10/05/2013 01:01

ฉายภาพต้นปี 2555
จำนวนสาขาของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ณ วันที่ 31 มีนาคม 2555 มีจำนวน 6,479 ร้าน (31 ธันวาคม 2554: 6,276 ร้าน) เพิ่มขึ้นมา 203 ร้าน หรือเทียบเป็นการขยายตัว QoQ% เท่ากับ 3.2%
มีรายได้เพิ่ม 14.84%
รวมค่าใช้จ่ายเพิ่ม 14.39%
กำไรเพิ่มขึ้น 32.25%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 19,006.324 ล้านบาท


จำนวนสาขาของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ณ วันที่ 31 มีนาคม 2556 มีจำนวน 7,041 ร้าน (31 ธันวาคม 2555: 6,822 ร้าน) เพิ่มขึ้นมา 219 ร้าน หรือเทียบเป็นการขยายตัว QoQ% เท่ากับ 3.2%
ลักษณะเป็น เจ้าของเอง 3,123 ร้าน จ้าง 3,377 ให้สิทธิ์เปิด 541 ร้าน
มีรายได้เพิ่ม 18.42%
รวมค่าใช้จ่ายเพิ่ม 19%
กำไรเพิ่มขึ้น 15.84%
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 22,569.847 ล้านบาท


จะสังเกตุได้จากปี 55 และ 56 เทียบในช่วงเวลาเดียวกันมีสาขาที่ขยายเพิ่มขึ้นมา ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันก็คือ รายได้ และ ต้นทุน
ปี 55 รายได้เพิ่มขึ้นน้อย แต่ค่าใช้จ่ายได้มีการควบคุมด้วยทำให้กำไรเพิ่มขึ้นได้มาก ต่างกับปี 56 ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 18.42% แต่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 19% หากในปี 2556 ช่วงเวลาที่เหลืออยู่สามารถกดเรื่องต้นทุนนี้ได้จะได้เห็นกำไรที่มากขึ้น

ในส่วนของเงินสดปี 2556 มีเงินสดติดตัวอยู่ถึง 22,569.847 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ถึง 18.75%

จ่ายปันผลวันที่ 20 พ.ค 2556 หุ้นละ 0.9 บาท จำนวน 8,983.101348 หุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 8,084.7912132 ล้านบาท หรือ 35% ของเงินสด

[attach]2[/attach]


CPALL จะยังมีเงินสดไหลเวียนในระบบอีกจำนวน 14,485.05 ล้านบาท
ซื้อ MAKRO ใช้เงิน 1.88 แสนล้าน บาทไม่รวมดอกเบี้ย

Trend CASH FLOW Cash And Equivalents
CAPALL 12,682.3 15,715.8 14,201.7 23,085.0
MAKRO 3,007.8 5,293.6 6,288.3 6,055.8

สังเกตุว่าเงินสดที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีนั้นมีจำนวนประมาณ 3,563.523 ล้านบาท หากไม่รวมวิธีทางการเงินอื่นๆ นำเงินสดมาใช้หนี้อย่างเดียว 188,000 ล้านบาทไม่รวมดอกเบี้ย จะต้องใช้เวลาจำนวน 53 ปี และไม่รวมเงินสดจาก MAKRO ซึ่งคาดว่าจะนำไปลงทุนในอนาคต

คำถามถือ หากไม่เพิ่มทุน CPALL จะเอาเงินมาจากไหนอีกเพื่อชำระเงินกู้ก้อนนี้ ฉะนั้นตัวเลือกคงมีไม่มาก
1. ขายสินทรัพย์ ซึ่งหากดูในงบดุลแล้ว สินทรัพย์พวกที่ดินที่พอจะขายได้ ในงบดุลของทั้ง CPALL และ MAKRO รวมๆ กันก็ประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งดูไปดูมาส่วนหนึ่งก็ต้องเก็บไว้ต่อยอด ส่วนหนึ่งขายไปก็คงขาดทุนโอกาส คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่นัก

2. ตั้งกองทุน แบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย แต่การซื้อ MAKRO แล้วมาจัดตั้งกองทุนเพื่อขายต่อ จะเปิดราคา IPO กี่บาท เชื่อว่ายังไงก็คงไม่เท่ากับราคาที่ซื้อมาแน่นอน หาก IPO ด้วยอัตราส่วนเดียวกันกับที่ซื้อมา Yield% อาจไม่จูงใจมากพอ

3. เพิ่มทุน เจ้าสัว บอกแล้วว่าไม่มีแน่นอน แต่ผมเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ชอบชัว

4. ตราสารหนี้ระยะยาวๆ ถ้าหากออกตราสารหนี้ คงเป็นตราสารหนี้ที่ใหญ่พอๆ กับภาครัฐเป็นอะไรที่ดูเว่อร์มากๆ แต่ก็เป็นอีกทางออกหนึ่งที่น่าสนใจ เหมือนกับผ่อนน้อยๆ ยาวๆ

5. รีบเอา MAKRO ไปทำตลาด และ รับรู้กำไรให้ได้มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว หรือ มีเงินสดเข้ามาในระดับ 37,600 ล้านบาท ต่อปี ประมาณ 5 ปีหนี้ก็จะหมดไป

เราพูดในกรณีเงินสด ซึ่งเป็นตัวเงินจริงที่จะไหลเวียนในระบบ ซึ่งถึงตอนนี้ วิธีที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการเพิ่มทุน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่แปลกที่ราคา CPALL จะไม่วิ่งไปไหนแถวๆ 41.75 เป็นจุดที่พักตัวดีที่สุดแล้ว

หากพูดถึงในเชิงของงบการเงินบ้าง แน่นอนว่า ต้นทุนทางการเงิน จะเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของ สินทรัพย์ของ MAKRO ก็จะถูกนำเข้ามาด้วยเช่นกัน เป็นไปได้ว่า หลังจากรวมงบกันแล้ว อาจมีวิธีการลดต้นทุนทางการเงินลง ซึ่งผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน





แสดงความคิดเห็น

group chats
favorites
Jane Smith
Message...
3
more friends
Jane Smith
Message...
3