การ จ่าย ปันผล

การ จ่าย ปันผล

การจ่ายปันผล ของหุ้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เข้าใจได้ง่ายมาก

ทำไมบริษัทต้องจ่ายปันผล  บริษัทที่มีกำไรจากการดำเนินงาน หากไม่นำไปลงทุนต่อ การเก็บเงินสดไว้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ฉะนั้นการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นถือเป็นสิ่งที่กระทำกัน โดยแต่ละบริษัทจะระบุไว้เสมอว่ามีความสามารถในการจ่ายปันผลได้เท่าไหร่ต่อปี ตัวอย่างเช่น บริษัท ADVANC

นโยบายเงินปันผล

ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 100 ของกำไรสุทธิ ตามงบการเงินรวม โดยในรอบสี่ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลมากกว่าร้อยละ 100 ของกำไรสุทธิ (โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติม)

ในความหมายก็ถือบริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ไม่ต่ำกว่า 100% ของกำไรสุทธิ ถ้าหากบริษัทมีกำไร 100 บาท  ในปีนี้ และมีหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ทั้งหมด 100 หุ้น เท่ากับว่าท่านจะได้เงินปันผล 1 บาท (ได้จาก  100 บาท / 100หุ้น )     แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านต้องคำนึงถึงเสมอก็ถือ เงื่อนไขเพิ่่มเติมของการจ่ายปันผล บางครั้งยังซ่อนวาระบางอย่างไว้ ถ้าให้เคลียควรโทรไปตามฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทนั้นๆ   การจ่ายปันผล บางบริษัทอาจไม่ได้จ่ายด้วยตัวเงิน แต่ออกมาในรูปแบบต่างๆ กันอีก 4 ประเภท

ประเภทของการจ่ายปันผล

1. เงินสดปันผล ( Cash Dividend ) : เงินสดปันผลจะจ่ายจากกำไรสะสม การที่จะจ่ายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินสดที่กิจการถืออยู่ว่ามีเพียงพอหรือไม่ การจ่ายเงินสดปันผลจะทำให้ในงบดุลมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสินทรัพย์( เงินสดลดลงตามจำนวนปันผลที่จ่าย)และด้านหนี้สินและทุนก็ลดลงเช่นกัน ( กำไรสะสมลดลงตามจำนวนปันผลที่จ่าย )

2. หุ้นปันผล ( Stock Dividend ) : เป็นการจ่ายปันผลในรูปของหุ้นสามัญออกใหม่ ซึ่งเรียกว่า หุ้นปันผล ซึ่งจะกำหนดจำนวนหุ้นที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถืออยู่ เช่น การจ่ายหุ้นปันผลร้อยละ 10 หมายความว่า ผู้ถือหุ้นอยู่ 100 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 10 หุ้น นั่นคือ กิจการจะต้องจดทะเบียนเพิ่มทุน โดยมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 การจ่ายหุ้นปันผลไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่วนเจ้าของในงบดุล แต่จำนวนกำไรสะสมจะลดลง ในขณะที่มูลค่าหุ้นสามัญจะเพิ่มขึ้นในจำนวนที่เท่ากัน

ข้อดีของการจ่ายหุ้นปันผล
– ช่วยประหยัดเงินสดให้ธุรกิจ เพื่อใช้ในโครงการลงทุนอื่นในอนาคต โดยไม่ต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก
– ทำให้ผู้ถือหุ้นที่มีรายได้สูงเกิดความพอใจ เพราะถ้าผู้ถือหุ้นมีรายได้สูงจะเสียภาษีสูงด้วย
– ช่วยบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงิน
– ทำให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญไม่สูงเกินไป
ข้อเสียของการจ่ายหุ้นปันผล
– ค่าใช้จ่ายในการจ่ายหุ้นปันผลค่อนข้างสูง
– ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง
– ราคาตลาดของหุ้นลดลง

3. การแยกหุ้น ( Stock Splits ) : การจ่ายปันผลวิธีนี้ จะทำให้จำนวนหุ้นสามัญที่ผู้ลงทุนถือหุ้นอยู่มีจำนวนมากขึ้น เช่น แยกหุ้นจาก 1 เป็น 10 หมายความว่า ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับหุ้นเพิ่มขึ้น 9 หุ้น ต่อหุ้นที่ถืออยู่ 1 หุ้น โดยมูลค่าที่ตราไว้จะลดลงเหลือ 1/10 ด้วย คือหากมูลค่าเดิมที่ตราไว้ 100 บาทต่อหุ้น เมื่อแยกหุ้นแล้วจะเท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น การแยกหุ้นไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่วนของเจ้าของในงบดุล จำนวนกำไรสะสมและมูลค่าหุ้นสามัญรวมยังคงเดิม เพียงแต่จำนวนหุ้นจะมากขึ้นและมีราคามูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นลดลง  วิธีการแยกหุ้นนี้ จะสร้างความพอใจแก่ผู้ถือหุ้น เพราะเมื่อบริษัทมีกำไรมาก การจ่ายปันผลสูง และมีความเจริญเติบโตในอัตราที่ดีแล้ว ทำให้ราคาตลาดของหุ้นอยู่ในระดับที่สูงมาก

4. การซื้อหุ้นกลับคืน ( Stock Pepurchase ) : การที่ธุรกิจนำเงินกำไรส่วนที่เก็บไว้ในรูปกำไรสะสมหรือเงินที่ได้จากการก่อหนี้ไปซื้อหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายแล้ว ทำให้หุ้นสามัญมีจำนวนน้อยลง ถ้าปัจจัยอื่นคงที่และสมมติว่าการซื้อหุ้นคืนไม่กระทบต่อความสามารถทำกำไรของธุรกิจ จะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น เมื่อกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญสูงขึ้น ถ้าธุรกิจนำเงินที่เก็บไว้ในรูปกำไรสะสมไปซื้อหุ้นกลับคืน ทำให้การจ่ายเงินปันผลลดน้อยลง แต่ถ้านักลงทุนขายหุ้นจะได้รับกำไรจากการขายหุ้นเนื่องจากราคาตลาดสูงขึ้น กำไรจาการขายหุ้นชดเชยได้พอดีกับเงินปันผลจ่ายที่น้อยลง
การซื้อหุ้นกลับคืนจะกระทำเมื่อกิจการมีเงินทุนเหลือใช้เป็นการถาวร หรือต้องการลดจำนวนหุ้นสามัญที่หมุนเวียนในตลาดลง เพื่อทำให้ราคาตลาดหุ้นสามัญสูงอีก หรือเพิ่มอำนาจการควบคุมกิจการ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ถือหุ้นขายหุ้นให้กับบริษัทอื่น กิจการสามารถซื้อหุ้นกลับคืนมาได้ หุ้นที่ซื้อคืนนี้ เรียกว่า Treasury Stock

5. การรวมหุ้น ( Reverse Split ) : บริษัทสามารถทำการลดจำนวนหุ้นสามัญลงและเพิ่มมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นได้ การลดจำนวนหุ้นลงนี้ทำได้โดยการรวมหุ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่ราคาตลาดของหุ้นต่ำมาก ธุรกิจก็จะทำการรวมหุ้นเพื่อให้จำนวนหุ้นในมือของผู้ถือหุ้นลดจำนวนลง ราคาตามมูลค่าของหุ้นจะเพิ่มขึ้น อันมีผลทำให้ราคาตลาดของหุ้นสูงขึ้น

ที่มา : http://www.geocities.com/teacher_jrp/s_finance.htm