็นพัฒนาการในเรื่องเครื่องมือของเค้า เค้าก็จะมีขั้นบันไดบ้าง อย่างเช่นล่าสุด กรุงศรี 2.9 ซึ่งท่านจะเห็นว่าไม่ถึง 3 แล้วแค่ 2.9 ต้องใส่เงินเป็นแสน แล้วมันจะยังมีข้อแม้เยอะ

SCBSFF



มหัศจรรย์ระบบทุนนิยม
เดี๋ยวถ้ามีเวลาผมจะมาแจกแจงแล้วเล่าให้ฟังเป็นช๊อตๆ เลยว่าอะไรดีไม่ดี งั้นกลับมาย้อนอดีตกันอีกทีหลังนั้นผมก็กลับมาคิดยังไงดีละ มันมีทางไหนอีกบ้างซึ่งตัวเลือกต่อไปก็คือ กองทุน แต่ในช่วงระหว่างนั้นผมก็เริ่มรู้จักหุ้นบ้างแล้วแต่ก็ลงทุนในกองทุนก่อน ซึ่งกองทุนผมเลือก SCB เพราะว่าเมื่อก่อนนี้เงินที่มีจะผ่านที่ธนาคารไทยพานิชย์เป็นหลักก็เลยลองเปิดพอร์ทดู เครื่องไม้เครื่องมือของเค้าก็โอเคใช้งานได้ ลองเลยตัวแรก SCBSFF ซึ่งตัวนี้เป็นตัวที่เสี่ยงน้อยที่สุดเพราะเค้าลงในตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 2.8% ต่อปี อาจจะมีต่ำกว่านั้นนิดหน่อยก็แล้วแต่ปี เวลาเงินเข้าปุ๊บก็มีทั้งเงินที่เป็นเงินเดือนและเงินจากงานพิเศษต่างๆ ทำให้ได้ผลตอบแทนจาก SCBSFF ประมาณวันละ 25 บาทเมื่อเทียบกับค่าข้าวสมัยนั้นจานละแค่ประมาณ 20 กว่าบาท มีเงินสัก 3-4 แสนก็ได้ค่าข้าวแล้วเป็นที่มาว่ามันช่างอัศจรรย์เมื่อราคาเปลี่ยนเราก็ได้เงินเพิ่ม เริ่มเห็นโอกาสก็หาทางอื่นที่ได้มากกว่ายอมเสี่ยงมากหน่อย ก็เลยลองไล่ดูว่ากองทุนมีอะไรให้น่าเล่นอีกก็เลยเจอ SCBRF พอเจอ SCBRF ก็คิดว่าจะได้ใกล้เคียงกันกลับไม่เป็นอย่างนั้น SCBRF นอกจากเข้า-ออกได้ช้ามากกว่า 1 วันแล้วตัวเค้าเองยังวิ่งช้าด้วยในบางจังหวะมันกลายเป็นว่า SCBSFF ยังคล่องตัวมากกว่าในอัตราผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกัน ก็เลยต้องยอมปล่อย SCB RF ไปแล้วหันมาจับ SCBAUD แทน 


(เพิ่มเติม…)